"สนธิญา“ ร้อง นายกฯ สอบปม "พีระพันธุ์" ถือหุ้น 4 บริษัท ขัด รธน.
"สนธิญา“ ร้อง นายกฯ สอบปม "พีระพันธุ์" ถือหุ้น 4 บริษัท ขัด รัฐธรรมนูญ - ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ด้าน “ไกรภพ” ยื่นปลดออกจาก รมต. ลาออกจากหัวหน้า รทสช.
วันที่ 6 พ.ค. 2568 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 นายสนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบความจริง เพื่อปรากฏ กรณี การถือหุ้น และเป็นกรรมการบริหารในบริษัท จำนวน 4 บริษัท ของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อันเป็นการกระทำที่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (รธน.) ขัดต่อ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) การเลือกตั้ง สส. และ ฝ่าฝืน จริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบ และดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป โดยมี พลตำรวจตรี สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับยื่นหนังสือแทน
ภายหลังการยื่นหนังสือ นายสนธิญา ให้สัมภาษณ์ว่า กรณี นายพีระพันธุ์ ถือหุ้น จำนวน 4 บริษัท โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ นางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบว่า ทั้ง 4 บริษัท ที่ตกเป็นข่าว ว่ามีชื่อ นายพีระพันธุ์ เป็นหุ้นส่วนหรือเป็นกรรมการบริหารอยู่หรือไม่ หากมีชื่ออยู่ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อ รธน. และเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรี ยังคงเพิกเฉย ไม่ได้ติดตามกระบวนการหนึ่งกระบวนการใด จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะ นายพีระพันธุ์ ดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นลูกน้องภายใต้ความรับผิดชอบของ นางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ดังนั้น ตนขอให้ นายกรัฐมนตรี มอบหมายบุคคลใดก็ได้ไปดำเนินการช่วยตรวจสอบกับกรมทะเบียนพาณิชย์ ว่ามีชื่อ นายพีระพันธุ์ หรือไม่ หากพบว่ามีชื่อ นายพีระพันธุ์ ทุกอย่างก็จบ และส่วนตัวยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ไปถึงการบริหารงานของคณะนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น วันนี้ตนขอความชัดเจนว่า ทั้ง 4 บริษัท มีชื่อนายพีระพันธุ์ เป็นกรรมการบริหาร และถือหุ้นอยู่ในบริษัทนั้นๆ หรือไม่ ย้ำว่า ต้องการให้นายกรัฐมนตรีช่วยตรวจสอบในประเด็นดังกล่าว
เมื่อถามว่า หาก นางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ดำเนินการตามที่มาเรียกร้อง จะมีมาตรการ หรือจะมีการร้องเรียนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า 1.หากนายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตรวจสอบ เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 2.ตนจะยื่นหนังสือต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำดังกล่าวข้างต้น ว่า กรณีที่ นายพีระพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ถือหุ้นหรือไม่ถือหุ้นนั้น เพื่อความกระจ่าง และชัดเจน ในฐานะที่ นายกรัฐมนตรี หรือ รองนายกรัฐมนตรี ต่างก็เป็นคนของประชาชน เป็นคนสาธารณะ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งคู่ ดังนั้น ต้องให้ความชัดเจนกับประชาชนที่ติดตามเรื่องดังกล่าว เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ
ส่วน กรณีที่มีการกล่าวอ้าง ว่า นายพีระพันธุ์ เป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริตนั้น ตนเห็นด้วย เนื่องจากประวัติที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และตนก็เคารพ นายพีระพันธุ์ เป็นการส่วนตัว และเคยทำงานกับท่านช่วงที่ตน เป็นเลขาผู้อำนวยการองค์การสภากลาง ซึ่งตนศรัทธา และเชื่อมั่นในตัวของ นายพีระพันธุ์ ฉะนั้น ตนต้องการให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว หากการเลือกตั้งสมัยหน้า นายพีระพันธุ์ ได้คะแนนเสียงมาก ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้สมบูรณ์แบบ แต่หากถือหุ้นอยู่จริงก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายตามที่ รธน. บัญญัติไว้
ดังนั้น การร้องวันนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการลักลั่น ในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นไปตามบทบัญญัติ รธน. ปี 2560 เพราะเราอยู่ภายใต้ รธน. ฉบับเดียวกัน และมาตราเดียวกัน กับบุคคลอื่นที่ถูกพิพากษาหรือถูกตัดสินไปแล้ว
เมื่อถามว่า มองการตรวจสอบคุณสมบัติตั้งแต่เริ่มก่อนที่จะแต่งตั้งนายพีระพันธุ์มีหละหลวมเกินไป จนอาจจะซ้ำรอยกับกรณีกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายก ฯ หรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่หละหลวม แต่ประเด็นการตรวจสอบของสำนักงานเลขานายก ฯ กรงจะตรวจสอบกับบุคคลนั้นที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือรองนายก ฯ เขาคงเชื่อมั่นว่า รัฐมนตรีหรือรองนายก ฯ ต้องมีฝ่ายกฎหมาย หรือต้องรู้กฎหมายก็ไม่จำเป็นจะต้องตรวจสอบซ้ำ แต่บางครั้งอาจจะเผลอลืม ตรวจสอบจนเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล ย้ำว่าไม่ใช่การตรวจสอบรัฐบาลไม่ดีพอ แต่หากกรณีสำนักเลขานายก ฯ จะไปตรวจละเอียดก็คงจะต้องเกรงใจรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความผิดพลาดของความหละหลวมที่เกิดขึ้น แล้วทำให้เกิดปัญหาอย่างในปัจจุบัน
นายสนธิญา กล่าวย้ำว่า ตนไม่มีเรื่องใดที่เจ็บปวดหรือเคืองแค้นกับ นายพีระพันธุ์ ตนรักและเคารพนับถือ แต่เมื่อตนได้รับเอกสารร้องเรียนมา และที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้องเรียนของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก ฯ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายก ฯ หรือ อดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 นั้น ตนก็ร้องเรียนเช่นกัน เพราะอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน จนกระทั่งวันนี้ตนไม่มีพรรคการเมืองสังกัด และทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและความถูกต้องเป็นที่ตั้ง และเป็นไปตาม
รัฐธรรมนูญ
เมื่อถามย้ำว่าหากนายพีระพันธุ์ผิดจริง จะมีผลกระทบถึงนายก ฯ เหมือนตอนสมัยรัฐบาลนายเศรษฐาหรือไม่ นายสนธิญา กล่าวว่า ตนเข้าใจว่า ถ้านายพีระพันธุ์ มีปัญหาในเรื่องของการถือหุ้น หรือทำการบริหารอยู่ในหุ้น ฝ่ายกฎหมายหลายหลายฝ่ายที่ออกมาพูดหรือจะมีบุคคลอื่น เช่น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสว. โดยส่วนตัวนั้นตนไม่รู้จักกับนายเรืองไกร และไม่เคยเจอตัวจริง ตนไม่แน่ใจว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใด จะดำเนินการต่อไปอย่างไรหรือไม่ แต่ส่วนตัวตนนั้น ขอยืนยันว่า ถ้าสมมุติมีการยืนยันชัดเจนว่า นายพีระพันธุ์ ถือหุ้นแล้วอยู่กรรมการบริษัท และลาออกจากตำแหน่ง ลาออกออกจากหัวหน้าพรรค ตนจะยุติการดำเนินการทุกอย่างไป
นอกจากนี้ ว่าที่ร้อยเอกไกรภพ นครชัยกุล อดีตหัวหน้ารวมไทยสร้างชาติ ที่เดินทางเข้ามายื่นหนังสือถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ปลด นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน รวมถึงขอให้ลาออกจากหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ หลังปรากฏข้อมูลที่ยืนยันแน่ชัดกรณีแจกถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเป็นงบประมาณของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) และเป็นงบประมาณจากรัฐ แต่กลับติดสติกเกอร์รูปและชื่อของตนเอง ถือเป็นการใช้ทรัพย์สินของหลวงเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันเป็นการกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กระทำขัดต่อผลประโยชน์ทับซ้อน
รวมทั้งกรณีการถือครองหุ้นและเป็นกรรมการบริษัท อันเป็นเอกสารมหาชนอย่างชัดแจ้ง ความปรากฏแก่นายทะเบียนพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่าปัจจุบัน นายพีระพันธุ์ ยังเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท รพีโสภาค จำกัด , บริษัท โสภา คอลเลคชั่นส์ จำกัด , บริษัท วีพี แอร์โร่เทค จำกัด และบริษัท พี แอนด์ เอส แลนด์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด อีกทั้งปัจจุบันนายพีระพันธุ์ ยังดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท รพีโสภาค จำกัด ซึ่งปรากฏตามหนังสือรับรองนิติบุคคลของบริษัท รพีโสภาค จำกัด ในขณะที่นายพีระพันธุ์ ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี มีพฤติการณ์กระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ อันทำให้สถานะความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรียังเป็นกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การถือหุ้นเกินกว่าจำนวน 5% จะต้องแจ้งให้แก่ประธาน ปปช. ทราบและไม่คงหุ้นไว้ ให้โอนแก่นิติบุคคลที่บริหารจัดการ แต่นายพีระพันธุ์ยังกระทำฝ่าฝืน โดยมองว่าการเป็นรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตอันเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ล้วนเป็นบทบัญญัติคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี การที่นายพีระพันธุ์ ได้แจ้งข้อมูลและกรอกข้อมูลหรือให้ข้อมูลในแบบแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านอาจจะขัดกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 อันเป็นลักษณะปกปิดการกระทำของตนเอง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีไม่ตรวจสอบให้ดี ไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอในการตรวจสอบคุณสมบัติการซุกหุ้นและเป็นเจ้าของหรือกรรมการบริหารหลายบริษัท