โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

74 ปีประเทศไทยกับสหประชาชาติ

ทันข่าว Today

อัพเดต 28 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2563 เวลา 00.00 น. • ทันข่าว Channel

Highlight

ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2589 หรือเมื่อ 74 ปีมาแล้ว เป็นลำดับที่ 55 ของประเทศสมาชิก วัตถุประสงค์สำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกก็เพื่อความความมั่นคงของประเทศไทย

       เนื่องจากสหประชาชาติเป็นองค์การที่สามารถธำรงสันติภาพ สันติสุข ความมั่นคงและความยุติธรรมให้แก่ประเทศเล็ก ๆ เช่นประเทศไทยได้ รวมทั้งเพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นว่าประเทศไทยมีความประสงค์จะร่วมมือในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลกอย่างแท้จริง        อันที่จริง ก่อนหน้านี้ 100 ปี ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์พระประมุข ประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทในองค์กรต่าง ๆ ที่กลุ่มประเทศใฝ่สันติและความร่วมมือระหว่างประเทศได้จัดตั้งขึ้นก่อน การตั้งสันนิบาติชาติ เช่น ในสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) (ปี พ.ศ. 2426) หลังจากนั้นอีก 2 ปีต่อมา ในสหภาพการไปรษณีย์สากล (UPU) และองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ จนถึงการเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพแวร์ซายส์ที่กรุงปารีสเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 อันทำให้ประเทศไทยได้เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสันนิบาตชาติอันดับที่ 32 ในปี พ.ศ. 2462 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว       ตลอดระยะเวลา 74 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่มีสำนักงานขององค์กรของสหประชาชาติเป็นจำนวนมากตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่สำคัญคือคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเซียและแปซิฟิก หรือ UNESCAP ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 5 แห่ง ที่สหประชาชาติมีอยู่ทั่วโลก การที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางส่วนภูมิภาคของสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2011 นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ให้ศูนย์สหประชาชาติที่กรุงเทพมหานครเป็น The United Nations Hub for Asia and the Pacific       ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากความร่วมมือกับสหประชาชาติในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสันติภาพและความมั่นคง ด้านการพัฒนา และสิทธิมนุษยชน งานทั้งสามด้านนี้มีส่วนเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะด้านการพัฒนา ประเทศไทยมีตัวอย่างของความสำเร็จในหลาย ๆ เรื่องในอดีต เช่นการลดอัตรา การเกิดของประชากร การขจัดวัณโรค และมาลาเรีย และในปัจจุบันคือ การลดความยากจน ความมั่นคงทางด้านอาหาร สุขอนามัยพื้นฐาน ด้านสาธารณสุข การป้องกันการติดเชื้อ HIV และเอดส์ และการป้องกัน การถ่ายทอดไวรัส HIV จากมารดาสู่ทารก ฯลฯ ที่สำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอนามัยโลกยังได้กล่าวชมเชยรัฐบาลไทยที่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้รับผลดีในลำดับต้น ๆ ของโลก ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไทยได้ทุ่มเทงบประมาณทางด้านสาธารณสุขตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา

       ปัจจุบันสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือเพื่อไปสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goalss : SDGs ) โดยบูรณาการงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนรวมไว้ในเป้าหมาย มีกรอบเวลาการดำเนินงาน 15 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2016 – 2030 ในการนี้ รัฐบาลไทยได้นำเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 – 2564 และในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 –2580 จากการประเมินผลการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 80 ของโลก และอยู่ในลำดับสูงกว่าประเทศอาเซียนอื่น ๆ  ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามเป้าหมายในด้านสุขอนามัย การศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ การใช้พลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ        การพัฒนาที่ยั่งยืนมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมของโลกที่เสื่อมโทรมลงอันเป็นผลมาจากสภาวะโลกร้อนได้เพิ่มความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเป็นภัยคุกคามต่อความเป็นอยู่ของชาวโลกโดยรวม ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change ) และพิธีสารเกียวโต ( Kyoto Protocol ) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยโดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์มาจากภาคการผลิตไฟฟ้า ความร้อนจาก การขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิตแลการก่อสร้าง ในการเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี พ.ศ. 2015 ประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20 – 25 % จากระดับปกติภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าวข้างต้น 1.  ในด้านสิทธิมนุษยชน
ประเทศไทยเป็น 1 ใน 48 ประเทศลำดับต้น ๆ ที่ให้การรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights ) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 เอกสารฉบับนี้เป็นพื้นฐานในการจัดทำกฎหมายภายในของประเทศไทยในเวลาต่อมา ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี ความตกลงทางด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติรวม ๗ ฉบับ รวมทั้งในเรื่องสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม การขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ สิทธิเด็ก สิทธิคนพิการ ฯลฯ ประเทศไทยให้ความสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและสิทธิสตรี รายงานของ UN Women ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติเกี่ยวกับสตรีกล่าวว่า ในบริษัทขนาดกลาง ในภาคเอกชนไทย มีสตรีเข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เฉลี่ย 24% เมื่อเทียบกับ 20% ของโลก และ 13% ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สตรีไทยยังได้เข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงในวงราชการ และในทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่เกิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งมีการบังคับการใช้แรงงานและการค้าประเวณีโดยเฉพาะต่อเยาวชน โดยประเทศไทยเป็นทั้งประเทศต้นทาง ปลายทางและทางผ่าน ฯลฯ ในปีพ.ศ. 2553 ประเทศไทยยังมีบทบาทที่แข็งขันในด้านการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยผู้แทนไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ 2.  ในด้านสันติภาพและความมั่นคง       นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ประเทศไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ทั้งชายและหญิง มากกว่า 27,000 คน เข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพ และภารกิจสันติภาพอื่น ๆ ของสหประชาชาติรวมประมาณ 20 ภารกิจ ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตราชอาณาจักรกัมพูชา บอสเนีย และเฮอร์เซโกวีนา บริเวณพรมแดนอิรัก-คูเวต ฯลฯ ปัจจุบันยังมีทหารไทยปฏิบัติภารกิจอยู่ในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน ในด้านการลดอาวุธ ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในความร่วมมือกับสหประชาชาติ ในการลดอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ได้แก่ อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ การลดอาวุธแบบดั้งเดิม รวมทั้งอาวุธเบาและกับระเบิดชนิดต่าง ๆ ซึ่งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก 3.  ในด้านวัฒนธรรม       องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ๕ แห่งในประเทศไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรม 3 แห่ง คือ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัย นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงจังหวัดอุดรธานี มรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง ได้แก่ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง กลุ่มป่าดงพญาเย็น – เขาใหญ่ และล่าสุด โขนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การที่องค์การสหประชาชาติขึ้นทะเบียนมรดกโลกแก่สถานที่เหล่านี้ ทำให้ประชาชนชาวไทยเกิดความภาคภูมิใจ อันมีผลต่อการตระหนักรับรู้และอนุรักษ์สถานที่นั้น ๆ ให้คงอยู่เพื่อให้สืบทอดต่อไปไปยังรุ่นลูกหลาน และที่สำคัญเป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ชุมชน และประเทศชาติ      ในโอกาสที่ประเทศไทยครบรอบ 74 ของการเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปีนี้ ประชาชนชาวไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและสนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าประสงค์ในสามเสาหลักของสหประชาชาติ คือ ด้านการรักษาสันติภาพและความมั่นคง การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงอันเป็นหลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประเทศของเรามีความผาสุกและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน และเพื่อให้เป็นโลกที่น่าอยู่สำหรับเราและอนุชนรุ่นหลัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...