Nike กับการต่อต้านการ “เหยียดสีผิว” หลังเหตุการณ์ George Floyd

Money Buffalo อัพเดต 05 มิ.ย. เวลา 09.20 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. เวลา 10.50 น. • Money Buffalo
Nike กับการต่อต้านการ “เหยียดสีผิว” หลังเหตุการณ์ George Floyd

ประเด็นหนึ่งที่เป็นที่จับตามองกันทั้งโลก และมาแรงแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างโควิด-19 ไปในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของกระแสต่อต้านเรื่องการ "เหยียดสีผิว" สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของ George Floyd ชายผิวสีแอฟริกัน-อเมริกัน ที่เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวนี้ ส่งผลทำให้เกิดการประท้วงในหลายรัฐของสหรัฐฯ ทั้งแบบใช้กำลังและสันติวิธี นอกจากนี้บรรดาผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกก็ได้ออกมาร่วมต่อต้านครั้งนี้ด้วยและเกิด Hashtag #Blacklivesmatter และ #Alllivesmatter กันเต็มไปหมด

พี่ทุยขอสรุปข่าวนี้ให้ฟังคร่าว ๆ คือเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา George Floyd ได้เสียชีวิตจากการจับกุมของตำรวจขณะถูกจับกุมโดยตำรวจผิวขาวที่ เมืองมินนิแอโพลิส รัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยข้อหาใช้ธนบัตรปลอมจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ โดยตำรวจนายหนึ่งได้ใช้หัวเข่ากดลงไปที่ลำคอของนาย George Floyd เป็นเวลานานกว่า 8 นาที เขาได้ร้องขอชีวิตอยู่ตลอดเวลา และบอกว่าหายใจไม่ออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่ง George ได้หมดสติไปและเสียชีวิตในที่สุด และเรื่องที่พี่ทุยจะมาชวนคุยในครั้งนี้ก็เกี่ยวข้องกับกระแสที่กำลังร้อนแรงที่ว่านี้ และแบรนด์รองเท้ากีฬาดังอย่าง “Nike” ที่มาพร้อมกับสโลแกนที่ติดหูอย่าง “just do it”

Nike ออกแคมเปญ For Once, Don’t Do It”

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Nike มาเกี่ยวอะไรกับกระแสการต่อต้านการ "เหยียดสีผิว" ครั้งนี้ เรื่องมันเป็นอย่างนี้คือ หลังจากเกิดการประท้วงได้ไม่นาน วันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา แบรนด์กีฬาชื่อดังอย่าง NIKE ก็ได้ออกแคมเปญที่ล้อไปกับกระแสล่าสุดในชื่อ “For Once, Don’t Do It” หรือ “อย่าทำเลย” ออกมา ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสโลแกนอมตะของเขาอย่าง “Just Do It” ที่สนับสนุนว่าให้ลงมือทำมาตลอดกว่า 30 ปีผ่านคลิปวีดีโอสั้น ๆ ความยาว 60 วินาที ที่แม้จะไม่มีภาพเพราะเป็นเพียงข้อความตัวหนังสือสีขาวบนพื้นหลังสีดำ แต่เนื้อความที่สื่อออกมากระแทกใจหลายคนเลยทีเดียว สรุปความได้ประมาณว่า

“อย่าคิดว่าเรื่องการ "เหยียดสีผิว" นี้เป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่ส่งผลกระทบต่อตัวคุณ อย่าเพิกเฉยต่อเรื่องการเหยียดสีผิว อย่าเอาแต่นั่งเงียบ จงมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง”

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Nike ออกมาแสดงจุดยืนในสังคม ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่มี story ในสโลแกนของแบรนด์ สำหรับพี่ทุยแล้ว Nike เนี่ยเต็ม 10 ไม่หักเลยจ้า

ก่อนหน้านี้​เมื่อปี 2018 Nike เค้าครบรอบ 30 ปี และฉลองโดยมี Colin Kaepernick อดีตควาเตอร์แบคทีม San Francisco 49ers เป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์​กันอย่างรุนเเรงเลยทีเดียว เพราะในปี 2016 Colin Kaepernick คนนี้ ไม่ยอมยืนตรงเคารพในเพลงชาติอเมริกันก่อนการเเข่งขัน แต่กลับคุกเข่าข้างเดียวโดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากจะแสดงความภาคภูมิใจ​ต่อประเทศที่กดขี่คนผิวสี การโกหกตัวเองเป็นเรื่องของคนขี้ขลาด ในบางครั้งเราจะต้องลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง การแสดงจุดยืนครั้งนี้ของ Colin ไม่ได้ตามมาด้วยเสียงชื่นชมและการยอมรับในทันทีเหมือนในหนัง การกระทำของเค้าทำให้สังคมอเมริกันไม่พอใจอย่างมาก และถือเป็นขบถในสายตาหลาย ๆ คน รวมถึงประธานาธิบดีอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ด้วย แต่ Colin ก็ได้ออกมาโต้ตอบกระแสสังคมในตอนนั้นด้วยข้อความว่า “Believe in something, even if it means sacrificing everything. #Justdoit” หรือ จงเชื่อมั่นในบางสิ่งบางอย่าง​ ถึงแม้มันอาจจะหมายถึงการต้องเสียสละทุกสิ่ง​ทุกอย่างก็ตาม #ทำมันซะ

ตอนที่ Nike เปิดตัวแคมเปญฉลองครบรอบ 30 ปี ของสโลแกนพร้อมพรีเซนเตอร์คนนี้ด้วยคลิปวีดีโอที่ชื่อว่า “Dream crazy” นั้น คลิปวีดีโอนี้มียอดเข้าชมสูงมากภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง​ ผู้คนต่อต้าน Nike มาก มี Hashtag #Nikeboycott และหุ้นของ Nike ก็ตกลงทันที 3% ​ถึงขนาดที่มีหลายคนออกมาเผาสินค้าของ Nike เลย เพราะมองว่าเค้าให้การสนับสนุนผู้ที่ไม่เคารพในธงชาติ​และเพลงชาติ แต่ผลปรากฏ​ว่า​ยอดขายทางออนไลน์​ของ Nike กลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 31% หลังจากที่ปล่อยแคมเปญนี้ออกไปได้ไม่กี่วัน เรียกได้ว่าครั้งนี้ Nike สอบผ่านจากการใช้ Story telling ซึ่งได้ใจของกลุ่มลูกค้าหลัก (อายุน้อยและยอมรับในความแตกต่างของเชื้อชาติ)​ และกระแสที่ชาวอเมริกันทุกคนรู้จัก​กันดีอยู่แล้วอย่าง Colin Kaepernick​

เรื่องราวของการตอกย้ำความหมายในสโลแกนของ Nike ยังไม่จบแค่นี้ พี่ทุยเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นชื่อ Tiger woods นักกอล์ฟระดับโลกกันดี เพราะ Tiger woods เคยเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกและมีเชื้อสายไทยด้วย แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง​มีขึ้นก็ย่อมต้องมีลงบ้างเป็นธรรมดา Tiger Woods เจอช่วงขาลงของชีวิต อันดับของเขาก็เลยตกลงเรื่อย ๆ จากเลขตัวเดียวเป็น 4 หลัก และไม่ชนะในการเเข่งขันรายไหนเลยเป็นเวลานับสิบปี สปอนเซอร์​หลายรายจึงเลิกสนับสนุนเขาไปในที่สุด แต่มีเเบรนด์หนึ่งที่อยู่เคียงข้างมาตลอด 20 ปี ตั้งเเต่ที่ Tiger Woods เข้าสู่วงการกอล์ฟ​มืออาชีพ แบรนด์ที่ว่านั้นก็คือ Nike นั่นเอง

และความเชื่อมั่นในตัว Tiger Woods ของ Nike ก็ได้รับการตอบสนองในที่สุด เมื่อในวันที่ 14 เมษายน 2019 Tiger woods คว้าเเชมป์ในการแข่งขัน The Masters ได้ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกในรอบ 11 ปีของเขา และเป็นรายการใหญ่ สื่อทุกสำนักจึงต่างยกย่องว่านี่คือ “The Greatest Comeback in History of Sports” และหลังจากที่ Tiger Woods คว้าแชมป์ได้ไม่นาน Nike ก็ปล่อยคลิปแสดงความยินดีที่ชื่อว่า “Same dream” ออกมา คลิปวีดีโอนี้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ Tiger Woods ในการแข่งขันต่าง ๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา (ซึ่ง Nike เป็นสปอนเซอร์​มาตลอด) ​และย้อนไปจนถึงตอน Tiger Woods อายุ 3 ขวบ

ชัยชนะของ Tiger woods ในครั้งนี้ส่งผลให้สินค้าทุกชิ้นทั้ง หมวก รองเท้า เสื้อผ้า ที่เค้าใส่ในวันนั้น ซึ่งล้วนเเล้วเเต่เป็นยี่ห้อ Nike ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าสมกับที่ Nike เป็นผู้สนับสนุนเดียวที่ยืนหยัดอยู่ข้างเขาตลอดมา

ในวันนี้ Nike ได้เติบโตจนเป็นแบรนด์​อุปกรณ์​กีฬาระดับโลกที่ใคร ๆ ก็รู้จัก ด้วยจุดเริ่มต้นที่แสนธรรมดา เช่น เครื่องหมาย Swoosh ที่เป็นโลโก้แบรนด์ ก็ถูกออกแบบมาในราคาเพียง 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสโลแกนติดหู “Just do it” ของเค้าที่ผู้คิดเผยว่าดัดแปลงมาจากคำพูดสุดท้ายของฆาตกรชื่อดังแห่งยุค 70s ที่ว่า “Let's do it”

แคมเปญ “Just once, don’t do it” ของ Nike เพิ่งเปิดตัวออกไปไม่กี่วัน ต้องรอดูกันแล้วแหละว่าแคมเปญ​ครั้งนี้นั้นจะส่งผลต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน และการ “Believe in something, even if it means sacrificing everything.” จะออกมาปังเหมือน 2 ครั้งก่อนมั้ย

ดูข่าวต้นฉบับ