MILLI: แร็ปเปอร์หญิงที่ตีแผ่สังคม ด้วยรสชาติที่ ‘เลี่ยวปรู้ ล่าซู่ ล่าบู้หลิ่นบุ่น’

a day BULLETIN อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 07.34 น. • a day BULLETIN
MILLI: แร็ปเปอร์หญิงที่ตีแผ่สังคม ด้วยรสชาติที่ ‘เลี่ยวปรู้ ล่าซู่ ล่าบู้หลิ่นบุ่น’

เคยมีคนบอกไว้ว่าการเป็นแร็ปเปอร์หญิงในประเทศไทยเป็นเรื่องยาก ด้วยข้อจำกัดที่ถูกขีดเส้นโดยสังคมว่าเพศชาย-หญิง สามารถทำอะไรได้บ้าง ทำให้ในวงการฮิปฮอปมีแร็ปเปอร์หญิงหลายคนที่ถูก ‘สกรีน’ ตัวตนของเธอผ่านการใช้คำ การแสดงออก รวมไปถึงการแต่งกายอยู่ตลอดในสังคมไทย

        แต่ ‘มินนี่’ - ดนุภา คณาธีรกุล เด็กหญิงวัย 17 ไม่คิดเช่นนั้น เธอเชื่อว่าอาชีพแร็ปเปอร์หรือการทำงานศิลปะแขนงใดก็ตาม เพศสภาพไม่ควรจะเป็นข้อจำกัดให้ผลงานที่ออกมานั้นถูกลดตัวตนลงไป โดยหลังจากที่เธอเป็นที่รู้จักผ่านรายการThe Rapper ซีซัน 2 แล้ว มินนี่จึงเปิดตัวในฐานะศิลปินหญิงค่าย YUPP! และได้ปล่อยซิงเกิลที่สะท้อนความไม่เท่าเทียมของสังคมที่เกิดขึ้นจริงด้วยเพลง พักก่อน ได้อย่างเผ็ดร้อน จนป็นกระแสดราม่า #พักก่อน ตามมาในภายหลัง

        สิ่งหนึ่งที่ทำให้เชื่อว่าความสำเร็จของเพลง พักก่อน กลายเป็นปรากฏการณ์ให้เรารู้จักกับเธอในวันนี้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฟลุกๆ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาจากความพยายามอันแรงกล้า ที่ต้องการเป็นกระบอกเสียงสำคัญสะท้อนให้ถึงสังคม อีกทั้งยังเป็นเส้นทางการใช้ชีวิตในวงการบันเทิงที่เธอมุ่งมั่นมาโดยตลอด

 

Milli

คุณหลงใหลอะไรในเสน่ห์ของ ‘ดนตรีฮิปฮอป’

        เมื่อก่อนเราเป็นคนที่ไม่ชอบฟังเพลงเลย เพราะเราจะรู้จักคำว่าดนตรีผ่านเพลงที่คุณแม่เปิด ซึ่งเราไม่ชอบเอามากๆ (หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นมาเราได้เจอเพื่อนกลุ่มใหม่ที่ฟังเพลงสากล พอได้ฟังเพลงหลากหลายมากขึ้น ก็รู้สึกว่าดนตรีก็น่าสนใจเหมือนกัน เลยกลับบ้านลองไปเสิร์ชหาเพลงในยูทูบดูว่ามีเพลงแนวไหนบ้าง จนมาเจอเพลงฮิบฮอปที่เต็มไปด้วยดนตรี เนื้อหา วิธีการเล่า ที่ตรงใจเรามากๆ มันรู้สึก ปั๊วะ! ทันทีที่ฟัง เราเลยกลายเป็นคนชอบเพลงฮิปฮอปตั้งแต่ตอนนั้น

ซึ่งโดนใจคุณจนถึงขั้นอยากเป็นนักร้องเลยเหรอ

        ไม่เลย ในชีวิตนี้เราไม่เคยคิดว่าจะแต่งเพลงได้ด้วยซ้ำ สมัยก่อนเคยลองจับกีตาร์ดีดเล่นๆ ดู แล้วก็รู้สึกว่าชีวิตนี้คงทำแบบนี้ไม่ได้หรอก ต้องพักก่อน (หัวเราะ) แต่พอได้รู้จักกับ นิกกี มินาจ, คาร์ดิ บี เลยอาศัยร้องคัฟเวอร์พวกเขามาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาไกลถึงขนาดนี้

จากการร้องเพลงคัฟเวอร์ ทำไมถึงกลายเป็นผู้เข้าแข่งขันในรายการ The Rapper 2 ได้

        อาจเพราะตัวเราเองเป็นคนชอบประกวดอยู่แล้ว เมื่อก่อนเคยแข่งเล่านิทานภาษาอังกฤษได้ที่ 1 ของประเทศ  เคยแข่งละครเวทีภาษาอังกฤษได้ที่ 4 ในโรงเรียนก็ทำกิจกรรมทุกอย่างเลย BNK48 เราก็ไปสมัครกับเขานะ แต่ไม่ผ่านเข้ารอบ (หัวเราะ) จริงๆ เรียกได้ว่าผ่านมาแทบทุกเวทีเลย เวทีเกาหลีอย่าง JYP Entertainment, YG Entertainment และ SM Entertainment ก็ไปมาเหมือนกัน   

การลองเริ่มทำอะไรสักอย่างมันไม่ได้เสียหายอะไรเลย มันทำให้เราสามารถพัฒนาได้ด้วยซ้ำ เพราะจะได้รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร ได้รู้ว่าการแข่งขันสูงมากขนาดไหนที่สูงจะไปถึงจุดนั้น 

คุณเป็นคนที่พยายามหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำอยู่ตลอดใช่ไหม 

        เพราะเราเป็นบ้า เวลาเลิกเรียนแล้วมันว่างเกิน (หัวเราะ) อีกอย่างเราเป็นคนเหงา เวลาไปโรงเรียน เราก็จะกลับบ้านให้ช้าที่สุดเพราะอยากอยู่กับเพื่อน ซึ่งเรากล้าพูดเลยว่าพวกเขาช่วยให้เราเป็นคนกล้าแสดงออก ได้ทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา ตอนนี้เลยกลายเป็นคนที่อยู่เฉยๆ เหมือนคนอื่นเขาไม่ได้แล้ว

คุณดูเป็นคนมั่นใจและกล้าแสดงออก เรื่องนี้ครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหม

        เขาสนับสนุนตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เวลาไปเดินที่ห้างสรรพสินค้าแล้วเขามีกิจกรรมเชิญลูกค้าขึ้นไปตอบคำถาม แม่ก็จะคะยั้นคะยอให้เราออกไปตอบตลอด จนเราถูกปลูกฝังไปโดยปริยายเลยว่าการแสดงออกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่หน้าอาย

        แต่พอบอกเขาว่าจะมาเอาดีด้านศิลปินจริงๆ เขาจะสนับสนุนอีกแบบหนึ่ง คือจะปล่อยให้เราไปพยายามเองโดยไม่ห้าม ซึ่งเรามองว่านี่เป็นการสนับสนุนที่ดีมากแล้ว

        เรามองว่าเวลาคนเรามีความฝันที่แรงกล้าพอ ไม่ว่าจะเกิดไรขึ้นเขาต้องพาตัวเองไปถึงฝั่งได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ปัญหาอย่างเดียวที่น่าเป็นห่วงคือ มันจะมีอะไรมาขัดขาเราระหว่างทางไหม

 

Milli

เด็กส่วนใหญ่ที่เขาจะไม่ค่อยกล้าแสดงออก เวลาครูถามจะไม่กล้ายกมือ ไม่กล้าเป็นคนที่โดดเด่นในโรงเรียน เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอใช่ไหม

        เราก็เคยคิดเรื่องนี้เหมือนกัน สังคมทุกวันนี้มันรัดกุมจนทำให้หลายคนคิดว่าการแสดงออกแบบนี้จะดูตลกในสายตาคนอื่น เลยทำให้เขาระแวง คิดมากไปก่อน จนสุดท้ายเขาก็กลัวที่จะแสดงออก หรืออาจจะกลัวที่จะมีความฝันต่อไปเลยก็ได้

        เวลาที่เราพูด เราทำอะไรออกไป ถ้ามันไม่ได้ผิดกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี สิ่งเดียวที่เราต้องแคร์คือตัวเองเท่านั้น เพราะสุดท้ายคนที่เขาวิจารณ์เราเขาก็รู้สึกกับเราแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น เดี๋ยวก็ลืมไปแล้ว แต่ตัวเราเองต่างหากที่จะจำเหตุการณ์นี้ไปจนวันตาย 

อย่าให้สังคมใช้คำวิจารณ์มาตีกรอบจนเรากลัวที่กล้าจะฝัน ปล่อยให้ตัวเองกล้าแสดงออกในสิ่งที่เรารักเถอะ

ย้อนกลับไป หลังจากรายการ The Rapper 2 จบลง กระแสของคุณก็ลดลง มันส่งผลต่อความฝันในการเป็นศิลปินไหม

        พอเป็นคำว่ากระแสแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไรจีรัง ทุกอย่างมีขึ้นแล้วก็มีลง สิ่งสำคัญคือศักยภาพในตัวเรามากกว่าว่าจะสามารถทำให้คนจดจำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าเราเก่งจริง กระแสหายไป แต่ถ้ากลับมาใหม่มันก็ปังได้เสมอ  

แต่สุดท้าย คุณก็กลายเป็นศิลปินร่วมกับค่าย YUPP! ได้แล้ว แต่คุณก็ยังเป็นนักเรียนอยู่ มีเคล็ดลับการแบ่งเวลาอย่างไรบ้าง

        เราโชคดีมากที่ทุกอย่างเข้ามาในจังหวะที่ถูกเวลาหมดเลย ตอนประกวด The Rapper ก็เป็นช่วงปิดเทอมพอดี ตอนทำเพลงช่วงนี้ก็เป็นช่วงรอยต่อเข้ามหาวิทยาลัยพอดีอีกเช่นกัน

        แต่ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยสิ! แต่มันสนุกมาก เราชอบความรู้สึกที่ ‘ฉันเป็นเหมือนวันเดอร์วูแมน ฉันมีพลังวิเศษ ฉันทำได้ทุกอย่าง’

คุณยังเป็นเยาวชนอยู่ ครอบครัวเขาเห็นด้วยกับเส้นทางนี้ของคุณไหม

        เขาภูมิใจมากนะ แต่ก็จะมีฟอร์มบางอย่าง จะไม่ชมต่อหน้า อย่างแม่เวลาบอกเขาว่าวันนี้ไปทำงานมา ได้เงินด้วย เขาก็จะแค่พยักหน้าเฉยๆ แต่พอแอบไปดูในเฟซบุ๊กของแม่นี่โพสต์ใหญ่โตมากเลยว่าคนนี้ลูกสาวฉันนะ (หัวเราะ) พ่อเองก็เหมือนกัน ด้วยความที่เขาเป็นมัคคุเทศก์ ได้เจอผู้คนเยอะก็จะโปรโมตเราตลอด ว่าลูกสาวไปออกรายการ มีเพลงด้วย ให้ไปลองฟังกัน

        แต่เขาก็จะเข้มงวดกับเรามากขึ้นเหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องเรียน เขาคาดโทษไว้เลยว่าการเรียนห้ามเสีย ถ้าเกรดเฉลี่ยต่ำกว่า 3 คือจบเลย ต้องพักก่อนทุกอย่าง ซึ่งเราก็เข้าใจเขานะ อีกอย่างเรามองว่ากฎแบบนี้ดีด้วยซ้ำ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่าเรามีความรับผิดชอบมากพอที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับสิ่งที่เราชอบไปพร้อมๆ กับสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำให้ได้

คุณสามารถทำตามความฝันได้แล้ว คิดว่ายังจำเป็นต้องเรียนอยู่ไหม

        เราคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงอย่าหยุดที่จะเรียนรู้ ตอนนี้เราสามารถเข้ามาอยู่ในวงการฮิปฮอปจนเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งได้ก็จริง แต่อย่างที่บอกกระแสมีขึ้นก็ต้องมีลง อีก 10 ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ว่าวันที่แก่ตัวไป ไม่ได้เป็นแร็ปเปอร์แล้วจะทำอะไร ถ้าเราไม่มีความรู้ติดตัวเลย

        ดังนั้น การเรียนรู้มันช่วยให้เราหาทางรอดในชีวิตบั้นปลายที่ตอนนั้นอาจจะไม่ใช่แค่ชีวิตเราแล้ว เราอาจจะมีครอบครัว มีภาระหน้าที่อีกมากที่ต้องรับผิดชอบ

 

พูดถึงซิงเกิลแรกอย่าง พักก่อน ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม อะไรคือแรงบันดาลใจสำหรับเพลงนี้ของคุณ

        คำว่า ‘พักก่อน’ เป็นคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้วกับเพื่อนๆ ว่า ‘เออะ พักก่อนเด้อแม่’ แล้วเราก็เอามาทำเป็นเพลง ด้วยแรงบันดาลใจแรกคืออยากจะด่าเพื่อนตัวเอง (หัวเราะ) แล้วก็แอบแวะไปแซะคนที่เราไม่ชอบเล็กๆ น้อยๆ พองาม 

        แต่ด้วยข้อจำกัดเพลงที่มีความยาว 3 นาที ก็มาคิดว่าสถานการณ์อะไรบ้างที่เราจะสามารถใช้คำว่า ‘พักก่อน’ ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องเพื่อนตัวเอง แต่พอปล่อยเพลงออกไป เพื่อนกลับบอกว่า ‘มึงแต่งเพลงให้ตัวเองไม่ได้แต่งให้กู’ (หัวเราะ) ซึ่งก็จริง สิ่งที่ด่าคือตัวเองก็เป็นด้วย สรุปแล้วเป็นกันทั้งกลุ่มเลย (หัวเราะ)

        แต่จริงๆ เพลงนี้ตั้งใจเปิดประเด็นทางสังคมให้เกิดการถกเถียง เราอยากช่วยกระตุ้นให้คนพูดถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมต่างๆ ว่ามันเกิดขึ้นจริงนะ แล้วจะทำอย่างไรต่อดี

ดราม่า #พักก่อน ที่เกิดขึ้นตามมา ถือว่าเพลงของคุณประสบความสำเร็จใช่ไหม

        ใช่ จริงๆ ไม่ได้คาดหวังจะเป็นกระแสขนาดนี้เลย (หัวเราะ) ตอนแรกแค่เป็นเรื่องเพื่อนในโรงเรียน แต่พอมันต่อยอดเป็นไปถึงการ ‘เหยียด’ ได้แบบนี้ ก็ดีใจที่ทำให้คนเกิดคำถามกับความผิดปกติของสังคมแบบนี้ได้

         แต่พูดถึงตัวเราเองก็แอบนอยด์อยู่เหมือนกัน ด้วยเป็นกระแสชั่วข้ามคืนแบบนี้ เลยรับมือกับความเห็นทั้งด้านดีและด้านไม่ดีได้ไม่ดีพอ 

        เชื่อไหม ว่าวันแรกที่ปล่อยเพลงออกไปเรานั่งอ่านความเห็นทุกอันในทวิตเตอร์จนไม่ได้นอนเลย แต่พอถึงตอนนี้ก็ขอบคุณเขานะ บางความเห็นก็ทำให้รู้ว่ามีบางมุมมองที่เราอาจคิดน้อยไปจริงๆ

คิดว่าอะไรที่ทำให้ ศิลปินหญิงมักจะถูกคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) อยู่บ่อยครั้ง 

        ใช้คำว่า ‘สนุกปาก’ ได้ไหม ทุกวันนี้โลกออนไลน์เป็นสังคมที่ไม่มีใครรู้ตัวตนกันจริงๆ ทำให้คนไม่มีการยั้งคิดที่มากพอ จนเขาทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลย เพราะในชีวิตจริง คงไม่มีคนที่เดินเข้ามาจับเราแล้วพูดว่า ‘โห ผมอยากมีเพศสัมพันธ์กับคุณจังเลยครับ’ แบบนั้นเหมือนกัน (หัวเราะ)

        สุดท้าย เราไม่อยากให้ทุกคนเคยชินกับมันมากกว่าว่า นี่ไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรจะมีในสังคม เราควรตระหนักกันได้แล้วว่าอะไรสมควรพิมพ์หรือไม่สวมควรในโลกออนไลน์

มีความเห็นไหน ที่คุณประทับใจที่สุดจากดราม่าที่เกิดขึ้นบ้าง

        มีความเห็นหนึ่งดีมากเลย เขาชื่นชมในความสามารถเรา แต่ก็ยังแนะนำในเรื่องการใช้คำพูดที่บางทีอาจจะรุนแรงในสังคมอื่นๆ 

        เขาให้สมญานามเพลงของเราว่าเป็น ‘เพลงตลาด’ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกช่วงวัย แล้วพอเพลงเราไม่ได้มีคำเตือนว่าเพลงนี้สำหรับคนอายุ 18 ขึ้นไป ไม่มีเตือนว่าเพลงนี้มีคำหยาบคาย ก็อาจจะทำให้หลายคนฟังแล้วแยกถูกผิดไม่ออก แล้วเอาไปปฏิบัติตามได้

 

Milli

จำเป็นไหมว่าศิลปินต้องทำเพลงให้เหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย

        ก็ไม่จำเป็นขนาดนั้นนะคะ เราไม่ได้ทำบทสวดมนตร์ (หัวเราะ) เพราะความน่าสนใจของการแร็ปคือ เราสามารถพูดถึงประเด็นไหนก็ได้อย่างตรงไปตรงมา มันทำให้เนื้อหาค่อนข้างแรงและดิบในระดับหนึ่งซึ่งต่างจากเพลงอื่นที่จะมีความจรรโลงใจมากกว่าที่จะมีความสละสลวย 

        แต่ด้วยความที่ช่วงนี้กระแสเพลงฮิปฮอปเป็นที่นิยม จึงเข้าถึงเด็กวัยประถมได้ง่าย ทำให้เราต้องกลับมาคิดบ้างแล้วว่า จะสมดุลตัวตนเรากับสังคมอย่างไร เราอาจต้องลดความหยาบลงมา หรือคำไหนที่สุ่มเสี่ยงเกินไป เราอาจจะเลี่ยงการใช้คำนั้น

จุดยืนที่ตัวคุณต้องการถ่ายทอดออกมาในเพลงต่อไปจะเป็นเรื่องอะไร

        เรากำลังตีแผ่เรื่องทางสังคมที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ เราอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับแร็ปเปอร์ผู้หญิงที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ส่วนตัวเราเองกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้เราก็โดนคุกคามทางเพศมาตั้งแต่ประกวดในรายการแล้ว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนจะให้เกียรติคนทุกเพศและทุกวัย มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องตระหนักได้ว่าสิ่งเหล่านี้มันกำลังเกิดขึ้นจริง และไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว

        เราจะเอาเรื่องจริงที่มีอยู่ในสังคมมาเล่าเพื่อต้องการที่จะตีแผ่ว่าจริงๆ ในสังคมเรามีแบบนี้ เราไม่ได้สร้างเรื่องขึ้นมา และจะไม่เข้าไปตัดสินเลยว่าอันไหนถูกหรือผิด

ในอนาคตแนวเพลงของคุณก็อาจจะไม่ใช่ฮิปฮอป

        เรารู้ตัวดีว่าต้องเปลี่ยนแน่ๆ คนเราเมื่อโตก็ยิ่งมองอะไรที่ชัดเจนขึ้น กว้างขึ้น แล้วยิ่งเห็นมุมมองที่แตกต่างมากขึ้น เป็นไปได้ว่าอนาคตอาจจะเปลี่ยนแนวเพลงที่ทำเลยก็ได้ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ไม่อยากเรียกตัวเองว่าเป็นแร็ปเปอร์แบบนั้น เพราะเรารู้ตัวดีว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นแร็ปเปอร์ได้

        แต่ที่สำคัญกว่าคือเรามีอีกหลายสิ่งมากที่อยากทำ เราก็อยากไปร้องเพลงหรือทำอย่างอื่นด้วย ขนาดศิลปะที่เรียกว่าเพลงก็ไม่ได้มีแค่ฮิปฮอปอย่างเดียว ทุกวันนี้สังคมมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ดังนั้น อะไรมันก็เปลี่ยนไปได้ ทั้งแนวคิด แนวเพลง และมุมมองเช่นเดียวกัน

การเป็นศิลปินที่ดีได้ต้องเกิดจาก ‘พรสวรรค์’ เท่านั้นไหม หรือสามารถใช้ ‘พรแสวง’ ก็ได้เหมือนกัน 

        เห็นมีหลายคนที่เรียนแล้วเก่งขึ้นจริงๆ หรือคนที่เขาเรียนรู้เองแล้วเก่งขึ้นก็มีเหมือนกัน เรามองว่าการมีครูสอนคือการซื้อเวลา จากที่เราต้องมานั่งฝึกเองเป็นแรมเดือน กับเขามีสรุปเป็นการเรียนการสอนอยู่แล้วว่าสิ่งที่เธอเข้าใจ เขาเรียกว่าแบบนี้นะ แล้วมันสามารถพัฒนาต่อเป็นอันนี้นะ แต่สุดท้ายความเก่งมันเริ่มต้นหลังจากนี้ต่างหาก ว่าใครจะสามารถเอาความรู้ที่มีเท่ากันนี้ไปพัฒนาต่อยอดได้มากกว่ากัน

การเป็นศิลปินที่เก่งจำเป็นต้องเรียนเพื่อให้รู้ทั้งหมดก่อน แล้วจึงค่อยนำความรู้ไปพัฒนาต่อเอง   

        จริงๆ ก็ไม่ต้องรู้ทั้งหมด เพราะตอนนี้ชีวิตเราก็ไม่รู้ทั้งหมด ทำมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจริงๆ วงการเพลงมีอะไรบ้าง ยังต้องเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาตัวเองไปด้วย แต่เราชอบแบบนี้มากกว่า เราไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาไป 1-2 ปีเพื่อที่จะเรียนแล้วค่อยเอามาทำ แต่เราสามารถเรียนแล้วค่อยๆ ลองผิด ลองถูก ไปเรื่อยๆ ได้ แต่สำหรับคนที่ไปซื้อคอร์สเรียน ก็ดีตรงที่เขาไม่จำเป็นต้องลองผิด เขาลองแล้วก็ถูกเลย 

ตอนนี้คุณวางเป้าหมายสูงสุดในการเป็นศิลปินเอาไว้แบบไหน อยากเป็นเหมือนไอดอลอย่าง นิกกี มินาจ เลยไหม

        ถ้าทำได้ก็ดีมากเลยค่ะ ถ้าเพลงเรามีอิทธิพลกับสังคมขนาดนั้นคงเป็นเกียรติกับวงศ์ตระกูลมาก เพราะตอนนี้มีแค่ฝันเล็กๆ คืออยากร่วมงานกับวง BTS (หัวเราะ) เราอยากให้เขารู้จักเรามาก แต่สูงสุดกว่านั้นก็คือมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเองที่เราจะได้ออกทัวร์ ทำการแสดงทั่วโลก 

 

Milli

ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักเพลงฮิปฮอปถึงตอนนี้ที่กลายเป็น MILLI คุณได้เรียนรู้อะไรจากเป็นแร็ปเปอร์บ้าง

        ความรับผิดชอบมากขึ้นค่ะ แล้วก็มีภูมิคุ้มกันต่อคอมเมนต์ความคิดเห็นของคนที่ไม่ชอบ ไม่หวังดีกับเรา ถ้าสมัยก่อนเราเปราะบางมาก เวลามีใครมาด่าเรา ก็แทบจะขับรถไปขอโทษเขาเลย ‘สมัยก่อนเป็นคนอ่อนโยน ไม่ชอบให้มีคนมาเกลียด’ (ทำเสียงสอง)

        แต่ตอนนี้เรารู้ว่าเราแก้อะไรไม่ได้ มีคนชอบก็ต้องมีคนเกลียด ทำให้คำพูดที่ว่า ‘เราไม่จำเป็นต้องแคร์คนทั้งโลก’ มันชัดเจนขึ้นมากจริงๆ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนใจใครเลย แต่บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี หรือทำให้เราไม่มีกำลังใจในการใช้ชีวิต เราไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจ

นอกจากฮิปฮอปแล้ว คุณมีความฝันอื่นๆ อีกไหม

        ในวงการบันเทิงมีอีกเพียบเลย ทั้งเรื่องละคร ละครเวที ละครโทรทัศน์ อย่างที่บอกว่าเราชอบศาสตร์ด้านนี้อยู่แล้ว ก็อยากจะลองงานอื่นๆ ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังดูสักครั้งเหมือนกัน

        แต่ถ้าอีกความฝันหนึ่งเลยจริงๆ เราอยากเป็นนักจิตวิทยา ตอนแรกมีความคิดที่จะเข้าคณะจิตวิทยาด้วย แต่พอได้มาทำตรงนี้ก่อนความฝันตรงนั้นก็เลยหยุดไป แต่ในระยะยาวยังคิดอยู่เหมือนกันนะ ความฝันบั้นปลายของเราที่คิดว่าอาชีพนี้จะเลี้ยงชีพได้ยันแก่เลย คือเป็นนักดนตรีบำบัด (Music Therapist) ที่สามารถใช้ดนตรีในการเยียวยาผู้คนได้

ตอนนี้มีแผนสำหรับโปรเจ็กต์ต่อไปของคุณหรือยัง

        โปรเจ็กต์ต่อไปหยาบคายกว่าเพลง พักก่อน อีก (หัวเราะ) เพลงนี้เราจะพูดถึงแฟนคลับที่เกลียด (Hater) ว่าถ้าเกิดเราถูกเขามาต่อว่า มาหยาบคายใส่ แล้วเราจะตอบกลับเขาอย่างไรดี มันเป็นเหมือนการโต้กลับไปซึ่งเป็นเสน่ห์ของเพลงฮิปฮอปอยู่แล้ว

ดูเหมือนเรากำลังจะได้เห็นดราม่าถัดไปของคุณแล้วนะ เคยมีความคิดว่าจะทำเพลงที่ทุกคนชอบ ไม่เกิดดราม่าขึ้นบ้างไหม

        ตอนที่เราอ่านกระแสตอบรับจากคนฟังก็คิดตลอดอยู่เหมือนว่าจะทำเพลงแบบไหนให้คนไม่เกลียดเราดี แต่สุดท้ายก็ได้พี่ๆ ในวงการหลายคนจะคอยบอกเป็นคำเดียวกันอยู่เสมอว่า ‘เราจะไปแคร์คนทั้งโลกไม่ได้’ สิ่งที่เราต้องทำมันควรเป็นสิ่งที่เราชอบที่จะทำ ไม่ใช่สิ่งที่เราทำเพราะอยากให้คนอื่นชอบ

        ซึ่งการทำเพลงแบบนี้มันจะทำให้คนฟังได้รู้ตัวตนจริงๆ แล้วพอเวลาผ่านไป มันจะเริ่มกรองผู้ฟังให้เหลือเพียงแค่คนที่เข้าใจและยอมรับตัวตนเราได้เอง

ดังนั้นทุกวันนี้คุณก็จะไม่ไปสู้กับคนที่ไม่ชอบเรา จะไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อนที่พยายามทำให้คนทั้งโลกมารักเรา

        ใช่ มันเสียเวลา ทุกวันนี้ ถึงเธอเกลียดฉัน ฉันก็จะรักเธอเสมอ (หัวเราะ)

ดูข่าวต้นฉบับ