โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กก่อนฉีด! วัคซีน mRNA กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

LINE ประเทศไทย เผยแพร่ 27 ต.ค. เวลา 08.40 น.

หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกกำหนดการเปิดภาคเรียนใหม่เป็น วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่กำลังจะถึงนี้ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้กับเยาวชนตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่าน โดยวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่อนุญาตให้ใช้ในเด็กนักเรียนอายุ 12-17 ปี ได้แก่ วัคซีนชนิด mRNA จากบริษัท Pfizer-BioNTech ที่ดำเนินการฉีดฟรีโดยกระทรวงสาธารณสุข และจากบริษัท Moderna ที่ผู้ประสงค์จะฉีดวัคซีนยี่ห้อนี้ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งเป็นวัคซีนที่ได้การรับรองว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงจากเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึงสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์เดลตาได้ดี

แม้วัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ดี แต่ก็มีการรายงานพบผลข้างเคียงของวัคซีนอย่างภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อคลายความกังวัลผู้ปกครองและเด็กที่ต้องเข้ารับวัคซีน วันนี้ LINE ประเทศไทยจึงขอชวนทุกคนไปไขข้อสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA กับเด็กว่าควรฉีดหรือไม่? ผลข้างเคียงร้ายแรงจริงหรือเปล่า? ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลย

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบคืออะไร?

โดยปกติแล้วหัวใจมีทั้งหมด 4 ห้อง และมีผนังหัวใจ 3 ชั้น ได้แก่ 1) ชั้นในที่เป็นเยื่อบุหัวใจ 2) ชั้นกลางที่เป็นกล้ามเนื้อ 3) ชั้นนอกที่เป็นเยื่อหุ้มหัวใจ โดยหากเกิดอาการอักเสบของผนังหัวใจชั้นกลางจะเรียกว่าเป็น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วนอาการอักเสบของชั้นนอกเรียกว่า ภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ซึ่งหลายปัจจัยในการเกิดภาวะดังกล่าว ได้แก่

- การติดเชื้อไวรัส เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาทิ อะดีโนไวรัส (Adenovirus) คอกซากีไวรัส (Coxsackie Virus) พาร์โวไวรัส (Parvovirus) ไวรัสเอชไอวี (HIV)

- การติดเชื้ออื่นๆ อาทิ แบคทีเรีย ปรสิต เชื้อราบางชนิด

- การได้รับยาบางชนิด อาทิ ยาเคมีบำบัด ยากันชักบางชนิด ยากลุ่มซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides)

- การใช้สารเสพติด เช่น โคเคน (Cocaine)

- การได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) สารตะกั่ว การได้รับรังสี

- โรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคลูปัส (SLE) โรคทาคายาสุ (Takayasu Arteritis)

วัคซีนชนิด mRNA กับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า สำหรับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนชนิด mRNA ยังไม่ทราบกลไกแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายที่สร้างขึ้นหลังได้รับวัคซีนตอบสนองต่อการติดเชื้อและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบต่อกล้ามเนื้อและเยื้อหุ้มหัวใจ โดยภายหลังจากมีการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA ในวงกว้างแล้ว พบรายงานเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมากภายหลังจาการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส ภายใน 1 สัปดาห์ (ส่วนใหญ่พบภายใน 2-3 วัน) ซึ่งพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ด้วยความเสี่ยงประมาณ 40 รายต่อ 1 ล้านโดส

- เพศชาย อายุ 12-29 ปี มีความเสี่ยง 39-47 ราย ต่อการฉีดวัคซีน 1 ล้านโดส

- เพศหญิง อายุ 12-29 ปี มีความเสี่ยง 4-5 ราย ต่อการฉีดวัคซีน 1 ล้านโดส

- ความเสี่ยงจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แม้ยังไม่มีข้อมูลถึงผลระยะยาวจากผลข้างเคียงนี้ แต่ข้อมูลในระยะสั้นพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบนั้นสามารถหายจากอาการนี้ได้เองและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

เช็กอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีน COVID-19 ชนิด mRNA

อาการที่พบได้บ่อยที่สุดหากเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ได้แก่

- อาการเจ็บหน้าอก

- หายใจไม่สะดวก

- หายใจแล้วรู้สึกเจ็บหน้าอก

- ใจสั่น

- เป็นลมหมดสติ

ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดจุกแน่นท้องบริเวณด้านขวาบน หรือลิ้นปี่ ในบางรายอาจมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ โดยอาการดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นภายหลังรับวัคซีนใน 3-7 วัน

นอกจากนี้ มีรายงานการศึกษาผลข้างเคียงของวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA ในเด็กและวัยรุ่นจากราขวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย พบว่าวัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงและผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนดังกล่าวไม่แตกต่างกับประชากรในกลุ่มอายุอื่นๆ และสามารถหายได้เองภายใน 1-2 วันโดยผลข้างเคียงที่พบ ได้แก่

- เจ็บบริเวณตำแหน่งที่ฉีด

- อ่อนเพลีย

- ปวดศีรษะ

เด็กควรฉีดวัคซีนCOVID-19 ชนิด mRNA หรือไม่?

แม้การฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA อาจเป็นเหตุทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้ในคนไข้บางราย แต่จากการศึกษาผลดีและผลเสียเพื่อเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์ของวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA และผลข้างเคียงของวัคซีนชนิด mRNA ที่ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ พบว่า ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนนั้นมีมากอย่างชัดเจน โดยประชากรที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงขั้นไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลมีสัดส่วนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA

ภาพการเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์จากการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรค COVID-19 (ซ้าย) และความเสี่ยงจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA (ขวา) อ้างอิงจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

เพื่อเป็นแนวทางในการเข้ารับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA ในเด็กและวัยรุ่นอายุ 12-17 ปี ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยมีคำแนะนำดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 22 กันยายน 2564)

- เด็กและวัยรุ่นเพศชาย รับวัคซีนเข็มที่ 1 และชะลอการให้เข็มที่ 2 ไปก่อน จนกว่าจะมีค าแนะน าเพิ่มเติม (เนื่องจากการฉีดเข็ม 2 ในเด็กกลุ่มนี้ มีความเสี่ยงสูงกว่าเข็มแรกจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ แต่พบได้น้อยมาก

- เด็กและวัยรุ่นเพศหญิง สามารถรับวัคซีน 2 เข็มห่างกัน อย่างน้อย 3 สัปดาห์

ชวนอ่าน! คำแนะนำสำหรับเด็กเพื่อเตรียมตัวก่อนฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA

- แนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหักโหมหรือแข่งขันกีฬาในช่วง 1 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA

- ในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบมาก่อน สามารถเข้ารับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA ได้ หากการทำงานของหัวใจปกติดี แต่หากการทำงานของหัวใจยังไม่ปกติ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

- หากได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA แล้วเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังได้รับวัคซีนเข็มแรก แนะนำให้ชะลอการฉีดชนิด mRNA เข็มที่ 2 ออกไป และเมื่ออาการหายเป็นปกติแล้ว สามารถพิจารณาให้วัคซีนชนิด mRNA เข็มที่ 2 ต่อได้ แต่ต้องมีการให้ข้อมูลเรื่องประโยชน์และผลข้างเคียงของวัคซีนกับผู้ป่วยและครอบครัว และมีการอภิปรายเรื่องผลดีผลเสียของการฉีดวัคซีนกับแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อประกอบการพิจารณาการตัดสินใจ

แม้ผลข้างเคียงในเด็กและวัยรุ่นที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ชนิด mRNA อาจเกิดขึ้นในอัตราที่ไม่สูงมาก แต่แนะนำให้ผู้ปกครองและเด็กศึกษาถึงผลดีและผลเสียที่ได้รับจากการฉีดวัคซีนจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และให้การตัดสินร่วมกัน และหากอาการผิดปกติเกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้รีบแจ้งหน่วยงานทางการแพทย์ทันที โดยสามารถดูรายชื่อหน่วยงานต่างๆ ได้ที่ “รวมสายด่วนช่วยเหลือผู้ป่วย COVID-19” หรือเรียนรู้เพิ่มเติมขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 ได้ที่นี่ คลิก