JKN พร้อมลุยเก็บเงินลูกหนี้เสริมรายได้ รับอยู่ระหว่างการศึกษาทำM&Aต่างประเทศ

Wealthy Thai อัพเดต 20 พ.ย. 2562 เวลา 09.27 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 09.27 น. • wealthythai
JKN พร้อมลุยเก็บเงินลูกหนี้เสริมรายได้ รับอยู่ระหว่างการศึกษาทำM&Aต่างประเทศ
  • Q4 เตรียมรับเงินจากลูกหนี้กว่า 600 ล้านบาท
  • Q4 บุ๊กแบ็กล็อก 318 ล้าน หนุนเป้าปี 62 รายได้โต 20%
  • ปรับโครงสร้างบริหารพอร์ตดันรายได้จากการขายสื่อ 10% ในปี 63

 

 

นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN กล่าวว่า บริษัทยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่ง ณ เดือน ก.ย.มี D/E เพียง 0.73 เท่า โดยประเด็นที่บริษัทมีลูกหนี้จำนวนมาก ถือเป็นสิ่งที่ีดี เพราะแสดงถึงความร่ำรวยของบริษัท โดยลูกหนี้นั้น หมายถึงลูกค้ารับคอนเทรนด์ของเราไปแล้ว หากเกิดเบี้ยวหนี้ จะเป็นคดีอาญา เมื่อเทียบกับ Backlog ที่เป็นเพียงการเซ็นสัญญาเท่านั้น ซึ่งหากถูกเบี้ยวจะเป็นเพียงคดีแพ่ง และมองว่าหากลูกค้ารายไหนที่บริษัทไม่แน่ใจ จะมีการเก็บมัดจำก่อน 20% เพื่อลดความเสี่ยงของทั้ง 2 ฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ฐานลูกค้าของบริษัท ถือเป็นช่วงทีวีดิจิตอลที่มีขนาดใหญ่จึงมีโอกาสเบี้ยวหนี้ต่ำ ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 จนถึงงวด 9 เดือนปี 2562 บริษัทมี ยอดขายรวมกว่า 5,400 ล้านบาท โดยมียอดหนี้สูญเพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น คิดเป็น 0.03% ซึ่งมียอดลูกหนี้ที่มีการฟ้องและชนะคดีแล้วรวม 1.3 ล้านบาททั้งนี้ช่วงไตรมาส 4/2562 บริษัทคาดว่าจะได้รับเงินจากลูกหนี้เข้ามาประมาณ 600 ล้านบาท จึงเชื่อว่าจะทำให้ลูกหนี้การค้าปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาท

 

 

ย้ำปี 62 รายได้โต 20%

ขณะที่ปี 2562 บริษัทยังคงเป้าหมายมีรายได้เติบโตประมาณ 20% จากปี 2561 โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย. บริษัทมี Backlog ประมาณ 318 ล้านบาท คาดว่าจะสารถบันทึกรายได้เกือบทั้งหมดภายในสิ้นปี 2562

 

 

ปี 63 รายได้โตอีก 15%

ส่วนปี 2563 เบื้องต้นบริษัทวางเป้าจะมีรายได้เติบโต 15% จากปี 2562 พร้อมกับวางงบลงทุนไว้ที่ระดับ 800-1,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานและสัดส่วนรายได้ให้เอื้อต่อการเติบโตย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งจะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่กระจายความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ 60% ต่างประเทศ 30% และรายได้จากการขายสื่อ 10%
นายจักรพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่เหมาะสมและวางแผนการทำตลาดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งแนวทางดำเนินงานนั้น ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายตลาดต่างประเทศที่เป็น Blue Ocean จากการทำตลาดและจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรีส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ และคอนเทนต์ละครไทยจากช่อง 3 ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาและเวียดนาม) ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก รวมถึงขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรปและละตินอเมริกา
ขณะที่คอนเทนต์ละครไทยจากช่อง 3 นั้น บริษัท จะมุ่งเจาะตลาดเพิ่มเติม หลังจากประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่ประเทศเกาหลี ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ภายใต้แนวคิด ซูเปอร์สตาร์มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งถือเป็นโมเดลการทำตลาดที่ช่วยสร้างกระแสความน่าสนใจให้แก่กลุ่มผู้ชมได้ทั่วโลก ส่งผลดีต่อภาพรวมสัดส่วนรายได้ของตลาดต่างประเทศเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนตลาดในประเทศนั้น บริษัท จะจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรี่ส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ และสารคดีชั้นนำจากต่างประเทศให้แก่สถานีทีวีดิจิทัล ที่ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพื่อนำไปออกอากาศมากกว่าจะลงทุนผลิตคอนเทนต์เอง จึงเป็นโอกาสของ JKN ที่จะผลักดันยอดขายคอนเทนต์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการขายโฆษณา การผลิตรายการข่าวเศรษฐกิจการเงินและการลงทุนภายใต้แบรนด์ JKN-CNBC ที่ออกอากาศทุกแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และสถานีทีวีดิจิทัลเพิ่มเติม ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขายโฆษณาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
“ในปี 2563 ศักยภาพการดำเนินธุรกิจของ JKN จะแข็งแกร่งมากขึ้น จากแผนงานทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ บริษัทฯ จึงปรับโครงสร้างการบริหารงานและสัดส่วนรายได้ให้เอื้อต่อการเติบโตย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะบาลานซ์พอร์ตรายได้ที่กระจายความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ 60% ต่างประเทศ 30% และรายได้จากการขายสื่อ 10% นอกจากนี้ภายในปี 2563 เตรียมย้ายไปเทรด SET” นายจักรพงษ์ กล่าว

 

 

ศึกษา ทำ M&A ทั้งใน-นอกประเทศ

นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ ซึ่งในแต่ละดีลที่ศึกษานั้นต้องเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดอย่างไรเจนได้
ขณะเดียวกัน บริษัท ได้วางกลยุทธ์บริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับแผนรุกขยายธุรกิจและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ล่าสุดได้ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ให้แก่กองทุน North Haven Thai Private Equity ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลก เพื่อนำเงินจากการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ ไปลดต้นทุนทางการเงินที่จะเอื้อต่อการความสามารถทำกำไรที่ดีขึ้น โดยคาดว่าปี 2563 จะลดต้นทุนการเงิน 15 ล้านบาท ส่วนปี 2564 จะเพิ่มเป็นประมาณ 50 ล้่านบาท ซึ่งเงินที่ได้จะนำไปชำระหนี้บางส่วนประมาณ 600 ล้านบาท ขยายธุรกิจ 300 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 300 ล้านบาท
โดยกองทุนดังกล่าว จะได้รับสิทธิแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นทุน เมื่อครบกำหนด ในราคา 8 บาทต่อหุ้น ซึ่ง JKN จะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 150 ล้านหุ้น ที่ราคาพาร์ 0.50 บาทต่อหุ้นไว้รองรับ โดยจะจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 17 เดือน ธันวาคม 2562 ที่โรงแรม รอยัล ซิตี้ เพื่อขออนุมัติผู้ถือหุ้นต่อไป
ทั้งนี้ การที่กองทุน North Heaven Thai Private Equity ในกลุ่ม Morgan Stanley บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการทางการเงินระดับโลก ให้ความสนใจลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัท เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในทิศทางการดำเนินงานและการเติบโตที่ดีของ JKN จากการเป็นผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์อันดับ 1 ในประเทศไทย ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำตลาดและมีความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ชมในภูมิภาคนี้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยประมาณ 8% โดยปี2563 คาดจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5% และปีถัดไปคาดลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 3-4% ขณะที่ ณ สิ้น ก.ย.บริษัทมี D/E ประมาณ 0.73 เท่า ซึ่งหลังออกออกหุ้นกู้แปลงสภาพจะมี D/E เพิ่มเป็น 1.28 เท่า และหลังชำระหนี้จะมี D/E ลดลงมาอยู่ที่ 1 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ