GULF เซ็นสัญญาเงินกู้ 4.1 หมื่นล้าน ทั้งในปท.-ต่างปท.รวม 16 แห่ง

Wealthy Thai อัพเดต 21 พ.ย. 2562 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2562 เวลา 06.59 น. • wealthythai
GULF เซ็นสัญญาเงินกู้ 4.1 หมื่นล้าน ทั้งในปท.-ต่างปท.รวม 16 แห่ง

Hightlight

  • ลุยพัฒนา โครงการ GPD กำลังผลิต 2,650 เมกะวัตต์
  • โชว์ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ 3.3% ปิดความผันผวน 23 ปี

 

นายสารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 บริษัท กัลฟ์ พีดี จำกัด (GPD) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นทางอ้อม 70% ผ่านบริษัท อินดิเพนเดนท์ พาวเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (IPD) และเป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (โครงการ GPD) โดยเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 2,650 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ระยอง 2 อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง มีมูลค่าโครงการประมาณ 50,000 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ได้ลงนามสัญญาเงินกู้เพื่อเข้ารับการสนับสนุนเงินกู้ในวงเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 41,000 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 23 ปี โดยแบ่งเป็นสกุลเงินบาทประมาณ 50% และสกุลเงินเหรียญสหรัฐประมาณ 50% กับกลุ่มสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 16 แห่ง รวมถึงธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) 

 

ขณะที่โครงการ GPD มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก เนื่องจาก GPD ได้เข้าทำสัญญาแลกเปลี่ยนจากอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Interest rate swap) ได้ในอัตราที่ต่ำที่ระดับ 3.3% จากภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำในปัจจุบัน และเป็นระยะเวลา 23 ปี ทำให้ GPD สามารถปิดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยของตลาดในอนาคต โดยโครงการ GPD มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566 และ 2567

 

โดยกลุ่มสถาบันการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศ 16 แห่งนั้น ได้แก่ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC), ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SMBC), ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน จำกัด, ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารโอเวอร์ซี ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (OCBC), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM), ธนาคารมิซูโฮ จำกัด สาขากรุงเทพฯ, ธนาคาร ซูมิโตโม มิตซุย ทรัสต์ จำกัด สาขาสิงคโปร์ และDZ Bank

 

สำหรับ IPD เป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 70% และกลุ่ม Mitsui & Co., Ltd.  ถือหุ้นในสัดส่วน 30% จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า IPP 2 โครงการ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 5,300 เมกะวัตต์ ได้แก่โครงการ GPD ที่ได้กล่าวไปในข้างต้น และโครงการ GSRC ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 2,650 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 และมีความคืบหน้าการก่อสร้างประมาณ 39.5% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2562 โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2564 และ 2565 ทั้งนี้ ทั้งสองโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นระยะเวลา 25 ปี

 

สำหรับปี 2562 ยังคงเป้ามีรายได้อยู่ที่ระดับ 33,000 ล้านบาท ส่วนปี 2563 วางเป้าจะมีรายได้เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 36,000 ล้านบาท  จากการรับรู้รายได้จากโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงที่ผ่านมา โดยในปี 2563 จะมีโครงการโรงไฟฟ้าที่โอมาน กำลังการผลิต 326 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าไบโอแมส 20 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ภายในปี 2563 โดยกำหนดงบลงทุน 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมองหาโอการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประทศ โดยในประเทศจะเดินหน้าก่อสร้างโครงการที่ชนะการประมูลมา อาทิ มาบตาพุด เฟส 3 ทั้งถมทะเล รวมทั้ง LNG เทอมินอล โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) รวมทั้งยังรอความชัดเจนโครงการแหลมฉบังเฟส 3

 

ส่วนโครงการต่างประเทศ เราเน้นลงทุน ในสปป.ลาว โอมาน และเวียดนามเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม 3-5 ปีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานจะอยู่ที่ 5-10% ่นายสารัชถ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปกติแล้วบริษัทมีนโยบายเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพานักลงทุน เข้าเยี่ยมชมโรงงาน ทำให้นักลงทุนเข้าใจธุรกิจบริษัทมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ