โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

หม่าล่าหม้อไฟ เทรนด์ใหม่ของนักกิน-นักลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ค. 2566 เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2566 เวลา 00.35 น.

หากพูดถึงอาหารจีนที่เป็นที่นิยมในไทยตอนนี้ต้องยกให้ “หม่าล่าหม้อไฟ” ร้านอาหารที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ด้วยจุดเด่นความเผ็ดร้อนที่เข้ากับไลฟ์สไตล์การกินของคนไทย มีร้านดังที่เข้าสู่ธุรกิจนี้มาก่อนแล้วอย่าง CQK, TULOU, Haidilao, สุกี้จินดา และล่าสุด “สู่ต้าเสีย” ที่เปิดร้านใหม่ใหญ่มหึมาเหมือนพระราชวังจีนก็โหมสร้างกระแส สะท้อนว่า นอกจากสายกินที่ชื่นชอบแล้ว สายนักลงทุนก็มองเห็นโอกาส

แหล่งข่าวจากวงการธุรกิจร้านอาหารรายหนึ่ง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร้านอาหารหม้อไฟหม่าล่าต้นตำรับจากจีนกำลังได้รับความนิยมมาก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นในช่วงก่อนหน้านี้ ปัจจุบันพบว่าจำนวนคนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับกลุ่มคนจีนที่มาทำงานและอาศัยอยู่ในระยะยาว

จากภาพรวมภัตตาคารหม้อไฟหม่าล่าสไตล์จีนแท้ ๆ ที่แห่เข้ามาเปิดสาขาในไทยพบว่า ขณะนี้เริ่มมีแบรนด์ใหญ่ทยอยเข้ามาเปิดตลาดมากขึ้น เช่น แบรนด์ฉือฉี่โคว่ (Ci Qi Kou : CQK) ต้นตำรับอาหารจีนจากเมืองฉงฉิ่ง ที่เข้ามาลงทุนเปิดสาขาที่ภูเก็ต จากนั้นขยายสู่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี และล่าสุดเข้ามาเปิดสาขากรุงเทพมหานครแล้ว ในย่านห้วยขวาง หรือจะเป็น ภัตตาคารตูลู่ (TULOU) ร้านอาหารจีนต้นตำรับปักกิ่ง กว่างโจว หลังจากเปิดให้บริการที่เชียงใหม่เมื่อ 2-3 ปีก่อน ปรากฏว่า ได้รับการตอบรับดี รวมไปถึง ร้านไฮ้ ดิ เหลา (Hai Di Lao) หม่าล่าหม้อไฟเสฉวนชื่อดังจากจีนเช่นกันที่เข้ามาทำตลาดในไทยตั้งแต่ปลายปี 2562 ซึ่งได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน

สู่ต้าเสีย เปิดใหม่ใหญ่มหึมา

“ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ส่วนร้านหม่าล่าหม้อไฟรายล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวมีชื่อว่า Shu Daxia Thailand หรือ “สู่ต้าเสีย” โดยเช่าพื้นที่อยู่ภายในโครงการคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ หรือ CDC เลียบด่วนรามอินทรา หวังเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของหม่าล่าเลิฟเวอร์ เน้นเอกลักษณ์วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ในบรรยากาศแบบโรงเตี๊ยม

ซึ่งพนักงานในร้านทุกคนจะต้อนรับลูกค้าด้วยการทักทายแบบจีน โดยผสานกำปั้นและฝ่ามือเข้าด้วยกัน พร้อมเรียกลูกค้าทุกคนว่า “ต้าเสีย-Daxia” ตลอดมื้ออาหาร ซึ่งมีความหมายว่า “จอมยุทธ์”

ความน่าสนใจคือ ร้านนี้ถือเป็นร้านแรกที่เน้นลงทุนก่อสร้างตกแต่งด้วยสไตล์พระราชวังในเมืองจีนที่ดูอลังการ เปิดตัวเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ทั้ง ๆ ที่การตกแต่งยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และรับลูกค้าเฉพาะวอล์กอินเท่านั้น ทำให้มีคนไปรอต่อคิวตั้งแต่ร้านเปิด 11.00 น. จนกลายเป็นกระแส และต้องปิดรับคิวตั้งแต่ 1 ทุ่ม แต่เปิดให้บริการถึงเที่ยงคืน

เมื่อสอบถามพนักงานที่ให้บริการในร้าน ได้ข้อมูลบางส่วนว่า ผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่มักจะถามกันมากว่า “เจ้าของเป็นกลุ่มทุนจีนหรือไม่ ชื่ออะไร” ซึ่งไม่มีใครตอบได้ ทราบแต่เพียงว่า ทางร้านเป็นบริษัทคนไทยที่เห็นโอกาสในธุรกิจชาบูหม่าล่า และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือต้องการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าคนไทยทุกกลุ่มโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นกลุ่มเพื่อนและครอบครัว

จากข้อมูลระบุว่า สู่ต้าเสีย เป็นแบรนด์หม่าล่าหม้อไฟพรีเมี่ยมจากเฉิงตู ประเทศจีน มีมากกว่า 600 สาขาทั่วโลก คือจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย และไทย

คนไทยแห่เช็กอิน

ดร.สุภินดา รัตนตั้งตระกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความหัวข้อ “โหนกระแส หมาล่า ฟีเวอร์ ส่องเส้นทางหมาล่าจากไหน ? ทำไมถึงครองใจคนไทย !” โดยชี้ว่า เทรนด์หม่าล่าหม้อไฟในประเทศไทยกำลังมาแรง ส่วนหนึ่งเพราะการใช้โซเชียลมีเดียจึงทำให้คนแห่ไปเช็กอิน

แล้วคนไทยส่วนใหญ่มักเรียก หม่าล่า แทนอาหารปิ้งย่างเสียบไม้สไตล์จีนที่ให้รสชาติเผ็ดชา เข้าใจว่าเป็นพริกสายพันธุ์หนึ่งที่ปลูกในจีน ซึ่งจริง ๆ แล้ว หม่าล่า ในภาษาจีนกลางแปลว่า อาการเผ็ดชา “หม่า” แปลว่า อาการชา และ “ล่า” แปลว่า “เผ็ด” หม่าล่าจึงเป็นคำที่ใช้บอกอาการเท่านั้น

ความรู้สึกเผ็ดชาดังกล่าวมาจาก “ฮวาเจียว” พริกไทยเสฉวน ซึ่งเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมในจีน โดยเฉพาะอาหารเสฉวนที่ขึ้นชื่อเรื่องรสเผ็ดร้อน แทบไม่มีเมนูไหนเลยที่ไม่มีเครื่องเทศชนิดนี้ และหม่าล่าไฟที่คนไทยชอบบริโภคกันนั้นก็เป็นอาหารประเภทต้มชนิดหนึ่งของอาหารเสฉวน

คนไทยคุ้นชินกับอาหารต่างชาติอยู่แล้ว ยิ่งเป็นโซนตะวันออกยิ่งเข้ากันได้จากรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ครบรส วัฒนธรรมการกินของคนไทยเองก็ใช้เครื่องเทศที่มีกลิ่นเฉพาะ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ที่สำคัญคือ มะแขว่น หรือลูกระมาศ ก็มีรสชาติคล้ายกับฮวาเจียว ที่ใส่ในหม้อไฟหม่าล่า

ธุรกิจร้านอาหารโตต่อเนื่อง

สำหรับภาพรวมธุรกิจร้านอาหาร “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าธุรกิจร้านอาหารน่าจะเติบโต 2.7%-4.5% จากปี 2565 หรือมีมูลค่า 4.18-4.25 แสนล้านบาท โดยได้รับปัจจัยบวกจากกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศที่ขับเคลื่อนได้ตามปกติ

รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว คาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เกิดเม็ดเงินกระจายลงสู่ธุรกิจร้านอาหารมากขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการรายใหญ่มีการขยายสาขาและนำร้านอาหารใหม่ ๆ จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ในประเทศไทย

แต่การฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหารยังมีความเปราะบาง เนื่องจากกำลังซื้อยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีทิศทางจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาก๊าซหุงต้มและค่าไฟ ประกอบกับการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารสูงขึ้นตามอัตราการเติบโตของตลาดรวม โดยผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...