โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ผู้ชายใส่กระโปรง “คิลต์” ยูนิฟอร์มสุด Cute จากสกอตแลนด์ สู่ยุคแห่งการแต่งกายไร้เพศ

นิตยสารคิด

อัพเดต 05 มิ.ย. 2566 เวลา 20.53 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2566 เวลา 20.53 น.
kilt-cover

หากเอ่ยถึงชุดแต่งกายประจำวันประเภท “กระโปรง” แทบทุกคนต่างเข้าใจได้ว่า นี่คือชุดแต่งกายที่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้สุภาพสตรีสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ขณะที่การแต่งกายท่อนล่างของผู้ชายมักจะเป็นกางเกง จนเกิดเป็นแบบแผนมาตรฐานทั่วไปคือ ผู้หญิงใส่กระโปรง ผู้ชายสวมกางเกง

แต่ก็มีบ้างในบางวัฒนธรรมอย่างการนุ่งกระโปรง “คิลต์” (Kilt) ของผู้ชายชาวสกอตแลนด์ ซึ่งมีเอกลักษณ์ตรงลายผ้า “ทาร์ทัน” (Tartan) ลักษณะเป็นแถบแนวตั้งและแนวนอนตัดกันคล้ายตารางหมากรุก มีหลายสีโดยเฉพาะแดง เขียว ดำ ที่คนไทยเรียกติดปากว่า “ลายสกอต” นั่นเอง

Lewis Ashton / Pexels

คิลต์คืออะไร
“Kilt” ตามความหมายของพจนานุกรม Merriam-Webster ระบุว่าคือ เครื่องแต่งกายแบบกระโปรงพับจีบ เนื้อผ้าทาร์ทัน ยาวคลุมเข่า สวมใส่โดยผู้ชายและหน่วยทหารสกอตของกองทัพอังกฤษ ขณะที่พจนานุกรม Cambridge ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็สวมใส่ได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อแรกเริ่มตามประวัติศาสตร์ที่ได้ถูกบันทึกในช่วงศตวรรษที่ 16 ระบุว่า คิลต์คือเครื่องแต่งกายของผู้ชายสำหรับห่มไว้รอบตัว โดยมาจากชุดของผู้คนบนที่ราบสูง หรือชาวไฮแลนเดอร์ รวมถึงทหารชาวสกอตในพื้นที่ราบสูง (Scottish Highlands) ที่ได้เรียกเครื่องแต่งกายนี้ด้วยคำของชาวนอร์สโบราณว่า “kjalta” รวมถึงในภาษาเกลิค (Gaelic) เรียกว่า “fèileadh beag” ซึ่งหมายถึง คิลต์แบบสั้น โดยพัฒนามาจากชุดคิลต์แบบเต็มตัวคือ “Breacan an Fhéilidh” หรือ “Féileadh Mòr”

จนกาลเวลาผ่านมาถึงช่วงศตวรรษที่ 17 ชาวนอร์สโบราณและชาวไฮแลนเดอร์บางส่วนเริ่มแยกตัวไปกระจายอยู่ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย แต่ยังคงทิ้งหลักฐานคำใกล้เคียงที่สอดคล้องกับคิลต์อย่าง “kjilt” ที่เป็นภาษาของชาวนอร์เวย์และสวีเดนในปัจจุบัน ซึ่งถูกแปลเป็นไทยแล้วหมายถึง “กระโปรงสั้น”

Reginaldo G Martins / Pexels

ทำไมผู้ชายสกอตแลนด์ถึงนุ่งคิลต์
ย้อนกลับไปศตวรรษที่ 16 ในยุคสมัยชาวไฮแลนเดอร์ยังคงเดินเท้าเปล่าอาศัยอยู่บนพื้นที่ราบสูงในดินแดนสกอตแลนด์ คิลต์แบบเต็มตัวคือชุดแต่งกายจากผ้าทาร์ทันของผู้ชายที่ตัดเย็บขึ้นมาจากความเป็นอยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็น โดยมีบันทึกว่า หากพบสภาพอากาศเลวร้าย ชาวไฮแลนเดอร์จะจุ่มผ้าลงในน้ำเพื่อทำให้เกิดการเคลือบน้ำแข็งบางๆ ให้ยึดเกาะผ้าแล้วลงนอนลงในนั้น โดยให้คิลต์แบบเต็มตัวเป็นเสมือนถุงนอน หรือเต็นท์ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ผ้าขนสัตว์พองตัวเพิ่มความอบอุ่น ปกป้องจากอากาศเย็น รวมถึงลมหนาวได้มากขึ้น สำหรับวันที่อากาศปกติ คิลต์ยังเป็นเครื่องแต่งกายที่สวมใส่สบาย โดยลวดลายและสีของคิลต์จะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ และคิลต์แบบสั้นก็มักใช้ในการเดินทางเพื่อเพิ่มความคล่องตัว หรือแม้แต่ด้านการสงคราม

กระทั่งยุคศตวรรษที่ 17 หลังจากที่สกอตแลนด์และอังกฤษมีประมุขร่วมกันมานาน 100 ปี (นับตั้งแต่การรวมราชบัลลังก์ในปี 1603 ในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 6 ที่ครองราชบัลลังก์อังกฤษต่อจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1) สกอตแลนด์ก็ถูกผนวกรวมกับราชอาณาจักรอังกฤษกลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ (Kingdom of Great Britain) ตามพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 (Acts of Union 1707) ทำให้ภาพของผู้ชายนุ่งคิลต์เพื่อช่วยการสงครามจะหมายถึงทหารสกอตของกองทัพอังกฤษ

Melody Ayres-Griffiths / Unsplash

อย่างไรก็ตาม ในปี 1746 ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ก็ได้ออกพระราชบัญญัติการแต่งกาย (Dress Act 1746) ระบุให้การแต่งตัวแบบที่ราบสูงรวมทั้งคิลต์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย (ยกเว้นกองทหารสกอต) โดยจะถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 7 ปี เพื่อพยายามทำลายวัฒนธรรมที่ราบสูง และมีผลบังคับใช้ถึง 35 ปีก่อนจะถูกยกเลิกในปี 1782 จากแรงต่อต้านของชาวไฮแลนเดอร์ รวมถึงชาวสกอตแลนด์จำนวนมากที่ยังคงสวมใส่คิลต์ในชีวิตประจำวัน กระทั่งในปี 1822 คิลต์ก็ได้กลายเป็นเครื่องหมายของสกอตแลนด์หลังจากที่ชาวสกอตได้พยายามประยุกต์การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามประเพณีโบราณ และมีการรื้อฟื้นการใช้ลักษณะลวดลายทาร์ทันมาเป็นเครื่องหมายประจำตระกูล ขณะที่ประมุขของประเทศขณะนั้น คือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 4 (1762-1830) ก็ฉลองพระองค์ด้วยคิลต์อย่างหรูหรา และต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (1819-1901) ก็ทรงให้บรรดามหาดเล็กแต่งกายด้วยคิลต์ จนทำให้เครื่องแต่งกายชิ้นนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น

จวบจนปัจจุบัน คิลต์กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวสกอตแลนด์ภาคภูมิใจ และเป็นส่วนหนึ่งของสัญลักษณ์ประจำชาติของสกอตแลนด์ (Scottish national identity) โดยสามารถพบเห็นการสวมใส่คิลต์ได้ในหลากหลายโอกาส เช่น งานรัฐพิธี งานสมรส งานพรอม (Prom) และเทศกาลงานสำคัญต่าง ๆ

HANSUAN FABREGAS / Pixabay

แต่งหญิงแต่งชายในวันที่แต่งอะไรก็ได้ที่ใช่ตัวเอง
นอกจากการเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ คิลต์ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อแสดงถึง “ตัวตน” ของชนชาติสกอตแลนด์ และเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับผู้คนในยุคปัจจุบันที่เปิดรับความหลากหลายมากขึ้นทั้งในด้านรสนิยม เพศสภาพ หรือแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า การที่ผู้ชายจะนุ่งกระโปรงนั้นไม่ได้หมายถึงเขาต้องเป็นเพศทางเลือก แต่มันคือการเล่นสนุกกับแฟชั่นที่มาพร้อมกับการทลายกรอบความคิดที่ว่าผู้ชายต้องใส่แต่กางเกงเท่านั้น

ยกตัวอย่างเดวิด เบคแฮม ที่เคยสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกจากการสวมเครื่องแต่งกายท่อนล่างคล้ายกระโปรงคิลต์จากคอลเล็กชันการออกแบบของ ชอง ปอล โกลติเยร์ เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1998 หรือศิลปินดนตรีกรันจ์อย่าง เคิร์ต โคเบน แห่งวง Nirvana ก็สวมเสื้อผ้าผู้หญิงขึ้นแสดงคอนเสิร์ตหลายต่อหลายครั้ง ภาพลักษณ์เหล่านี้นับเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ต่อโลกแฟชั่นบุรุษจนนำมาสู่เทรนด์การออกแบบ “กระโปรง” ที่สวมใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไปจนถึงกระแสแฟชั่นที่เป็นกลางทางเพศ (Androgynous Fashion) และเทรนด์ “แคมป์” (Camp) หรือการแต่งตัวข้ามเพศ รวมถึง “ผู้ชายแต่งหญิง” ที่มาแรงในปัจจุบัน

Umair Rizwan / Unsplash

เทรนด์แฟชั่นที่ได้รับการพูดถึงกันมากที่สุดในปีที่แล้วคือ “ผู้ชายนุ่งกระโปรง” ซึ่งว่ากันว่าโลกเรามาถึงจุดเปลี่ยนจากความคาดหวังของสังคมส่วนใหญ่ที่ผู้ชายต้องแต่งกายให้ “ดูแมน” เพื่อสะท้อนถึง “ความเป็นชาย” และเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้หญิง มาเป็นการตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง ทั้งยังเป็นการประกาศย้ำชัดว่า ผู้ชายนุ่งกระโปรงคือเรื่องปกติ ดังเช่น แบรต พิตต์ ที่สวมกระโปรงลินินสีน้ำตาลเดินสู่พรมแดงเพื่อเข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์ Bullet Train ในรอบปฐมทัศน์ที่กรุงปารีส เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา (พิตต์ยังเคยสวมเดรสรัดรูปขึ้นปกนิตยสาร Rolling Stone มาแล้วในปี 1999) ขณะที่ ลิล นาส เอกซ์ แรปเปอร์และนักแต่งเพลงชาวอเมริกันก็มักจะแย่งชิงพื้นที่ข่าวด้วยการ “แต่งหญิง” โดยมีลุกสวมเสื้อครอปและมินิสเกิร์ตสีชมพูเมทัลลิกเป็นภาพจำแรก ๆ เมื่อถูกกล่าวถึง เช่นเดียวกับ เจเดน สมิธ นักแสดงและแรปเปอร์คนดัง บุตรของวิลล์ สมิธ ที่เป็นหนึ่งในไอคอนของเหล่า LGBTQ+ ซึ่งก็ปรากฏตัวในชุดเดรสหรือนุ่งกระโปรงบ่อยครั้ง หรืออย่างแมทธิว ฮีลีย์ นักร้องนำของวงอินดี้ร็อก The 1975 ที่ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ปลุกกระแสการแต่งตัวแบบหลากหลายโดยไม่กำหนดเพศ เช่น การสวมกระโปรงพลิ้วลายดอก ทำเล็บ ทาอายแชโดว์และลิปสติก เป็นต้น

ในทางกลับกัน ผู้หญิงเองก็ไม่จำเป็นต้องแต่งกายตามความคาดหวังของสังคมที่จะต้องแต่งกายตามเพศกำเนิด แต่สามารถนำเอาชุดผู้ชายมาสวมใส่หรือมิกซ์แอนด์แมทช์ได้โดยไม่ต้องรู้สึกแปลกแยก

“เราควรเลิกพูดถึงการแบ่งเสื้อผ้าเป็นของผู้หญิงกับผู้ชาย เพราะถ้าเราก้าวข้ามผ่านจุดนั้นมาได้ เราก็จะได้สนุกกันมันจริง ๆ” แฮร์รี สไตลล์ นักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษที่ชื่นชอบการสวมกระโปรง ชุดเดรส และเครื่องประดับผู้หญิง กล่าวกับนิตยสาร Vogue ในปี 2020 จากมุมมองที่ว่า เสื้อผ้าผู้หญิงที่สวยงามไม่ควรจะถูกแบ่งแยกว่าควรเป็นของเพศไหน และการแต่งตัวนั้นก็ไม่ควรยึดโยงกับรสนิยมทางเพศ แต่เราควรได้เป็นตัวของตัวเองและสนุกกับมันมากกว่า

james5050smith / Pixabay

ขณะเดียวกัน จากการสำรวจผู้บริโภค Gen Z ของเว็บไซต์ UNiDAYS ในสหราชอาณาจักร ก็ได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ก้าวหน้าทางการตลาดต่อเสื้อผ้าที่ไม่ระบุเพศ เช่น 26% จากจำนวน Gen Z ที่ได้ตอบแบบสอบถามรวม 4,000 คน เชื่อว่า การติดฉลากผลิตภัณฑ์ตามเพศนั้นไม่ครอบคลุม โดยมีจำนวนเกินกว่าครึ่ง (61%) เห็นว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นที่เป็นกระแสหลักได้มองข้ามคนกลุ่มน้อยซึ่งรวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการระบุเพศสภาพ (Non-bidary) และคนข้ามเพศ (Transgender) ไป และมากถึง 87% มีความเชื่อมั่นอย่างสูงว่า ความเท่าเทียมทางเพศจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยจะถูกนำเสนอในเทรนด์แฟชั่นด้วย ขณะที่ 46% ของนักเรียนนักศึกษา Gen Z ในสหราชอาณาจักร ต้องการเห็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายโดยไม่มีการแบ่งแยกเพศมากขึ้น

Edward Howell / Unsplash

เมื่อพลังสังคมกำลังขับเคลื่อนไปสู่การยอมรับในความหลากหลายทางเพศ พร้อม ๆ กับการที่บรรดาเซเล็บฯ ชายขึ้นมาเป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ ในขณะที่บรรดาคนรุ่นใหม่ต่างก็ถามหาผลิตภัณฑ์ที่ไม่แบ่งแยกเพศกันอย่างคึกคัก แน่นอนว่า เราคงจะได้เห็นผู้ชายนุ่งกระโปรงในชีวิตประจำวัน นอกเหนือไปจากบนรันเวย์มากขึ้น และประโยคที่ว่า “อย่าตัดสินหนังสือจากเพียงหน้าปก” ก็จะเป็นคำกล่าวที่นำมาใช้ได้กับการแต่งกายของผู้คนในปัจจุบัน ที่ไม่ว่าจะหญิงหรือชายก็จะลุกขึ้นมาแต่งตัวด้วยความสุขโดยปราศจากข้อผูกมัดทางเพศและกรอบกั้นการตัดสินใด ๆ จากสังคมรอบตัว

ที่มา : บทความ “WHY DO SCOTTISH MEN WEAR KILTS?” จาก www.scotland.com
บทความ “WHAT IS THE DIFFERENCE BETWEEN A KILT AND A SKIRT?” โดย Coy Galloway จาก www.kiltrentalusa.com
บทความ “WHAT IS TARTAN?” จาก www.scottishtartansmuseum.org
บทความ “1746 – Highland Dress Proscription Act” จาก www.scotclans.com
บทความ “Gen Z Fashion Report shows 65% want ‘gender neutral’ search option online” โดย Camilla Rydzek จาก www.theindustry.fashion
บทความ “มานุษยวิทยา: รากฐานทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์คิลต์” จาก www.yoair.com/th
บทความ “แฟชั่นขัดใจแม่!?! เมื่อ ‘กระโปรงสำหรับผู้ชาย’ ท้าทายสายตาและการเปิดใจ” โดย Khanakon Phettrakul จาก https://ellementhailand.com
บทความ “ประวัติของคิลต์” จาก https://th.wikipedia.org
บทความ “นิยาม Androgynous Fashion การแต่งตัวที่ ‘ไม่บ่งบอก ไม่แปะป้าย’ ว่าหญิงหรือชาย” จาก www.ili-co.me
บทความ “ผู้ชายแต่งหญิง” ความเชื่อใหม่ในมุมมองแฟชั่นยุคปัจจุบัน โดย Pop Kampol จาก www.gqthailand.com
บทความ “เปิดสไตล์และมุมมองจากเหล่าเซเลบริตี้ผู้เป็นต้นแบบแฟชั่น ‘ผู้ชายก็ใส่กระโปรงได้นะ’” โดย วราภรณ์ หงส์วรางกูร จาก www.vogue.co.th
บทความ “Androgynous Fashion ผู้ชายใส่กระโปรงเป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ” จาก www.ili-co.me
เว็บไซต์ merriam-webster.com

เรื่อง : บุญพัทธ ลีวิวัฒกฤต

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

NASA เตรียมถ่ายทอดสดภารกิจพา Crew-11 กลับโลกด่วน หลังพบปัญหาสุขภาพของนักบินอวกาศ

SPACEMAN

LIVE ถ่ายทอดสด เชลซี พบ อาร์เซน่อล คาราบาวคัพ วันนี้ 14 ม.ค.69

PostToday

Road Trip ล่องใต้ ปักหมุด 5 จังหวัด “Unseen & Slow Life” เติมพลังใจในวันที่ธรรมชาติเรียกหา

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

ลอรีอัล ยกระดับความเป็นผู้นำด้านบิวตี้เทค ผสานพลังแสงอินฟราเรดเพื่อเส้นผมและผิวพรรณ

Manager Online

เบนท์ลีย์ แบงค็อก เผยภาพ ‘Ombre by Mulliner’ กับการผสมผสาน 3 คู่สีพิเศษ

Manager Online

ททท. เผย Teaser ภาพยนตร์โฆษณา ที่ “ลิซ่า” นั่งแท่น Amazing Thailand Ambassador

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...