Digital Token ไม่ใช่ Cryptocurrency ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

Wealthy Thai อัพเดต 21 ธ.ค. 2562 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 01.39 น. • wealthythai
Digital Token ไม่ใช่ Cryptocurrency ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน

การลงทุนใน Cryptocurrency เป็นเรื่องยอดฮิตที่อยู่ในกระแสกลุ่มนักลงทุน จากราคาของ Cryptocurrency โดยเฉพาะ Bitcoin ได้พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนแห่ลงทุนใน Cryptocurrency เป็นจำนวนมาก แต่ในรอบปีที่ผ่านมาราคา Bitcoin กลับมีความผันผวนอย่างหนัก แต่จากความผันผวนอย่างรุนแรงของราคา Bitcoin นั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักลงทุนทั่วไปรู้จักสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้น

             
คุณทราบไหมว่า โลกของการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหลาย ยังมีคนอีกมากที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องของความแตกต่างระหว่างCryptocurrency กับ Digital Token โดยที่ความแตกต่างของสินทรัพย์ดิจิทัล 2 ประเภทนี้ มีอะไรบ้าง เราจะมาไขข้อข้องใจให้คุณในบทความสัปดาห์นี้ มาเริ่มต้นกันได้เลย….

 

Cryptocurrencyใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นๆ

             
ข้อแตกต่างที่สำคัญของสินทรัพย์ 2 ประเภทนี้ คือ Cryptocurrency ถูกสร้างขึ้นมาเป็น‘สื่อกลาง’ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง เช่น ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือสิทธิอย่างอื่น หรือใช้ในการแลกเปลี่ยนกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นๆ ในปัจจุบันมีสกุลเงิน Cryptocurrency มากกว่า2,000 สกุลเงิน โดยสกุลเงินที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) และอีเธอร์เรียม (Ethereum) เป็นต้น

Cryptocurrency เป็นที่น่าสนใจในหมู่นักลงทุน เพราะนักลงทุนมองว่าสามารถสร้างกำไรได้อย่างรวดเร็ว โดยที่นักลงทุนบางรายก็ทำกำไรได้มหาศาล และหลายรายก็ขาดทุนไปมากเช่นกัน

Digital Token ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อกำหนดสิทธิเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ หรือ ให้สิทธิในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ซึ่ง Digital Token สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) เป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้นเพื่อ “กำหนดสิทธิ” ในการได้รับสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเจาะจง
  • โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เป็นหน่วยอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างเพื่อ “กำหนดสิทธิ” ของบุคคลในการร่วมลงทุน เช่น สิทธิในส่วนแบ่งรายได้หรือส่วนแบ่งร่วมลงทุน ได้ผลกำไรจากการลงทุน

ในช่วงปี 2560 บริษัทหลายพันแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทสตาร์อัพ แห่ระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญ (ICO–Initial Coin Offering) รวมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยโครงการจำนวนมากในหลากหลายประเทศที่ไม่มีการควบคุมดูแลการออก ICO มีการเสนอข้อมูลแผนธุรกิจที่ไม่ชัดเจนต่อนักลงทุน แต่กลับเน้นเสนอผลตอบแทนในรูปแบบกำไรที่หวือหวา เพื่อหวังดึงดูดนักลงทุน ผลที่ตามมาคือ มูลค่าตลาดของเหรียญลดต่ำลงอย่างมากจากมูลค่า ณ ตอนที่ระดมทุนครั้งแรก

             
มีผลการศึกษาของ Statis Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้การปรึกษาการออก ICO ของสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า กว่า 80% ของ ICO ที่ออกในปี 2560 เป็นการระดมทุนที่หลอกลวง

             
ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ที่มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับ ‘การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล’ โดยกำหนดกรอบการควบคุมที่รัดกุมและชัดเจน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดยให้ความคุ้มครองนักลงทุน ซึ่ง การออกและเสนอขาย Digital Token ตามกฎหมายไทยนั้นต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. และต้องดำเนินการผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น อีกทั้ง ผู้ออกโทเคนดิจิทัล ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลและร่างหนังสือชี้ชวน (white paper) เพื่อเป็นการเปิดเผยข้อมูลการออกและเสนอขาย Digital Token ในรายละเอียดด้วย

             
หน้าที่ของ ICO Portal คือการตรวจสอบข้อมูลและกลั่นกรองข้อมูลโครงการอย่างละเอียด รวมทั้ง พิจารณาคุณสมบัติของผู้ออกโทเคนดิจิทัลให้มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด และต้องพิจารณาให้แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิทัลและร่างหนังสือชี้ชวน รวมทั้งข้อมูลที่เปิดเผยผ่าน ICO Portal นั้นมีความถูกต้องครบถ้วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในการลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้

             
Investment Token จะเป็นการระดมทุนที่เปิดกว้างให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยการลงทุนประเภทนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ที่อาจเข้าถึงได้ยากในอดีต เช่น สัญญาซื้อขายรายได้ในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ การระดมทุนที่เดิมมักเสนอขายในวงจำกัด การลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ต่างประเทศ ตลอดจนตราสารอนุพันธ์และสินทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น โดยที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในพื้นที่บางส่วนของสินทรัพย์ เช่น อาคารสำนักงาน หรือโรงแรม หรือโครงการและธุรกิจอื่นๆ ผ่าน Investment Token จากเดิมที่นักลงทุนไม่มีโอกาสลงทุนเช่นนี้ได้ง่าย

 

สรุปแล้วมันแตกต่างกันอย่างไร**?

  • คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) คือ เป็นเงินตราดิจิทัลที่ใช้เป็น “ตัวกลาง” การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเช่น Bitcoin เป็นต้น
  • ดิจิทัลโทเคนเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) *ให้สิทธิในการใช้สินค้าหรือบริการในอนาคต เช่น สิทธิของการเก็บข้อมูลในคลาวน์ *
  • ดิจิทัลโทเคนเพื่อการลงทุน (Investment Token) มีโครงการหรือสินทรัพย์ที่จับต้องได้หนุนหลัง เช่น สัญญาซื้อขายรายได้ในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และให้สิทธิรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์เหล่านั้น เช่น รายได้จากโรงแรม เป็นต้น
ดูข่าวต้นฉบับ