'DATA Economy' คนไทยไม่ปรับตัว = ตาย?

ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่ 20 ก.ย 2562 เวลา 10.09 น.

คอลัมน์ล้วงตับ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,507 ระหว่างวันที่ 22-25 ก.ย.2562 โดย… จิ้งจกตัวใหญ่

 

'DATA Economy'

คนไทยไม่ปรับตัว = ตาย?

 

          ประเทศไทยเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 คนไทยได้ได้ผ่านด่านการทดสอบพายุเทคโนโลยีอย่างนัก โดยเฉพาะบททดสอบ Digital Economy ที่รัฐบาลได้ใช้โครงสร้างนี้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการนำเอาไอทีหรือเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลงาน โดยใช้เวลาน้อยลงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการต่าง ๆ เพื่อให้เราแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้ได้

                 

          การที่อุปกรณ์ต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือทุกสมาร์ทดีไวซ์ ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง ถูกพัฒนาขีดความสามารถให้ นั่นคือสิ่งแรกที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทยอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอย การส่งข้อมูลข่าวสาร หรือแม่แต่กระทั่งการกินการอยู่ ล้วนแต่ใช้เทคโนโยทั้งสิ้น เอาง่าย ๆ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมัยก่อนเราจะตื่นนอนตอนเช้าจะได้ยินเสียงไก่ขันแต่ปัจจุบันใช้ สมาร์ทโฟนหรือทุกสมาร์ทดีไวซ์แทนที่ความคยชินในกิจวัตรประจำวันไปที่เรียบร้อยแล้ว

 

          วันนี้…เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ใช้ ‘DATA Economy’ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่า “ทุกสิ่งสามารถกลายเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลได้” โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งข้อมูลมีความ Real time มากเท่าไหร่ Data ย่อมมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ‘DATA Economy’ กำลังสร้างยุคใหม่ของการบริหารจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า “Data-driven economy” ยุคที่ทุกภาคส่วนรวมถึงภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการนำ Data มาใช้สร้าง Business Strategy

          เชื่อว่าคำนี้เป็นคำที่หลายคุ้นเคยที่และติดหูทุก “Big Data”ทุกคนให้ความสนใจ และพยายามเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตัวเองมากที่สุด ข้อมูลเปรียบเสมือนขุมพลังงานออนไลน์ ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของ “Device” เข้าด้วยกัน Data ยังเป็นเหมือนปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของธุรกิจ เพราะการเกิดขึ้น/แลกเปลี่ยนข้อมูลทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ธุรกิจใหม่ ตลอดจนระบบเศรษฐศาสตร์ใหม่ที่มีความสำคัญยิ่ง

 

          รู้หรือไม่ว่า? “DATA Economy” ในปัจจุบันหลากหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley มีการพัฒนาไปค่อนข้างไกลมากกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็น Big Data Analytics, Machine Leaning, Deep Learning และนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์ หลายบริษัทนอกจากจะว่าจ้าง Data Scientist แล้วยังมีตำแหน่งที่เราไม่ค่อยเคยได้ยิน คือ “Chief Data Officer" คอยกำหนด "Data Strategy " ให้กับองค์กร คอยดูแลการบริหารจัดการข้อมูล ที่ไหลเวียนอยู่ในระบบ ทำอย่างไรให้ข้อมูล"ทำเงิน" ให้กับองค์กร ที่เราเรียกว่า "Data Monetization" ทำให้ "Big Data" กลายเป็น "Big Money “

          อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการนำ “Data-Driven Economy” มาใช้ขัยเคลื่อน คือ บริษัท “Cambridge Analytica” อยู่เบื้องหลังการรับจ้างทำ Data-Driven Campaign ที่มีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐและมีผลต่อการที่อังกฤษแยกตัวเองจากสหภาพยุโรป (Brexit) รวมทั้งมีผลกระทบกับการเลือกตั้งในอีกหลายประเทศ โดยใช้หลักการวิเคราะห์ข้อมูล “Psychometric” โดยมุ่งเน้นไปที่“Psychographic ” ควบคู่กับ “Demographic ” ในแบบเดิม มีการนำข้อมูลที่ได้จัดเตรียมไว้และเป็นประโยชน์กับผู้ว่าจ้าง จัดทำ campaign ปล่อยข้อมูลเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นโดยผ่าน Google และ Facebook ตลอดจนสื่อโซเซียลต่างๆ ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง เปลี่ยนแปลงความคิดเห็นทางการเมือง มีผลกระทบต่อการเลือกตั้งอย่างชัดเจน ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการใช้เทคโนโลยี Big Data ในแนวนี้ ก็มีด้านมืดที่เราต้องพิจารณาให้ถ่องแท้เช่นกัน

 

          ถึงเวลาแล้ว…ที่คนไทยต้องปรับตัวรู้เท่าทัน และใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์และเก็บเกี่ยวเม็ดเงินจากดิจิทัลให้ได้ ถึงจะเป็นผู้อยู่รอดในยุคดิจิทัล มากไปกว่านั้นนอกจากจะเรียนรู้โอกาสและประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีแล้ว ควรรู้ปัญหาเรื่อง “การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล” เรากำลังเผชิญกันอยู่ตลอดเวลาบนสมาร์ทโฟนโดยที่เราไม่รู้ตัว และรัฐบาลเองก็ควรตะหนักถึงผลกระทบดังกล่าวและควรรีบทำการ Educate ประชาชนให้มี Digital Literacy มีภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลที่ดี เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดแบบไฮเทคที่นับวันจะส่งผลรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่า “Data Economy” ในวันนี้ทำให้ข้อมูลเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนต้องขุด

ดูข่าวต้นฉบับ