BJC ปรับกลยุทธ์รับเศรษฐกิจชะลอตัว หาโอกาสเข้าซื้อกิจการเพิ่ม

Wealthy Thai อัพเดต 19 พ.ย. 2562 เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 04.29 น. • wealthythai
BJC ปรับกลยุทธ์รับเศรษฐกิจชะลอตัว หาโอกาสเข้าซื้อกิจการเพิ่ม

Hightlight

 

  • BJC มอง Q4 ยังท้าทาย แม้ไฮซีซั่น หลังเศรษฐกิจชะลอตัว
  • คงเป้าปีนี้รายได้โต 4-7%
  • มองหาโอกาสทำ M&A ในแถบเอเชีย 

 

 

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 4/2562 จะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ  แต่ปีนี้ยังถือว่ามีความท้าทาย ท่วมกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งยอดขายในช่วงเดือนตุลาคมไม่แย่มาก โดยมองว่า มาตรการ ชิม ช้อป ใช้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ช่วยสนับสนุน เพราะเราเองไม่ได้ร่วมทั้งประเทศ พร้อมกับคาดหวังกระแสช่วงเดือนธ.ค.จะกลับมา เพราะเป็นช่วงจับจ่ายใช้สอย 

 

 

ทั้งนี้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน เศรษฐกิจยังชะลอตัว จากมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นการดึงเม็ดเงินอนาคตมาใช้ โดยมองว่าในเดือนธันวาคมปีนี้ คงจะไม่หวือหวามาก จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเป้ารายได้ปี 2562 เติบโต 4-7%จากปีก่อน  โดยยังเดินหน้าบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากงวดไตรมาส 3 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิยังเติบโต 5.4%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่แผนงานปี 2563 เบื้องต้นจะเน้นขยายสาขาขนาดกลาง-เล็กมากขึ้น ส่วนสาขาขนาดใหญ่คาดว่าจะเปิดไม่ถึง 5 แห่ง จากปกติที่เราเปิดสาขาขนาดใหญ่ประมาณ 5-7 สาขา ทำให้เชื่อว่าปี 2563 งบลงทุนอาจจะน้อยกว่าปี 2562 ที่อยู่ระดับ 5,000 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การลดดอกเบี้ย รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้บริษัทมองหาโอกาสที่จะเข้าซื้อกิจการ หลังค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้เราซื้อกิจการที่ราคาถูกลง โดยมุ่งเน้นแถบเอเชีย วางเป้าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% โดยมองทั้งโรงงานผลิต สินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งค้าปลีก และอยากเห็นความชัดเจนภายในปี 2563

 

ล่าสุดบริษัท มัณฑนา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัทในเครือบีเจซี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับบริษัท สมุนไพรวังพรม จำกัด เพื่อเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้า ตรา ‘สมุนไพรวังพรม’ รายเดียวในประเทศไทย โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ทาง บีเจซี ได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าในการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้ารายเดียวในประเทศไทย ซึ่งเป็นการเซ็นสัญญาต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 (เป็นระยะเวลา 3 ปี) อันมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยเพิ่มโอกาส การเติบโตทางธุรกิจให้แก่คู่ค้า 

 

ทั้งยังมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มความต่อเนื่องในการจัดจำหน่ายสินค้าได้อย่างครอบคลุม ช่วยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆจากสมุนไพรวังพรมที่จะเริ่มมีสินค้าใหม่ๆเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอมากขึ้น โดยเป็นผลมาจากกำลังการผลิตจากโรงงานใหม่ที่ทางสมุนไพรวังพรมกำลังก่อสร้างเพื่อให้การผลิตสินค้าได้มาตรฐาน GMP/PICS เข้ามาเสริมในปี2564 ตลอดจนเพิ่มทางเลือกความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้า

 

นางสาววัชรีภรณ์ วังพรม ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท สมุนไพรวังพรม จำกัด กล่าวว่า จากความร่วมมือกันทางธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจของทั้ง บีเจซี และ สมุนไพรวังพรม เติบโตอย่างยั่งยืน โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่สมุนไพรวังพรมมองเห็นถึงช่องทางการจัดจำหน่ายของ บีเจซี ที่มีศักยภาพ ซึ่งยอดขายสินค้าของบริษัทที่ผ่านมาเป็นที่น่าพอใจ มีอัตราการเติบโตยอดขายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดยภาพรวมยอดขายของ สมุนไพรวังพรม ที่ได้รับการจัดจำหน่ายในช่องทางร้านขายยา และ โมเดิร์นเทรด ในปี 2561 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 202 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 อยู่ที่ 176 ล้านบาท ส่วนในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายรวม อยู่ที่ประมาณ 215 ล้านบาท ตลอดจนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% เป็น 250 ล้านบาท ภายในปี 2563

 

ขณะเดียวกันมองว่าการที่สินค้าในเครือได้มีโอกาสเข้าไปวางจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าของบริษัทเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น โดยจากการติดตามยอดขายของบริษัทที่ผ่านมาพบว่ามีกลุ่มลูกค้าใหม่เกิดขึ้นและเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทที่ได้ส่งต่อคุณค่าภูมิปัญญาไทยจากรุ่นสู่รุ่น

 

สำหรับในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มลงเสาเอกเพื่อเปิดโรงงานใหม่ ใช้งบลงทุน กว่า 150 ล้านบาท เสริมกำลังการผลิตเพิ่ม 40% ซึ่งจะสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆที่ตอบสนองตลาดต่างประเทศ รวมถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยคาดว่าโรงงานใหม่นี้จะเริ่มเปิดดำเนินการได้ภายในปี2564

ดูข่าวต้นฉบับ