โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Meet Me in Metaverse : พร้อมไหมกับการไปใช้ชีวิตในโลกเสมือนของ Facebook

The MATTER

เผยแพร่ 12 ส.ค. 2564 เวลา 03.46 น. • Have a Geek Time

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Verge ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายใหม่ของเฟสบุ๊คในการเป็น ‘metaverse company’ เพื่อที่จะทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ ‘มีตัวตน’ ผสมผสานระหว่างโลกของความจริงกับโลกเสมือนให้มากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน

แน่นอนว่าหลังจากที่ข่าวนี้มีการแพร่กระจายออกไปคนก็เริ่มตั้งคำถามกันว่าแล้วอะไรล่ะคือ ‘metaverse' มันเหมือนคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจ สร้างประเด็นเพื่อให้สื่อเอาไปเขียนเป็นข่าวรึเปล่า แต่ที่จริงแล้วแผนการที่ซักเคอร์เบิร์กคิดและวางไว้สำหรับเรื่องนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก แนวคิดของ metaverse มีประโยชน์และน่าจะอยู่กับเราไปอีกสักระยะหนึ่ง การทำความเข้าใจว่ามันคืออะไรจะช่วยทำให้เรารับมือกับมันได้ง่ายขึ้น เพราะเรียกได้ว่าถ้าเขาทำสำเร็จ เราคงมีโอกาสเห็นโลกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนนี้และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียหรืออินเทอร์เน็ตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Metaverse คืออะไร?

ที่จริงแล้วไอเดียของ metaverse นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกของนิยายไซไฟหรือโลกของเกม แต่สำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่หรือประชากรในกลุ่มอื่นที่ไม่ได้มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรกก็อาจจะยังไม่คุ้นสักเท่าไหร่

คำว่า ‘metaverse’ ถูกพูดถึงอย่างมากจากหนังสือเรื่อง Snow Crash ตีพิมพ์ในปี ค.ศ.1992 โดยนักเขียนชื่อว่า นีล สตีเฟนสัน (Neal Stephenson) เขาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Vanity Fair ว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่เขาแต่งขึ้นมาเฉยๆ เพื่อนิยายที่ตัวเองเขียน แต่สิ่งที่เขาเขียนกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจ และกลายเป็นความเชื่อว่านั่นคืออนาคตที่จะมาถึงจริงๆ ยกตัวอย่าง Avi Bar-Zeev ผู้สร้าง Google Earth เคยบอกว่าวิสัยทัศน์ของสตีเฟนสันคือสิ่งที่จุดประกายในการออกแบบของเขาเลย นอกจากนี้หลายต่อหลายคนเรียกสตีเฟนสันว่านอสตราดามุสแห่งโลกเทคโนโลยี เพราะเขาได้เคยทำนายไว้ถึงการเสพติดเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่ติดตัวเราไปตลอด ไปจนถึงโลกที่ทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัลทั้งหมด

อย่างที่เราทราบกันดีว่ามนุษย์ได้สร้างเทคโนโลยีมากมายเพื่อใช้กับประสาทสัมผัสต่างๆ ของเรา ตั้งแต่ลำโพง โทรทัศน์ วีดีโอเกม ไปจนถึงโลกเสมือน และต่อไปในอนาคตเราก็คงได้เห็นเทคโนโลยีที่มาพร้อมกลิ่นและสัมผัสด้วย แต่เรามันก็ยังไม่มีคำที่จะอธิบายถึงการเชื่อมต่อกันระหว่างโลกแบบเดิมที่เราอยู่ในปัจจุบันกับโลกเสมือนที่เป็นส่วนขยายที่ถูกสร้างขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ต

metaverse คือคำที่ถูกใช้เพื่ออธิบายสิ่งนี้ มันเป็นพื้นที่เสมือนที่มนุษย์ (ในโลกความจริง) สามารถเข้าไปอยู่ในนั้นได้โดยใช้ตัวตนแบบดิจิทัล มีตัวตนอยู่ทั้งในโลกของความจริงและโลกเสมือนในเวลาเดียวกัน จนอาจจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ว่าอันไหนคือความจริงและอันไหนที่ไม่ใช่

สำหรับคนที่เป็นคอภาพยนต์อาจจะคุ้นเคยกับคอนเซปต์นี้อยู่บ้างเพราะมันถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานของหนังเรื่องดังอย่าง Ready Player One กับ The Matrix

ซึ่งไอเดียของ metaverse ถูกนำมาใช้บ้างแล้วในบางรูปแบบของโลกของเกมอย่าง Animal Crossing และ Roblox หรืออย่าง Fortnite ก็เพิ่งได้รับเงินทุนก้อนไปในช่วงเดือนเมษายนเพื่อจะสนับสนุนแนวคิดในการพัฒนา metaverse และสร้างประสบการณ์ของผู้เล่นให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น แถมในเกมเหล่านี้ก็ยังมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง blockchain เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนไอเทมหรือบริการดิจิทัลในโลกเสมือนด้วย

สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นและเฟซบุ๊กจะใช้มันยังไง?

ในบทความของ The Wired เขียนเอาไว้ว่า เรื่องราวในนิยายหรือหนังที่เราเห็นเกี่ยวกับ metaverse นั้นล้วนแต่เกิดขึ้นเนื่องจากคนอยากหนีออกจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง (อย่างเช่นตอนนี้) เป็นโลกที่ไม่น่าอยู่ มีการกดขี่ข่มเหง เข่นฆ่า เอารัดเอาเปรียบ ความแตกแยก สงคราม โรคระบาด ฯลฯ เป็นโลกที่อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น metaverse เลยกลายเป็นที่ต้องการ เป็นสถานที่แห่งการหลบหนีไปสู่ความสบายใจ หลีกหนีความเป็นจริงไปสู่โลกออนไลน์

ในช่วงเวลาอย่างเช่นตอนนี้ที่โรคระบาดยังคงคุกคามชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แล้วจะต้องพึ่งพาการใช้ชีวิตออนไลน์มากขึ้น (ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่) และห่างจากการปฏิสัมพันธ์แบบออฟไลน์เหมือนที่เราเคยเป็นมาเมื่อสองสามปีก่อน โลกที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่เท่าเทียมกันของสังคม สิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่โดนเอาเปรียบ การเมืองที่เหมือนทางตันไม่มีทางแก้ เศรษฐกิจที่พร้อมจะล่มสลายได้วันนี้พรุ่งนี้ ฯลฯ

พอมองแบบนี้การหนีไปยัง metaverse ก็ดูจะน่าดึงดูดไม่น้อย

นักลงทุนชื่อ Matthew Ball ได้แชร์ความเห็นของเขาในบทความออนไลน์เกี่ยวกับเรื่อง Metaverse แบบละเอียดยิบ (ใครสนใจอยากให้ลองเข้าไปอ่าน ‘The Metaverse Primer’ — MatthewBall.vc นะครับ เพราะเขาแยกเป็นประเด็นๆ อ่านสนุกมาก) เขาเชื่อว่าต่อไปเราจะได้เห็นโลกอีกใบหนึ่งจริงๆ ที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจที่เต็มรูปแบบ เวลาที่เดินไปพร้อมๆ กับโลกจริง ความเป็นเจ้าของอย่างพวกที่ดิน บ้าน รถ เสื้อผ้า ผ่านแพลตฟอร์มหลายๆ แห่งที่เชื่อมต่อกัน พูดแบบให้เห็นภาพที่ชัดขึ้นก็คือเป็นเหมือนเกมที่ดำเนินอยู่ตลอดเวลาที่เราสามารถเข้ามาเล่นได้ พบเจอคนอื่นได้ ทำธุรกิจในนั้นได้ เป็นเจ้าของบางส่วนหรือบางอย่างของพื้นที่โลกเสมือนที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์

ในบทสัมภาษณ์ของซักเคอร์เบิร์กบอกว่าบริษัทจะลงทุนหลายพันล้านเหรียญเพื่อผลักให้พวกเขาเป็นผู้นำใน metaverse ให้ได้ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหลายร้อยตำแหน่งในส่วนของ Metaverse Product Group แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสร้างเฟซบุ๊กให้เป็นพื้นที่ที่เราสามารถเข้ามารับประสบการณ์และแชร์สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนอย่างเต็มที่ ให้คนสามารถล็อกอินเข้ามาแล้วใช้เวลาด้วยกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน พูดคุย ประดิษฐ์สิ่งของ เล่นเกม อาจจะเดินทางไปเที่ยวที่ต่างๆ ทำงาน หรือแม้แต่นั่งทำงานในออฟฟิศเสมือนก็มีโอกาสเป็นไปได้

อุปกรณ์แว่นตา VR อย่าง Oculus และโลกเสมือน Facebook Horizons (ที่ตอนนี้เปิดให้คนมาลองเล่นแล้วแบบ invite-only) ก็จะได้รับการสนับสนุ้นมากขึ้นจากเฟซบุ๊กอย่างแน่นอน (แม้ว่าตั้งแต่เฟซบุ๊กซื้อบริษัท Oculus เมื่อเจ็ดปีก่อนจนถึงตอนนี้จะยังไม่สามารถทำคาดหวังเอาไว้ก็ตาม)

มันยากที่จะบอกว่าต่อไป metaverse จะออกมาในรูปแบบไหน แต่สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นคือ metaverse จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์ในการสร้างรายได้ (ให้กับตัวเองและบริษัทต่างๆ) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าที่ไหนก็ตามที่มนุษย์ไปใช้เวลาตรงนั้น ที่นั่นก็จะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ไอเทมในเกม ป้ายโฆษณา ทำกิจกรรม คอนเสิร์ตแบบเสมือน ขายงานดิจิทัล แลกเปลี่ยนที่ดินหรือสินค้าดิจิทัล ซึ่งก็คงมีการใช้คริปโตเคอร์เรนซีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เติบโตมากับเทคโนโลยีนี้จะมีความเชี่ยวชาญและใช้มันเพื่อเชื่อมต่อพวกเขากับคนอื่นๆ อาจจะเป็นการทำงานร่วมกัน เรียนรู้ประเด็นสำคัญ สื่อสารแลกเปลี่ยนและแสดงออกในความคิดต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าในเมื่อ metaverse จะกลายเป็นโลกเสมือนที่เราเข้าไปใช้เวลาในนั้น ทุกอย่างควรจะเชื่อมต่อกันเหมือนอย่างที่โลกแห่งความจริงเชื่อมต่อกันรึเปล่า ยกตัวอย่าง สมมติว่าตัวละครหนึ่งที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของเฟซบุ๊กจะไปโผล่ในแพลตฟอร์มของกูเกิลได้ไหม ‘ถ้าได้’ บริษัทเหล่านี้จะต้องร่วมมือกันสร้าง metaverse ขึ้นมาภายใต้กฎหมายควบคุมแบบไหน หรือมีใครเป็นคนดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนรึเปล่า (มีตำรวจไหม?) หรือ ‘ถ้าไม่ได้’ ประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะถูกตีกรอบด้วยคนที่เราเชื่อมต่อภายในสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากการต้องเข้าๆ ออกๆ จากเกมหนึ่งไปยังอีกเกมหนึ่ง ซึ่งก็อาจจะดูไม่ได้ดึงดูดเท่าไหร่นัก

ไอเดียของ metaverse อาจจะทำให้เรารู้สึกโลกเสมือนสามารถก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดของโลกแห่งความจริงได้ เราเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมด้วยกันได้มากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเราก็ยังถูกจำกัดโดยคนที่สร้าง metaverse ขึ้นมาอยู่ดีว่าจะทำอะไรได้บ้าง

อ้างอิงข้อมูลจาก

Who Will Win the Metaverse? Not MArk Zuckerberg or Facebook - Bloomberg

Facebook Wants to Expand Into the Metaverse. No One Knows What It Is.

Neal Stephenson Explains Silicon Valley’s Latest Obsession | Vanity Fair

Why is ‘metaverse’ the hottest tech buzzword? Apple has something to do with it - MarketWatch

Mark Zuckerberg is betting Facebook’s future on the metaverse - The Verge

web.archive.org

What Is the Metaverse? - The New York Times

‘The Metaverse Primer’ — MatthewBall.vc

Evolving User + Business Behaviors and the Metaverse — MatthewBall.vc

Zuckerberg Says Facebook Will Eventually Become ‘a Metaverse Company

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...