โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิยาย

เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวย 90's [นิยายแปล] มี E-Book

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2566 เวลา 12.15 น. • Young Vibe Publishing
เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวย 90's [นิยายแปล] มี E-Book
ทำลูกพลับแห้งกับพวกคุณย่า เลี้ยงผึ้งกับแม่ชี… นี่แหละเส้นทางสู่เกษตรกรผู้ร่ำรวยของผม!

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวย 90's [นิยายแปล]
ผู้แต่ง : 1 นอต
เนื้อหานิยาย : 8 เล่มจบ
บรรณาธิการ : ซอนยอ, ฮีจิน
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : 라온E&M
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย : Young Vibe Publishing
Copyright arranged with RAON E&M through IP Prime

ติดตามข่าวสารสำนักพิมพ์ได้ที่เพจ
Young Vibe Publishing

+ + + + + + + +

โหลดอีบุ๊กทั้งหมด >> คลิกที่นี่
https://novel.dek-d.com/novel/2413781/ebook/list/

+ + + + + + + +

ครอบครัวของ “ด็อกมย็อง” ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับหนี้ก้อนใหญ่ ไม่ใช่เวลาที่ลูกชายคนโตอย่างเขาจะมัวนิ่งเฉย

เขาต้องหาเงินมาให้ได้!

“หวังว่าคุณจะตั้งใจทำงานให้ถึกทนเหมือนหมาเลยนะ”

ปัญหาคือนิสัยของด็อกมย็อง เขาทนเป็นหมาไม่ได้ แถมไม่เก่งเรื่องแกล้งทำตัวเหมือนหมาด้วย ก็เลยมีข้อจำกัดตรงที่ต้องใช้ความสามารถเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

ด็อกมย็องทำงานหนักอยู่หลายปี และออกจากงานแบบไม่ได้เต็มใจลาออกตอนอายุเกินสี่สิบ เขาไม่ออกไปไหนอยู่พักหนึ่ง และเกลียดการออกไปเจอผู้คน

ตอนนี้งานของเขามีอยู่อย่างเดียวคือส่งเงินให้ตรงตามนัด เป็นเงินค่าเลี้ยงดูลูกที่ต้องส่งให้ภรรยาที่หย่ากันไปแล้วและเงินที่ต้องส่งให้พ่อแม่

พอเงินบำเหน็จหมดลง ด็อกมย็องถึงกับคิดหนักจนนอนไม่หลับ เขาไม่เคยยืมเงินใครมาก่อนในชีวิต แต่กลับรู้สึกเหมือนคนเป็นหนี้ท่วมหัวยังไงไม่รู้

คิดว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร…

ทว่าจู่ๆ โชคดีก็มาหาเขา นี่เป็นโอกาสทองที่จะได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

เทพีแห่งโชคลาภโผล่เข้ามาในช่วงที่ความโชคร้ายพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

ด็อกมย็องย้อนเวลากลับมาหมู่บ้านชนบท ก่อนที่บ้านจะล้มละลายเพราะหนี้ก้อนโต

เขาจำได้ว่าพ่อพูดอยู่บ่อยๆ ว่าคนในชนบทจะต้องเป็นคนรวย

ปรัชญาของพ่อคือเกษตรกรต้องอยู่ดีกินดีเสียก่อน จึงจะนำพาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

ดังนั้น เขาจะเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวยให้ได้ !!!

+ + + + + + + +

ประกาศจากสำนักพิมพ์

หลังจากพรุ่งนี้ (17/12/2565) เป็นต้นไป จะอัปตอนให้อ่านฟรีและเริ่มติดเหรียญขายแบบรายตอนแล้วนะคะ ราคา 3 คอยน์เท่าเรื่องเดิม

สำหรับสายเปย์/คนที่อยากอ่านก่อน >> สามารถกดซื้อแบบรายตอนได้เลยค่ะ ซื้อแล้วสามารถเข้าอ่านได้ตลอดไป โดยจะอัปตอนติดเหรียญวันละ 2-3 ตอน (ตามสต็อกที่มีอยู่ แต่ไม่ขาดช่วงแน่นอนค่ะ) หรือจะรออ่านฟรีตามรายละเอียดด้านล่างนี้ได้ค่ะ

* สำหรับสายอ่านฟรี >> สามารถรออ่านฟรีได้ทุกวัน โดยจะปลดตอนขายให้อ่านฟรีวันละ 1 ตอน (ตอนเที่ยงของทุกวัน ถ้ามาช้าฝากทวง เผื่อแอดมินลืมปลด 5555)

(หมายเหตุ - ตอนขายที่เปิดให้อ่านฟรี ในอนาคตจะกลับมาติดเหรียญอีกครั้งหนึ่งนะคะ ถ้าไม่อยากพลาดอย่าลืมเข้ามาดูกัน)

(หมายเหตุ 2 แก้ไขเมื่อวันที่ 10/02/2566 - เมื่อเปิดให้อ่านฟรีครบ 100 ตอนแล้ว จะกลับไปติดเหรียญใหม่อีกครั้ง ตั้งแต่ตอนที่ 51 เป็นต้นไปค่ะ)

ระหว่างรออ่านนิยายตอนต่อไป เผื่อนักอ่านท่านไหนอยากช่วยรีวิวติชมนิยายเรื่องนี้เพื่อเป็นกำลังใจให้นักแปลและทีมงานค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้ามากๆ ค่ะ

>> เขียนรีวิวนิยายเรื่องนี้ <<

+ + + + + + + +

นิยายเรื่องที่จบแล้วของสำนักพิมพ์ Young Vibe Publishing

อ่านนิยาย คลิกเลย >> ผมมีผู้ช่วยเป็นระบบเสริมความงามอันดับหนึ่ง [นิยายแปล](จบแล้ว)

ตอนที่ 1 การเริ่มต้นใหม่ของลูกเกษตรกร

ตอนที่ 1 การเริ่มต้นใหม่ของลูกเกษตรกร

โชคดีมาหาผมแล้ว นี่เป็นโอกาสทองที่จะได้เปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง

เทพีแห่งโชคลาภโผล่เข้ามาในช่วงที่ความโชคร้ายพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

***

ผมเป็นผู้บริหารงานลูกค้าในบริษัทตัวแทนโฆษณา หรือที่เรียกกันว่า AE (Account Executive)

นิยามสั้นๆ คือเป็นคนที่พยายามทำทุกทางเพื่อเพิ่มยอดขายให้สปอนเซอร์

เหตุผลที่ผมเลือกทำอาชีพนี้ก็ง่ายมาก เพราะมันคืองานที่ผมหาเงินได้มากที่สุดตามระดับทักษะของตัวเอง

ตอนนั้นผมจำเป็นต้องใช้เงิน

ครอบครัวผมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องแบกรับหนี้ก้อนใหญ่ ไม่ใช่เวลาที่ลูกชายคนโตอย่างผมจะมัวนิ่งเฉย

ผมต้องหาเงินมาให้ได้!

พนักงานบริษัททุกคนน่าจะรู้สึกเหมือนกันว่าชีวิตพวกเราไม่ง่ายเลย เราต้องเลือกบริษัทที่ให้เงินมากกว่าแม้จะเพียงแค่หนึ่งพุน [1] ก็ตาม

ทางบริษัทไม่ได้พิจารณาจากความถนัดและนิสัย เพราะเหตุนี้ บริษัทตัวแทนโฆษณาจึงมีหลายอย่างที่ไม่เหมาะกับผม

“หวังว่าคุณจะตั้งใจทำงานให้ถึกทนเหมือนหมาเลยนะ”

พวกสปอนเซอร์ชอบเออี (AE) ที่เชื่อฟังคำสั่งเป็นพิเศษ พวกเขาสั่งให้เราทำงานคุ้มเงินเดือน แต่ความจริงต้องการทาสที่ทำงานเก่งและว่านอนสอนง่ายในช่วงทำโฆษณาต่างหาก

ถึงจะโดนพูดแบบนั้นออกมาต่อหน้า เราก็ต้องทำเห็นดีเห็นงามไปด้วย เนื่องจากบริษัทตัวแทนโฆษณามีเยอะมาก พวกสปอนเซอร์หรือผู้ลงโฆษณาจึงขอเปลี่ยนบริษัทตัวแทนโฆษณาได้ตลอดตามอารมณ์

การดูแลสปอนเซอร์ที่เปลี่ยนใจไปมาคืองานที่สำคัญที่สุดของเออี

ปัญหาคือนิสัยของผม ผมทนเป็นหมาไม่ได้ แถมไม่เก่งเรื่องแกล้งทำตัวเหมือนหมาด้วย ก็เลยมีข้อจำกัดตรงที่ต้องใช้ความสามารถเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

“จะโต้รุ่งหรือจ้างบริษัทข้างนอกอีกสองต่อก็ได้ แต่ไม่ว่ายังไง กรุณาจัดการให้ทันเวลาด้วยนะครับ”

งานจิกซัพพลายเออร์หรือพวกบริษัทรับจ้างภายนอกก็เป็นหน้าที่ของเออีเช่นกัน บริษัทตัวแทนโฆษณาจะมอบหมายงาน เช่น การจัดทำเว็บไซต์หรือคลิปวิดีโอให้กับซัพพลายเออร์ในช่วงที่กำกับดูแลโปรเจ็กต์โฆษณาชิ้นหนึ่ง

คอนเทนต์ที่ต้องใช้ในงานโฆษณาจัดทำขึ้นโดยซัพพลายเออร์ นี่เป็นการจ้างงานต่อกันเป็นทอดๆ

การหาเรื่องก็เป็นทักษะหนึ่งของเออีเช่นกัน

ถ้าส่งงานไม่ทันเวลาหรืองานมีปัญหาเพียงเล็กน้อย เราก็จะหาเรื่องจับผิดได้ทันที เคยมีเคสที่เออียกเรื่องทำนองนี้มาเป็นข้ออ้าง ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างด้วย

ฟังดูย้อนแย้งที่จะบอกว่าซัพพลายเออร์ชอบผมมากกว่าเพื่อนร่วมงานในบริษัทซะอีก ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ แค่คิดว่าพวกนั้นก็เป็นเพื่อนร่วมงานเหมือนๆ กัน ก็เลยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเท่าเทียมก็เท่านั้นเอง

นึกไม่ถึงว่านั่นจะกลับกลายเป็นลูกศรย้อนมาทิ่มแทงใจ

ในแบบประเมินรายบุคคลบันทึกไว้ว่าผมขาดทักษะด้านการจัดการ มีคนปล่อยข่าวลือเรื่องนี้ ผมเลยโดนเพื่อนร่วมงานเมินใส่

“คนที่อยู่รอดเป็นคนสุดท้ายบนเวทีนี้คือผู้ชนะ”

นอกจากดูแลสปอนเซอร์และตามจิกบริษัทรับจ้างข้างนอก ผมยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก แถมยังต้องเอาตัวรอดจากการแก่งแย่งแข่งขันกันภายในอีกด้วย

ผมต้องวางกลยุทธ์เอาตัวรอดและตึงเครียดอยู่ทุกวันจึงจะอยู่ได้ ขนาดวันหยุดผมยังต้องแบ่งเวลามาเรียนรู้โปรแกรมวิเคราะห์ประสิทธิภาพโฆษณา

นี่แค่งานพื้นฐาน

ผมต้องเข้าร่วมการสัมมนาและประชุมเกี่ยวกับแนวโน้มของเทรนด์ในปัจจุบันวนไปเรื่อยๆ

ไม่มีวันไหนได้ผ่อนคลายเลย

‘ทำไมถึงใช้ชีวิตแบบนี้นะ’

ผมตรวจดูใบคะแนนในช่วงวัยสามสิบกลางๆ ขนาดทำงานสายตัวแทบขาดแต่ก็ยังสอบตก

ร่างกายผมอ่อนแอ ใบหน้าเหลือแต่กระดูก ส่วนร่างกายก็ผอมซูบเหมือนต้นไม้ตายซาก ค่าความดันโลหิตและค่าตับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับอายุ

การเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลปีละครั้งกลายเป็นกิจกรรมประจำปีไปแล้ว

แต่ผมก็ทำได้เพียงอดทน เพราะยังมีหนี้เหลืออยู่

ในสมองผมคิดแต่ว่าอยากหยุดทุกอย่างไว้แค่นี้

‘ที่เหนื่อยก็เพราะว่าเหงาแหละ’

ผมมั่นใจว่าเพราะเหงาเลยทำให้อารมณ์แปรปรวน แต่การคบใครสักคน สำหรับผม ถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองมาก

สุดท้ายผมก็แต่งงานกับผู้หญิงที่เจอกันผ่านบริษัทจัดหาคู่หลังจากคบกันได้สามเดือน โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาและสภาพแวดล้อมเลย

คิดแค่ว่าตั้งใจที่จะใช้ชีวิตไปด้วยกันก็เพียงพอแล้ว ส่วนที่เหลือระหว่างนั้นค่อยปรับเข้าหากันก็ได้ ผมเชื่อว่าการแต่งงานจะเป็นที่พักพิงให้กับผม

มันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสามาก

“เราเลิกกันเถอะ!”

ไม่นานภาพฝันก็พังทลาย หลังแต่งงานชีวิตคือเกมที่ดุเดือด รุนแรงยิ่งกว่าการแข่งขันในที่ทำงานซะอีก

ภรรยาไม่พอใจที่ผมส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน พอทะเลาะกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทีไรก็บานปลาย ลามไปจนถึงพูดให้ร้ายคนในครอบครัวและจี้จุดอ่อนของอีกฝ่าย

ผมคิดว่าถ้ามีลูกเราจะเปลี่ยนไป แต่กลายเป็นทรมานเพิ่มขึ้น เธอแบกรับความเครียดจากการเลี้ยงลูกไม่ไหว ส่วนผมก็ทนเธอต่อไปไม่ไหวแล้ว

เราแยกกันนอน ไม่ได้กินข้าวด้วยกัน เราไม่ใช่คู่สามีภรรยาที่คอยปลอบโยนกันและกัน แต่เป็นศัตรูแบบที่ในโลกนี้ไม่มีใครเหมือน

หลังแต่งงานได้ห้าปี เราก็หย่ากัน เธอได้รับสิทธิ์เลี้ยงดูลูก ส่วนผมกลายเป็นเครื่องจักรคอยปั่นเงินส่งเสียค่าใช้จ่าย

ทุกอย่างในชีวิตผมเริ่มพังทลายลงเหมือนปราสาททรายนับตั้งแต่นั้น

‘ตอนนี้เกมจบลงแล้ว’

ผมออกจากงานแบบไม่ได้เต็มใจลาออกตอนอายุเกินสี่สิบ ผมไม่ออกไปไหนอยู่พักหนึ่ง และเกลียดการออกไปเจอผู้คน

งานของผมมีอยู่อย่างเดียวคือส่งเงินให้ตรงตามนัด เป็นเงินค่าเลี้ยงดูลูกที่ต้องส่งให้ภรรยาที่หย่ากันไปแล้วและเงินที่ต้องส่งให้พ่อแม่

พอเงินบำเหน็จหมดลง ผมถึงกับคิดหนักจนนอนไม่หลับ ผมไม่เคยยืมเงินใครมาก่อนในชีวิต แต่กลับรู้สึกเหมือนคนเป็นหนี้ท่วมหัวยังไงไม่รู้

คิดว่าต้องเริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร

ไม่มีสิ่งที่ผมอยากทำอย่างจริงจังเลย

ขณะที่ตั้งใจจะยอมแพ้ให้กับทุกสิ่ง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทำไมแม่ต้องโทร.มาตอนนี้ด้วยล่ะ

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็กดรับสาย

“ครับแม่”

ทันทีที่พูด น้ำตาก็ทะลักออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ด็อกมย็อง พ่อแก…"

แม่โทร.มาแจ้งข่าวการจากไปของพ่อ ในหัวผมขาวโพลนไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว

‘ถ้าลูกชายลาโลกไปอีกคนล่ะก็…’

ผมหยุดความคิดลง

ก่อนรีบเดินทางไปฮาดง [2] ทันที

***

งานศพจัดขึ้นในสถานที่จัดงานของเขต ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล ผมสวมชุดไว้ทุกข์ยืนต้อนรับแขกที่มาร่วมไว้อาลัย

แขกมาร่วมงานไม่ขาดสาย

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ”

“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ”

ผมโค้งคำนับและพูดคำเดิมๆ ซ้ำไปมา คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ ผมสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่แท้จริงจากดวงตาที่เปียกชื้นและมือที่สั่นไหวของพวกเขา

แขกของพ่อกับแม่มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่คนรู้จักของผมกลับไม่โผล่มาให้เห็นหน้าเลยสักคน

ผมรู้สึกว่าใช้ชีวิตโดยเปล่าประโยชน์เสียจนขมขื่น

วันสุดท้ายของการไว้ทุกข์ ผมยุ่งอยู่กับแขกจนไม่มีสติ ตลอดสี่วันผมไม่ได้นอนเลยสักงีบ เหนื่อยจนรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แต่กลับนอนไม่หลับเลย

“ด็อกมย็อง พักสักหน่อยเถอะ”

แม่พูดพลางลูบไหล่ผมเบาๆ

“ไม่เป็นไรครับ”

ตอนนั้นมีแขกเข้ามาพอดี เธอเป็นผู้หญิงที่ดูมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เธอจุดธูปและเอ่ยทักทาย

“คงเสียใจมากเลยนะคะ”

“ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ”

เธอไม่ใช่คนที่ผมรู้จัก น่าจะเป็นแขกของพ่อแม่ เธอมองหน้าผมและพูดขึ้น

“ขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ยคะ”

เชิงอรรถ

[1] หน่วยนับเงินในสมัยโบราณของเกาหลี หนึ่งพุนมีค่าประมาณ 5-10 บาท

[2] เขตที่อยู่ในจังหวัดคย็องซังใต้ ประเทศเกาหลีใต้

[3] เสื้อผ้าที่คนเกาหลีใช้สวมใส่ในช่วงเวลาที่ไว้ทุกข์ ทำจากผ้าป่าน ผ้าสีดำหรือผ้าสีขาว

เปิดเรื่องมาได้กระแทกหัวใจพนักงานเงินเดือนตัวเล็กๆ สุดๆ เรื่องนี้บอกเลยว่าพล็อตปัง อ่านแล้วอยากลาออกไปเป็นเกษตรกรเล้ยยย ถ้าชอบอย่าลืมกดติดตามไว้น้าา หรือจะกดหัวใจ เม้นมาพูดคุยกันเล่นๆ ก็ได้ค่ะ อัปทุกวันแน่นอน !

ป.ล. 1 พระเอกคนใหม่ของเราชื่อ ด็อกมย็อง อ่านว่า ด็อก-มะ-ย็อง นะคะ ตอนแรกจะยากๆ หน่อย เดี๋ยวอ่านไปเยอะๆ จะเพลินเลยค่ะ

ป.ล. 2 เรื่องนี้เปิดให้ของขวัญด้วยน้าา นักอ่านช่วยสะสมของขวัญน่ารักๆ ให้นิยายเรื่องนี้ได้น้าา ขอบคุณล่วงหน้าค่า

+ + + + + + + +

ติดตามข่าวสารสำนักพิมพ์ได้ที่เพจ
Young Vibe Publishing

ตอนที่ 2 ของขวัญจากผู้หญิงแปลกหน้า

ตอนที่ 2 ของขวัญจากผู้หญิงแปลกหน้า

งานไว้อาลัยเงียบสงบ คงเพราะผู้คนกลับไปหมดแล้ว ผมเดินตรงไปยังพื้นที่สำหรับไว้กินอาหารพร้อมกับเธอ

ช่วงเวลาที่นั่งเผชิญหน้ากัน ผมคิดว่าเธอคงจะพูดปลอบโยนผม

“จำฉันไม่ได้เหรอคะ”

เป็นคำถามที่คาดไม่ถึง ใบหน้าของเธอจริงจัง

ผมค่อยๆ พิจารณาใบหน้าเธออย่างละเอียด แต่กลับนึกไม่ออก

“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ จำไม่ได้เลยว่าเราเคยเจอกันที่ไหน”

“คุณเคยช่วยชีวิตฉันไว้ไงคะ”

“ผมเหรอครับ”

“ที่สถานีรถไฟใต้ดินในคืนฝนตกน่ะค่ะ”

คำพูดของเธอทำให้ผมคิดถึงภาพภาพหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่รถไฟขบวนสุดท้ายกำลังจะหยุดวิ่ง มีคนตกลงไปบนรางรถไฟ

นึกถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าผมกระโดดลงไปบนรางรถไฟ

ในหัวผมคิดแค่ว่าต้องช่วยเธอให้ได้ ผมรวบรวมพลังทั้งหมดลากเธอให้พ้นจากรางรถไฟ ไม่นานเธอก็ตั้งสติได้ โชคดีที่ไม่ได้บาดเจ็บอะไร

แถมยังเกิดเรื่องประหลาดด้วย จู่ๆ เธอก็วิ่งหนีออกไปตรงประตูทางออกโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ไม่รู้ว่ามีอะไรที่พูดออกมาไม่ได้หรือเปล่า ผมทำได้แค่ยิ้มแห้งเท่านั้น

ผมลืมเรื่องนี้ไปสนิท

เป็นเรื่องที่ผ่านมานานกว่าสิบปีแล้ว

พอนึกเรื่องวันนั้น ใบหน้าของเธอก็ชัดเจนจนน่าแปลกใจ

เธอคือหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้

“ทำหน้าเหมือนจำได้แล้วเลยค่ะ”

“พอคุณบอก ผมก็นึกออกเลยครับ”

“ที่ฉันมาที่นี่ในวันนี้ไม่ได้มาเคารพศพอย่างเดียวค่ะ”

“งั้นคุณมาทำอะไรหรือครับ”

“ฉันอยากตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตฉันในวันนั้นค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

ผมปฏิเสธอย่างสุภาพ เธอหายไปทั้งที่ยังไม่ได้พูดขอบคุณกันด้วยซ้ำ พอจู่ๆ โผล่มาบอกว่าจะตอบแทนกัน ผมจึงรู้สึกสงสัยขึ้นมา

หญิงสาวแสดงสีหน้าว่าจะไม่ยอมถอยให้ ผมไม่อยากทะเลาะเรื่องเล็กน้อยในงานศพ

“ทำตัวตามสบายนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ”

ตอนนั้นเองที่เธอหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า เป็นหนังสือเก่ามาก ผมอ่านร่องรอยของกาลเวลาได้จากหน้าปกหนังสือ

“นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากฉันค่ะ”

“หนังสืออะไรหรือครับ”

ผมถามขึ้นหลังจากมองหน้าปกหนังสือ ผมอ่านชื่อหนังสือไม่ออก เป็นตัวอักษรที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต พอผมเตรียมจะเปิดหนังสือ เธอก็รีบโบกมืออย่างร้อนรนทันที

“ไว้ค่อยเปิดอ่านตอนอยู่คนเดียวนะคะ ขอร้องละค่ะ”

ผมทำตามที่เธอขอ อาจมีเงินซ่อนอยู่ และคงไม่ใช่เงินก้อนใหญ่

การพบปะกับคนแปลกหน้าก็จบลงเช่นนั้น

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ได้เวลาเดินทางไปยังสุสาน

“ด็อกมย็อง นอนพักสักหน่อยเถอะ”

แม่เตรียมพื้นที่พักผ่อนชั่วคราวให้ผม ครั้งนี้ผมไม่ได้ปฏิเสธ เพราะรู้สึกเพลียจัด

ผมเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ตรงพื้นมีผ้าห่มปูเอาไว้ แม่คงเตรียมไว้ล่วงหน้าให้ผมได้นอนอย่างเต็มที่ แต่พอล้มตัวลงนอนแล้วกลับไม่รู้สึกง่วงเลย

ภาพผู้หญิงที่มาเคารพศพยังไม่ออกไปจากหัวผม ตอนนั้นเราไม่ได้แลกเบอร์ติดต่อกันไว้ ผมอยากรู้ว่าเธอมาที่นี่ได้อย่างไร

หนังสือที่ให้มา แล้วบอกว่าอยากตอบแทนบุญคุณก็ดูน่าสงสัย ผมหยิบหนังสือในกระเป๋าออกมา ได้กลิ่นหอมวานิลลาเข้มข้น เอกลักษณ์ของหนังสือเก่า

“เงินเหรอ หรือจะไม่ใช่…”

ผมกางหนังสือออก มันแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ คล้ายเศษดิน เศษกระดาษแหลกละเอียดลอยฟุ้งกลางอากาศ ดูคล้ายหมอกควัน

ผมตกใจจนแทบจะลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง

ผมหลับตาลงแล้วค่อยๆ หลับไป

***

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาผมก็สะดุ้งตกใจ เข็มสั้นของนาฬิกาชี้ที่เลขสิบ แต่เวลาที่จะไปสุสานคือตอนเจ็ดโมง

ผมร้อนรนออกมาข้างนอก แต่กลับพบภาพที่ไม่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า

ตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่งานศพ

ผมยืนเหม่ออยู่ตรงลานหน้าบ้านแถบชนบท

ที่มั่นใจว่านี่คือบ้านของผมเพราะมีต้นพลับอยู่ในสวนหลังบ้าน

“ไอ้หนุ่มนี่นอนตื่นสายจริง”

พ่อบ่นเหมือนยามปกติ ผมวิ่งไปหาพ่อเหมือนถูกผีอำ

“พ่อครับ!”

ผมดึงพ่อเข้ามากอดทันที เป็นกอดแรกระหว่างพ่อกับลูก

ถึงตอนนี้ผมยังคิดว่านี่คือความฝัน

“นี่แกกินอะไรผิดมาหรือเปล่า”

พ่อค่อยๆ ถอยหนีเหมือนไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไร ตอนนั้นเองผมจึงได้รับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป

ไออุ่นกับการสัมผัสช่างสมจริง

ผมวิ่งไปส่องกระจกในห้องนั่งเล่น ผิวหนังเต่งตึง เส้นผมมันเงา ผมดูเด็กมาก

ผมดูปฏิทินทันที ตอนนี้คือเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2006 เป็นช่วงที่ผมกลับมาอยู่บ้านต่างจังหวัดหลังจบการศึกษาภาคเสริม [1]

ตอนนี้ผมอายุยี่สิบเจ็ดปี นี่เป็นช่วงสิบห้าปีที่แล้วนั่นเอง ไม่อยากเชื่อเลย ผมต้องพยายามค้นหาความจริง

เพราะนี่ไม่ใช่เวลาที่จะมัวตกใจอยู่แบบนี้

หลังจากนี้ห้าเดือน บริษัทการเกษตรที่พ่อสร้างขึ้นมาจะพังทลาย

ภาระหนี้สินวกกลับมาหาครอบครัวเรา และบ้านของเราก็จะล้มละลายจนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว

หลังจากนั้นครอบครัวเราจะใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากไปตลอด

“ด็อกมย็อง มากินข้าว”

ผมวิ่งไปยังโต๊ะอาหารตามเสียงเรียกของแม่ มีแต่ข้าวที่จะช่วยให้คิดออก

เป็นอาหารจานเด็ดฝีมือแม่ที่ไม่ได้กินมานาน พีบิมบับ [2] หม้อหินร้อนที่ผมชอบนั่นเอง

ผมคลุกข้าวกินพลางคิดวนไปวนมา

ความสัมพันธ์ของพ่อกับผมแตกหักหลังจากบริษัทการเกษตรของพ่อล้มละลาย ผมคิดว่าพ่อไร้ความสามารถจนทำให้ครอบครัวเราต้องพังพินาศ

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เริ่มอ่านข่าวการเกษตร พ่อคิดไม่ถึงว่าจะมีการเปิดการค้าเสรี ปัญหาจึงอยู่ที่การขยายธุรกิจอย่างเกินกำลังในสภาพนั้น

พ่อปิดบังเรื่องนั้นเอาไว้จนถึงช่วงเวลาที่โดนยึดทรัพย์สิน

พอมาคิดดูตอนนี้ แม้จะไม่มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ แต่ผมยังเกลียดช่วงเวลานั้นสุดๆ

ผมต้องหางานทำท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และงานที่ผมหาได้ตอนนั้นก็คือพนักงานบริษัทตัวแทนโฆษณา

ผมไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตเลียแข้งเลียขาพวกผู้ลงโฆษณา (สปอนเซอร์) อีกแล้ว

ตอนนั้นผมคิดว่าการทำงานหาเงินอยู่ในกรุงโซลคือหนทางที่ดีที่สุด แต่ตอนนี้ความรู้สึกผมกลับต่างออกไป

เพราะหลังจากบ้านเกิดมา ผมก็ยังกังวลไม่หาย

ผมอยากหาหนทางทำเงินร่วมกับครอบครัวที่บ้านเกิด

เผอิญว่านี่เป็นช่วงเข้าสู่ยุคออนไลน์พอดี ผมเริ่มคุ้นเคยกับการซื้อสินค้ามาขายในอินเทอร์เน็ตแล้ว

ผมมีประสบการณ์ขายสินค้าทุกอย่างแม้แต่ผลผลิตทางการเกษตรที่วางอยู่ในโซนอาหารของห้างสรรพสินค้า

‘เราจะเป็นเกษตรกรผู้ร่ำรวย!!!’

เมื่อคิดเช่นนั้น ผมก็นึกถึงผลิตผลพิเศษขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง นั่นก็คือลูกพลับแทบง สินค้าขึ้นชื่อของฮาดง

ไม่ใช่ลูกพลับสดแต่เป็นลูกพลับแห้งที่ผ่านการแปรรูป ช่วงนั้นยังไม่ใครคิดจะนำลูกพลับแทบงมาทำเป็นลูกพลับแห้ง

มันก็คุ้มที่จะลองสู้กันสักตั้ง!

เชิงอรรถ

[1] เป็นการศึกษาต่อหลังเรียนจบภาคปกติแล้ว เพื่อต่อยอดความรู้ นำไปเป็นใบเบิกทางตอนสมัครงาน
[2] หรือข้าวยำเกาหลี ประกอบด้วยข้าวสวย ไข่สด ผักปรุงรส เช่น ถั่วงอก ไชเท้า ผักโขม เห็ดหอม นำมาคลุกเคล้าซอสเผ็ดสไตล์เกาหลี นิยมเสิร์ฟในหม้อหินร้อนๆ

ในที่สุดด็อกมย็องก็ได้กลับมาหาครอบครัวแล้วว จากเออีมาเป็นเกษตรกร งานขายออนไลน์ปังๆ ต้องมาแล้วนะ!

+ + + + + + + +

ติดตามข่าวสารสำนักพิมพ์ได้ที่เพจ
Young Vibe Publishing

ตอนที่ 3 กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิด

ตอนที่ 3 กลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิด

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับผมค่อนข้างดี

ผมจำได้ว่าเคยพรวนดินในสวนกับพ่อ และสั่งจาจังมย็อน [1] มากินเป็นอาหารว่างด้วยกัน

เราอยู่กันแบบนั้นจนกระทั่งพ่อหมดตัว

พ่อไม่ได้มีพื้นเพเป็นคนต่างจังหวัด แต่ว่าเกิดที่โซลและใช้ชีวิตวัยรุ่นในเมืองหลวง

ทุกครั้งที่ถามถึงเรื่องในอดีตพ่อมักจะเลี่ยงตอบ

ผมเพิ่งมารู้ความจริงทีหลังว่าพ่อเกลียดเมืองหลวงมาก พ่อบอกว่าไม่อยากนึกถึงชีวิตยากจนในเมืองหลวงอีกแล้ว

พ่อยังมีความทรงจำเจ็บปวดที่ต้องทำงานในโรงงานในขณะที่เพื่อนได้ไปโรงเรียนด้วย

สำหรับพ่อแล้ว ต่างจังหวัดเป็นฐานให้ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยเฉพาะเมืองฮาดงที่อยู่ในอ้อมกอดของภูเขาชีรี [2] เป็นทำเลที่พ่อเลือกเพราะชอบภูเขา

“ครั้งนี้บย็องมุกก็ทำสำเร็จอีกแล้วนะ”

เป็นคำพูดที่คนในหมู่บ้านพูดทุกครั้งที่เจอหน้าพ่อ เรื่องจริงเลยละ ทุกอย่างที่พ่อทำเป็นไปด้วยดีเสมอ พืชผักทุกชนิดที่พ่อเริ่มปลูกในสวนครัวเล็กๆ ตั้งแต่ผักกาดแก้วไปจนถึงลูกพลับแทบงล้วนเปลี่ยนเป็นเงิน

ผมเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุข พ่อพูดอยู่บ่อยๆ ว่าคนในชนบทจะต้องเป็นคนรวย

ปรัชญาของพ่อคือเกษตรกรต้องอยู่ดีกินดีเสียก่อน จึงจะนำพาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายพ่อเลือกเสี่ยงเพื่อเป็นเกษตรกรผู้มั่งคั่ง กิจการค้าเนื้อฮันอู [3] แห่งภูเขาชีรีก็เป็นความฝันอย่างหนึ่งของท่านเช่นกัน

กิจการค้าเนื้อฮันอูต้องใช้เงินลงทุนตั้งต้นก้อนใหญ่ พ่อกู้กองทุนมาไม่พอ ก็เลยต้องไปขอยืมเงินส่วนตัวมาจากใครอีกหลายคน ต้นเหตุของหายนะคือการก่อตั้งบริษัทการเกษตรโดยพัวพันกับอุตสาหกรรมการแปรรูป

พอเกาหลีใต้เปิดตลาดเสรี บวกกับค่าอาหารสัตว์ขึ้นราคาพรวดพราด ความพยายามทั้งหมดที่พ่อสร้างมาก็ล้มครืนในชั่วพริบตา ปัญหาคือหนี้ที่เหลืออยู่บาน

รวมหนี้ทั้งหมดที่สะสมในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเกินห้าร้อยล้านวอน [4]

หลังจากติดป้ายโดนยึดทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็เข้ามาหาไม่หยุดหย่อน

ตอนนั้นความสัมพันธ์ของผมกับพ่อก็เริ่มบาดหมาง เดาไม่ออกเลยว่านับแต่นั้นมา ความรู้สึกของแม่ผู้ใช้ชีวิตเป็นคนกลางระหว่างผมกับพ่อเป็นอย่างไร

ที่สำคัญคือปัญหาไม่ได้จบลงแค่นั้น หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มีลมหนาวพัดผ่าน

พ่อแม่ผู้เหน็ดเหนื่อยจากหนี้สินต้องมาตั้งเต็นท์อยู่ในโรงเรือนพลาสติก และพ่อก็เป็นลมอยู่ในนั้น

พ่อเส้นเลือดในสมองแตก เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียด

ชีวิตบั้นปลายของพ่ออยู่ในสภาพน่าเวทนา เราต้องประหยัดค่ารักษาพยาบาลจนพ่อกลายเป็นอัมพาตครึ่งซีก

พ่อเกลียดตัวเองจนวันที่ตายจากไป

นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่อยากพบเจออีกแล้ว

***

ผมกินข้าวจนเกลี้ยงแล้วลุกจากที่นั่ง เวลานี้พ่อคงเลี้ยงวัวอยู่ที่คอกสัตว์

เป็นไปตามคาด พ่อกำลังเทอาหารสัตว์ใส่ราง

"เดี๋ยวผมให้เองครับ"

“ปล่อยเถอะ เดี๋ยวฉันทำเอง”

ทันทีที่ผมจับถุงอาหารสัตว์ พ่อก็จ้องผมเหมือนผมทำตัวแปลกไป

“เพราะมีแรงเหลือน่ะ อย่าสนใจไปเลยครับ”

จู่ๆ มาเล่นบทบาทลูกชายที่ดี ผมก็รู้สึกเขินตัวเองอยู่เหมือนกัน ผมเดินตามพ่อไป พลางคิดว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี

พ่อเดินให้อาหารรอบคอกวัว เราให้อาหารผสมสมุนไพรกับวัวตัวเมีย เพื่อที่พวกมันจะได้คลอดลูกวัวที่สุขภาพแข็งแรง

ในคอกมีวัวอยู่หลายสิบตัว

ตอนเริ่มกิจการค้าเนื้อฮันอู พ่อมั่นใจว่าจะไม่ล้มเหลวแน่นอน ถึงขั้นติดตั้งอุปกรณ์แปรรูป เพราะเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ

พอมาคิดดูตอนนี้ ถ้าจะไม่ให้กิจการล้มเหลว ก็ต้องทำงานระดับที่พ่อรับมือไหว พ่อควรเลือกงานที่ทำได้โดยไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน

นั่นเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ

แต่ตอนนี้เรื่องราวตรงกันข้าม ทุกอย่างเกินระดับที่พ่อจะจัดการได้ ใกล้จะถึงวันที่พายุถาโถมแล้ว

และผมคิดว่าพ่อน่าจะรับรู้วิกฤตินั้นแล้ว

ให้อาหารวัวเสร็จ พ่อดื่มน้ำเย็นในแก้ว และเหลือบมองผม

“แกต้องการเงินเหรอ”

พ่อถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“มีให้ผมมั้ยครับ”

พ่อควักกระเป๋าสตางค์ออกมาด้วยสีหน้าประมาณว่าเดาถูก

“ก็ว่าทำตัวแปลกๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว ที่แท้ก็อยากได้เงินสินะ จะเอาเท่าไหร่ล่ะ”

“สองร้อยล้านครับ”

ผมพูดทีเล่นทีจริง ถ้ามีเงินสองร้อยล้านวอนก็พอจะจัดการเรื่องเร่งด่วนได้ก่อน พ่อไม่เข้าใจความรู้สึกของผมจึงหยิบเงินออกจากกระเป๋า

“สองแสนพอมั้ย”

ผมยัดเงินกลับลงในกระเป๋าสตางค์ของพ่อ

“ทำไมล่ะ ไม่อยากได้เงินหรอกเหรอ”

“ผมไม่ได้ต้องการเงินครับ แค่อยากบอกเรื่องอาชีพน่ะครับ”

“อาชีพ?”

“ผมวางแผนว่าจะทำการเกษตรที่ชนบทครับ”

พ่อหน้าซีดลงทันทีที่ได้ยินคำว่าการเกษตร

พ่ออยากให้ลูกชายเป็นเกษตรกรเหมือนที่ตัวเองเลือกเส้นทางสายนี้

ปกติถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง พ่อต้องดีใจจนเนื้อเต้นไปแล้ว

แต่ปฏิกิริยาตอบโต้ในตอนนี้กลับเย็นชา

“ไหนว่าจะออกไปอยู่เมืองหลวงไง”

“ผมเปลี่ยนใจแล้ว ผมคิดว่าที่หมู่บ้านนี้มีความหวังเหมือนที่พ่อบอกเลยครับ”

“เป็นความคิดที่ดีนะ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมน่ะสิ”

“เพราะเราเป็นหนี้เหรอครับ”

“ฉันยังพอรับมือไหว ยังไม่ถึงขั้นล้มละลายทันทีหรอก”

พ่อพูดให้รวบรัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่พูดคำว่าล้มละลายออกมาแบบนี้ ก็หมายความว่าบ้านเราล้มละลายไปแล้วจริงๆ

“พ่อต้องคืนเงินสองร้อยล้านให้ได้ภายในห้าเดือนนี่นา ถ้าคืนไม่ทัน เราก็ต้องยกที่ดินทั้งแปลงให้คนอื่นไปน่ะสิครับ”

“แกรู้เรื่องนั้นได้ยังไง…”

ผมเพิ่งเคยเห็นสีหน้าตกใจขนาดนั้นเป็นครั้งแรก แต่จากนี้ไปมันคือชีวิตจริง

“พ่อก็รู้ดีนี่ ว่าอีกไม่นานราคาซื้อขายวัวมันจะต่ำลงเหมือนให้เปล่า”

พ่อพูดไม่ออก เหมือนกับเป็นคนทำความผิด การเปิดตลาดเสรีและการเพิ่มราคาอาหารสัตว์ไม่ใช่ความผิดของพ่อสักหน่อย

ผมอยากบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของพ่อ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

ผมมีสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก

“ผมว่าจะหาทางจัดการเรื่องของผมเอง ผมวางแผนเอาไว้แล้วด้วยครับ”

“แกคิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ”

“ผมตัดสินใจมาดีแล้วครับ ผมจะหาเงินมาช่วยโปะหนี้เอง มันเป็นเรื่องหนักหนาเกินที่พ่อจะแบกเอาไว้คนเดียว”

พ่อไม่ตอบโต้ในทันทีและครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ท่านมองฝูงวัวด้วยแววตาเศร้าๆ

“ถ้าแกจะช่วยกัน ฉันก็ดีใจ”

“ผมว่าถ้าเราปรึกษาแม่ด้วยก็คงจะดีครับ”

พ่อพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ตอนนี้พ่อผ่านจุดวิกฤตเล็กๆ มาแล้ว แม่ก็น่าจะตกใจเช่นกัน แต่มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเลือกอะไรได้

“เดี๋ยวคุยกันในครอบครัวตอนมื้อเย็นนะครับ”

พูดจบ ผมก็เดินออกมาจากคอกสัตว์

“ด็อกมย็อง”

พ่อเดินตามผมออกมา

“มีเรื่องอยากคุยต่อเหรอครับ”

ผมหันกลับไปมองหน้าพ่อ ตรงขอบตามีน้ำตาอยู่

“ขอบใจนะ”

ฟังดูเหมือนไม่ใช่คำที่พ่อพูดกับลูกชาย แต่เป็นคำที่ผู้ชายคนหนึ่งพูดกับผู้ชายอีกคน

“ผมจะเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวย คอยดูนะครับ”

พ่อยิ้มปลื้ม ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้เห็นรอยยิ้มของพ่อ

สิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุดเป็นอย่างแรกในช่วงที่ย้อนเวลากลับมาอดีต คือให้กำลังใจและเติมพลังให้พ่อ

เรื่องหนี้สิน ถ้าหาเงินมาใช้เขาได้ก็จบแล้ว แต่สุขภาพร่างกายที่เสียหายไป เราเรียกคืนกลับมาไม่ได้ง่ายๆ

ที่พ่อเส้นเลือดในสมองแตก ผมคิดว่าเป็นเพราะความรู้สึกสิ้นหวังฝังใจ

ผมอยากแบ่งเบาภาระพ่อบ้างแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม

เชิงอรรถ

[1] บะหมี่ดำสัญชาติเกาหลี เป็นเส้นบะหมี่ ผัดกับซอสที่ทำจากถั่วดำบด เนื้อสัตว์และผัก
[2] ภูเขาที่ทอดยาวผ่านจังหวัดช็อนลาเหนือ ช็อนลาใต้และคย็องซังใต้
[3] เนื้อวัวที่เลี้ยงในประเทศเกาหลีใต้ เป็นเนื้อชั้นเลิศที่มีราคาแพง
[4] ประมาณสิบสามล้านบาท

ปรัชญาของพ่อคือเกษตรกรต้องอยู่ดีกินดีเสียก่อน จึงจะนำพาให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

ชอบมาก จริง พูดถูกกก เอาเลยด็อกมย็อง เอาใจเชียร์ นายต้องทำได้ !

+ + + + + + + +

ติดตามข่าวสารสำนักพิมพ์ได้ที่เพจ
Young Vibe Publishing

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

0 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0
reaction icon 0

ความเห็น 1

  • Suzuki Chieko
    とても良さそうです
    19 มี.ค. เวลา 11.33 น.
ดูทั้งหมด