7 โรคที่พัดผ่านมากับสายลมหนาว

Mood of the Motherhood เผยแพร่ 21 ต.ค. 2562 เวลา 12.34 น. • Features

หลังจากที่ผ่านแดดผ่านฝนกันมานาน ในที่สุดกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้ออกมาประกาศว่าตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ถือว่าเดินทางเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วอย่างเต็มตัว

แต่ถึงอากาศจะยังไม่ค่อยหนาวเย็นเท่าไรนัก ช่วงรอยต่อระหว่างฤดูกาลนี่แหละที่ทำให้หลายคนต้องเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

M.O.M จึงรวบรวมโรคที่เด็กๆ มักเจ็บป่วยกันในช่วงฤดูหนาว เพื่อเป็นข้อมูลให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมตัวป้องกันและดูแลสุขภาพเจ้าตัวน้อยในหน้าหนาวนี้ไปด้วยกัน

1. โรคไข้หวัด

เกิดจาก: โรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสหลากหลายสายพันธุ์ แต่เชื้อที่ทำให้เป็นโรคนี้มากที่สุดคือเชื้อไรโนไวรัส เด็กมักจะได้รับเชื้อมาจากไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ หรือจากการได้รับละอองจากการไอจามของคนป่วยเข้าสู่ร่างกาย

อาการ: จะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้เล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่ความรุนแรงของโรคและความต้านทานของร่างกาย เด็กจะรู้สึกคันคอ มีอาการคัดจมูก มีนํ้ามูกใส ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก มีอาการไอแห้งหรือไอมีเสมหะเล็กน้อย จาม ปวดศีรษะ แต่อาการจะหายไปภายใน 7 วัน

วิธีป้องกัน: พยายามไม่คลุกคลีอยู่กับคนที่เป็นไข้หวัด หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่เต็มไปด้วยคนจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือตลาดสด และต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง

2. โรคไข้หวัดใหญ่

เกิดจาก: โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) และร่างกายได้รับเชื้อจากการหายใจ หรือสัมผัสละอองจากการไอ จามของผู้ที่มีเชื้อ

อาการ: มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีน้ำมูกใส ไอแห้ง และในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้มากกว่าผู้ใหญ่ สามารถหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

วิธีป้องกัน: ให้หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่และพยายามอยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเท ไม่แออัดไปด้วยผู้คน พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอยู่เสมอ ดูแลร่างกายให้อบอุ่น สวมใส่เสื้อกันหนาว ไม่อาบน้ำเย็นหรืออาบน้ำดึก

ปัจจุบันโรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้เด็กตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป

3. โรคปอดบวม

เกิดจาก: โรคนี้เกิดจากปอดติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา จากการสูดหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อปนอยู่หรือสำลักเชื้อจากทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร ถ้ายิ่งร่างกายอ่อนแอหรือกำลังป่วย ยิ่งเสี่ยงให้เกิดโรคปอดบวม

อาการ: พอปอดติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวมาที่เซลล์ปอด เพื่อทำลายเชื้อโรค เลยทำให้เซลล์ปอดบวมใหญ่ขึ้น พอเชื้อโรคถูกทำลายแล้ว ก็เกิดหนองหรือของเหลวท่วมขังอยู่ภายในถุงลมปอด ทำให้เกิดอาการไอ หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย

วิธีป้องกัน: ไม่ให้เด็กอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศเปียกชื้นเป็นเวลานาน พยายามทำตัวให้อบอุ่น สวมใส่เสื้อกันหนาว นอนห่มผ้าเสมอ ไม่ออกมาตากน้ำค้าง นอกจากนี้ไม่ควรให้เด็กน้อยกว่า 1 ปีใกล้ชิดกับผู้ป่วยปอดบวม

4. โรคอีสุกอีใส

เกิดจาก: โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) เป็นเชื้อกันที่ทำให้เกิดงูสวัด ติดต่อกันผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำหรือสัมผัสของใช้ที่เปื้อนตุ่มน้ำ เช่น ติดต่อผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองตุ่มน้ำผ่านเข้าทางจมูก

อาการ: เชื้อจะใช้ระยะฟักตัวในร่างกาย 10-20 วัน ถึงจะแสดงอาการเจ็บป่วยให้เห็น เริ่มมีไข้ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หลังจากนั้นมีผื่นแดงขึ้น แล้วเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสและคัน จะขึ้นเต็มตัวภายใน 4 วัน แล้วจะเป็นตุ่มหนอง แตกและตกสะเก็ดภายใน 1 สัปดาห์

วิธีป้องกัน: ไม่ควรให้เด็กอยู่ใกล้กับผู้ป่วยและหลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้ป่วย พยายามออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบห้าหมู่ นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

เด็กที่ไม่เคยเป็นมาก่อนสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป และฉีดกระตุ้นซ้ำได้อีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี

5. โรคหัด

เกิดจาก: โรคหัดเกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื่อ เชื้อไวรัสรูบิโอลา (Rubeola virus) พบในน้ำลายผู้ป่วยโรคหัด โรคนี้ติดต่อได้ง่ายและรวดเร็วมากผ่านการไอ จาม หายใจรดกัน ใช้สิ่งของร่วมกัน

อาการ: เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 7 วัน จะเริ่มมีอาการคล้ายหวัด มีไข้สูง 3-4 วัน กินยาลดไข้อย่างไรไข้ก็ไม่ลด แล้วหลังจากนั้นมีผื่นลักษณะจุดแดงๆ เท่าหัวเข็มหมุด ผื่นจะเริ่มขึ้นตามตีนผมและซอกคอ แล้วค่อยลามๆ เป็นยังบริเวณอื่น ผื่นจะใช้เวลาจางไป 2-3 วันนับจากวันแรกที่ผื่นขึ้น เปลี่ยนจากจุดสีแดงเป็นสีคล้ำ

วิธีป้องกัน: ฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ให้เด็กอายุ 9-12 เดือน ฉีดเพียงครั้งเดียวก็สามารถป้องกันโรคหัดได้ตลอดชีวิต และสามารถฉีดเพื่อกระตุ้นภูมิต้านทานได้อีกครั้งตอนอายุ 4-6 ปี

6. โรคหัดเยอรมัน

เกิดจาก: โรคหัดเยอรมันเกิดจากเชื้อไวรัสรูเบลล่า (Rubella Virus) พบตามสถานที่สถานที่เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

อาการ: เด็กจะมีต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณหลังหู ท้ายทอย แล้วจะมีไข้ รู้สึกปวดหัว พอวันที่สาม เริ่มมีผื่นแบนราบ ออกสีแดงชมพูจางๆ ขึ้นที่ใบหน้าแล้วลามไปทั่วตัวภายใน 24 ชั่วโมง แล้วจะหายไปเหมือนไม่เคยมีผื่นขึ้นมาก่อน

ในเด็กบางคนอาจจะมีแค่ผื่นขึ้นแต่ไม่มีไข้หรืออาการอย่างอื่นมาเป็นสัญญาณเตือนมาก่อนเลย

วิธีป้องกัน: เด็กๆ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน โดยเข็มแรกตอนอายุ 12-15 เดือนและเข็มต่อมาตอนอายุ 4-6 ขวบ

โรคนี้มักพบการระบาดในแหล่งที่มีผู้คนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน และติดเชื้อทางอากาศได้ ผ่านการสัมผัสละอองเชื้อโรคจากการไอ จามหรือสัมผัสน้ำมูกของผู้ติดเชื้อ หากไปสถานที่แออัด แนะนำให้ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันให้กับเด็กและเตือนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ

7. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

เกิดจาก: เด็กกินอาหารและดื่มน้ำที่มีเชื้อโรต้าไวรัส (Rotavirus) โนโรไวรัส (Norovirus) ซาโปรไวรัส (Sapovirus) อะดีโนไวรัส (Adenovirus) แอสโปรไวรัส (Asprovirus) จนเกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ยิ่งโรต้าไวรัส เป็นเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปาก แล้วลงไปที่กระเพาะอาหาร และแบ่งตัวที่ลำไส้ เด็กที่ติดเชื้อ นอกจากสูญเสียน้ำ แล้วยังสูญเสียสารสำคัญที่ช่วยลำไส้ดูดซึมอาหาร เด็กอายุ 1-3 ปี ที่ติดเชื้อโรต้าไวรัสอาจเสียชีวิตได้

อาการ: จะมีไข้และอาเจียนร่วมกัน และท้องเสียอย่างรุนแรง แต่จะหายไป 3-7 วัน หากท้องเสียโดยถ่ายเหลวเป็นระยะ 1-2 วัน มีกลิ่นเหม็นเน่า หรือพบอุจจาระเป็นมูกแต่ไม่มีเลือดปนประมาณ 5-7 วัน อาจเป็นโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากโรต้าไวรัส

วิธีป้องกัน: ดูแลเรื่องอาหารการกินของเด็ก ให้กินอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ถ่ายอุจจาระในที่ที่ถูกสุขลักษณะล้างมือหลังขับถ่ายทุกครั้ง รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของเล่นเด็กอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับเด็กอายุก่อน 4 ปีสามารถฉีดวัคซีนเพื่อช่วยลดเกิดโรคอุจจาระร่วงรุนแรงได้

อ้างอิง

โรงพยาบาลพญาไท

โรงพยาบาลบางโพ

โรงพยาบาลศิครินทร์

โรงพยาบาลเวชธานี

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10

สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส)

สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย

สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่

กระทรวงสาธารณสุข

Bangkokhealth

Voicetv

Babylove

ดูข่าวต้นฉบับ