5 หุ้นโรงไฟฟ้ามาร์แก็ตแคปสูงสุด จับตาไตรมาส 2 ผลงานโตต่อ

Wealthy Thai อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 08.01 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 08.02 น. • wealthythai
5 หุ้นโรงไฟฟ้ามาร์แก็ตแคปสูงสุด จับตาไตรมาส 2 ผลงานโตต่อ
ในช่วงที่มีวิกฤติต่างๆ เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนึ่งในหุ้นที่นักวิเคราะห์ต่างยกเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี นั่นคือกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะว่า มีรายได้ที่แน่นนอน ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมองว่าบางหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ มีความมั่นคงสูง

ในช่วงที่มีวิกฤติต่างๆ เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนึ่งในหุ้นที่นักวิเคราะห์ต่างยกเป็นหลุมหลบภัยชั้นดี นั่นคือกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะว่ามีรายได้ที่แน่นอน ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมองว่าบางหลักทรัพย์ในกลุ่มนี้ มีความมั่นคงสูง

 

ดังนั้นวันนี้เราจึงหยิบยกหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์แก็ตแคป) สูงสุด 5 อันดับ ประกอบด้วย อันดับ 1 คือ GULF ตามด้วยอันดับ 2 คือ GPSC อันดับ 3 คือ EA อันดับ 4 คือ EGCO และอันดับ 5 คือ BGRIM ซึ่งผลประกอบการไตรมาส 1/2563 จะเป็นอย่างไรกันบ้าง และนับจากนี้ทิศทางจะเป็นอย่างไรโพสต์นี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว

 

จากการสำรวจข้อมมูลพบว่า GULF และ EGCO ผลประกอบการไตรมาส 1/2563 มีผลขาดทุนด้วยกันทั้งคู่ โดยได้รับแรงกดดันมาจาก อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง GULF รับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นรวมจำนวน 1,338 ล้านบาท จากไตรมาส 1 ปี 2562 ที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 436 ล้านบาท ซึ่งแต่ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของกลุ่มบริษัทแต่อย่างใด

 

เช่นเดียวกับ EGCO มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 3,098 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 712 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวม 9,967 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และได้รับผลกระทบจากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงินตามาตรฐานบัญชีใหม่ 357 ล้านบาท

 

ส่วน BGRIM มีกำไรสุทธิลดลงสูงถึง 85% ก็ได้รับผลกระทบค่าเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่ไม่กระทบกระแสเงินสด เป็นสาเหตุหลักทำให้กำไรสุทธิจากอยู่ในระดับดังกล่าว ทางด้าน GPSC ไตรมาส 1/2563 มีกำไรสุทธิเติบโตมากสุดที่ 68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการรับรู้ผลประกอบการจากบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด มหาชน (GLOW) เต็มไตรมาสจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้รายได้เพียง 18 วัน

 

และสุดท้าย EA ที่ยังโชว์ผลประกอบการได้อย่างโดดเด่นมีกำไรสุทธิเติบโต 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม กำลังการผลิตรวม 664 เมกะวัตต์ รวมทั้งรายได้จากธุรกิจไบโอดีเซลมีการเติบโตที่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 120%

 

เมื่อเข้าไปสำรวจตัวเลข EBITDA หรือที่เรียกกันว่า กำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย พบว่า EBITDA ของหุ้นดังกล่าว ยังมีอัตราการเติบโตที่ดี มีเพียง GULF ที่มีตัวเลข EBITDA ลดลงสูงถึง 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในส่วนของกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 925 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เทียบกับไตรมาส 4/2562 และเพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

 GULF ไตรมาส 2 เข้าไฮซีซั่น IPP

             

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แนวโน้มไตรมาส 2/2563 มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 1 เพราะเข้าช่วง High season ของโรงไฟฟ้า IPP ส่วนประเด็น COVID-19 ประเมินส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจำกัด ทั้งจากนโยบายภาครัฐลดค่าไฟฟ้า 3% (3 เดือน) และปริมาณการใช้ไฟฟ้าจาก IU ลดลงในช่วงดังกล่าว เนื่องจากสัดส่วนรายได้จาก IU ของบริษัทมีเพียง 10% เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ส่วนรายได้ที่เหลือกว่า 90% เป็นรายได้ที่อิงจากค่าความพร้อมจ่ายตามสัญญากับภาครัฐ

 

GPSC ไตรมาส 2 ทรงตัว

             

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ทิศทางกำไรไตรมาส 2/2563 ทรงตัวจากไตรมาส 1 แม้ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มลดลงจากผลกระทบของ COVID-19 แต่ลูกค้ากลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมีได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด, เป็นช่วง High season ของ IPP และต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ที่ 6.6 พันล้านบาท เติบโต 62% จากปี 62

 

EA กำไรโตต่อไม่หยุด

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 2/2563 คาดชะลอลงจากไตรมาส 1 แต่เติบโตเมื่อเทียบไตรมาส 2/2562 เนื่องจากเป็นช่วง High season ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสัดส่วนกำลังผลิตคิดเป็น 42% (278MW) ของกำลังการผลิตทั้งหมด และการเริ่มรับรู้รายได้จากหน่วยธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่าง Bio – PCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2563 เป็นต้นไป แต่ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการ Lockdown เพื่อป้องกันการระบาดของ COVID – 19 ทำให้ Demand ของหน่วยธุรกิจ B100 ลดลง

 

EGCO ไตรมาส 2 ไม่มีผลขาดทุนค่าเงิน

 

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2563 จะดีขึ้น เนื่องจากไม่มีผลขาดทุนจากค่าเงิน แต่การดำเนินงานจะคงที่จากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในประเทศและที่ฟิลิปปินส์จะดีขึ้น ส่วนการดำเนินงานที่ Paju จะเข้าสู่ช่วง Low season แทนเนื่องจากสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น

 

BGRIM มีลุ้นไตรมาส 2 โต

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2563 จะเติบโตต่อได้จากไตรมาส 1 จาก 1.เข้าสู่ High season โซลาร์ที่เวียดนาม 2.ลูกค้า lU ใหม่ 14 MW ที่ทยอยเข้ามาในไตรมาส 2 ขณะที่ EGAT จะซื้อไฟกับ SPP มากขึ้นเพื่อชดเชยไตรมาส 1 ที่ปิดซ่อมสายส่ง 3.ต้นทุนขายลดลงจากค่าซ่อมบำรุงที่ลดลง เพราะ BGRlM ไม่มีแผนปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในไตรมาส 2 เทียบกับไตรมาส 1 ที่ซ่อมบางโรง รวมถึงราคาก๊าซฯที่ลดลง 4.รับรู้โรงไฟฟ้า SPP อ่างทอง 86 Mwe เต็มไตรมาส (ซื้อเมื่อ 17 มี.ค.) ส่วนกำไรสุทธิหากค่าเงินบาท/สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นจากไตรมาส 1/2563 เช่นปัจจุบัน จะทำให้พลิกกลับมาเป็น Uerealized Fx Gain ได้

 

ดูข่าวต้นฉบับ