5 ทัศนคติที่จะช่วยให้คุณทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

HealthyLiving อัพเดต 18 ก.ย 2562 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2562 เวลา 00.00 น. • Healthy Living
thumb_expert pat.jpg

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนอยากเห็นตัวเองก้าวหน้า และตัวชี้วัดความก้าวหน้าคือ เงินเดือน และตำแหน่งหน้าที่การงาน การทำงานในองค์กรทุกองค์กร โครงสร้างองค์กรจะมีรูปทรงเป็นปิรามิด คือเจ้าของหรือผู้บริหารจะอยู่ตรงจุดสูงสุดของสามเหลี่ยมคือมีคนเดียว ตำแหน่งก็แล้วแต่บริษัท อาจเรียก ซีอีโอ แมนเนจจิ้งไดเร็กเตอร์ เจเนอรัลแมเนเจอร์ มีหน้าที่ดูแลกำไรขาดทุนของบริษัท  นั่นหมายถึงการบริหารทีมงานเพื่อให้บรรลุในเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้นผู้บริหารก็จะมีทีมบริหารในแต่ละฝ่ายหรือแผนกที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรตามลำดับ องค์กรที่มีขนาดใหญ่ พนักงานเป็นพันก็จะมีการทำงานที่ต่างกับองค์กรขนาดเล็ก พนักงานเป็นร้อยหรือเป็นสิบ วัฒนธรรมองค์กรก็ย่อมจะแตกต่างกัน เช่น องค์กรใหญ่ก็จะมีพิธีรีตองมากกว่า การเข้าถึงผู้บริหารให้รู้จัก ยอมรับก็จะมีโอกาสน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำงานในองค์กรใหญ่แล้วจะไม่สามารถทำให้ผู้บริหารเห็นผลงาน  ไม่ว่าองค์กรใหญ่หรือเล็ก วัฒนธรรมในองค์กรจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่สำคัญเท่าเราทำงานอย่างไร หากเคยได้ยินว่า “ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน” เป็นคำพูดที่ไม่ผิดเลย ผู้บริหารอาจไม่รู้จักเราแต่หากมองเห็นและชื่นชมในผลงาน ผลงานนั้นจะพาผู้บริหารมารู้จักเราเอง ถ้างั้นทำไงที่จะให้มีผลงานแล้วผู้บริหารรู้จัก 1. ทำงานราวกับเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ใช่แค่ผู้รับเงินเดือน แปลว่าเห็นแก่ประโยชน์ของบริษัทเป็นสำคัญ ในกรณีนี้ไม่ได้หมายถึงการเอาเปรียบลูกค้าแต่อย่างใด ในทางกลับกันคือหาแนวทางทำงานที่ลูกค้าจะรักองค์กรมากขึ้น สร้างมูลค่าให้กับองค์กรทำให้ลูกค้าอยากเลือกองค์กรเรามากกว่าคู่แข่ง 2. ตั้งใจทำหน้าที่ตนให้ดีที่สุด มีความรับผิดชอบในงานของตนอย่างเต็มที่ รู้จริง รู้รอบในงานตน ถามอะไรตอบได้ การทำหน้าที่ให้ดีที่สุดหมายรวมถึงหารทำงานเป็นทีม มีใจพร้อมช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทร่วมกัน เพราะการทำงานให้สำเร็จในหนึ่งโครงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่ายที่จะทำให้บรรลุเป้าประสงค์ร่วมกัน 3. มีทัศนคติบวก คนที่มากความสามารถและเป็นที่ไว้ใจของหัวหน้าหรือผู้บริหาร มักจะได้รับมอบหมายให้ทำงานมากตามความสามารถ จงดีใจกับความไว้วางใจเหล่านั้นเพราะนั่นหมายถึงอนาคตที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน อย่าให้ความคิดลบที่ว่า “อะไรๆก็มาลงที่ฉัน” มาเป็นอุปสรรคในการทำในสิ่งที่ได้รับความไว้วางใจ 4. ทำงานด้วยใจ ใช้ใจ ใส่ใจในสิ่งที่ทำ เพราะหากเรามีใจ เราจะสามารถแก้ไขได้ในทุกปัญหา ใจจะทำให้เรามองเห็นต้นตอปัญหาและนำพาไปสู่ทางแก้ ตัวอย่างง่ายๆ การแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียน หากเพียงแค่เราใส่ใจ ฟังผู้ร้องเรียน เราจะเข้าใจว่าผู้ร้องเรียนโกรธเรื่องอะไร เอาใจเราไปใส่ใจเขาเราจะเข้าใจที่มาของเรื่องนั้นๆ การตั้งใจฟังนั้นจะได้ใจจากผู้ร้องเรียนในทันที เพราะผู้ร้องเรียนเริ่มรู้สึกว่ามีคนได้ยิน เข้าใจและพร้อมช่วยเหลือ การแก้ปัญหาก็จะง่ายขึ้น 5. ไม่คาดหวัง ทำงานให้เต็มที่โดยไม่คาดหวังว่าผู้บริหารจะรู้จักหรือไม่ หัวหน้าจะชื่นชมหรือไม่ เพราะการทำงานอย่างมีความคาดหวังจะทำให้เราทุกข์มากกว่าสุข เพราะทุกครั้งที่ทำจะรอคอยว่าจะมีใครเห็นสิ่งที่ทำหรือไม่ จะมีคนชมหรือเปล่า ใจก็จะท้อถอยหากไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่หวัง และเมื่อทุกข์เพราะไม่ได้อย่างหวัง ผลงานที่ได้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี การเอาใจไปผูกกับสิ่งที่เราเองควบคุมไม่ได้จะนำมาซึ่งความทุกข์ หากทำได้ทั้ง 5 ข้อ ผู้กระทำจะมีความสุขใจในการทำงานเพราะทำงานด้วยใจ และทำโดยไม่คาดหวัง แต่มุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำอย่างดีที่สุดราวกับเป็นเจ้าของเอง แค่นี้คุณค่าก็อยู่ในตัวเราเองโดยไม่ต้องมีใครมายกย่อง แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่ทำ ใจที่ใส่ลงไปย่อมมีคนเห็นแน่นอน ผลเกิดจากเหตุ และถ้าเราสร้างเหตุที่ดี ยังไงผลต้องดี หลักการเป็นเช่นนั้น โดย พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้า อลิอันซ์ อยุธยา  

ดูข่าวต้นฉบับ