4 วิธีรับมือเมื่อลูกร้องไห้อาละวาด (Temper Tantrums)

Mood of the Motherhood อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 15.36 น. • Features

อาการ Temper Tantrums คืออาการที่เด็กแสดงพฤติกรรมร้องไห้ งอแง ถึงขั้นลงไปชักดิ้นชักงอที่พื้น กรีดร้อง ก้าวร้าว ตบตีทำร้ายคนอื่นรวมถึงตัวเอง และบางครั้งอาการก็หนักถึงขั้นอาเจียนร่วมด้วย และจะเกิดขึ้นในเวลาที่เด็กไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ โกรธ ผิดหวัง หรือเสียใจมาก

คุณพ่อคุณแม่เมื่อเห็นลูกมีอาการเช่นนี้ก็คงไม่สบายใจนัก บางครั้งไม่รู้จะรับมืออย่างไรก็เผลอใช้วิธีตามใจให้จบเรื่องบ้างล่ะ หรือต่อว่าและลงโทษลูกอย่างรุนแรงบ้างล่ะ

แต่ความจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรจะรับมือกับอาการ Temper Tantrums ของลูกอย่างไรดี เรามีคำตอบค่ะ

1. สงบสติอารมณ์ตัวเอง

การรับมือ Temper Tantrums ของลูกด้วยอารมณ์โกรธของคุณพ่อคุณแม่เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดอาละวาดแล้วยังทำให้สถานการณ์และจิตใจของลูกย่ำแย่ลงไปอีก

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ค่อยๆ พูดกับลูกด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นแต่หนักแน่น และการไม่แสดงอารมณ์โมโหร้ายไปตามอารมณ์และพฤติกรรมของลูก จะทำให้ลูกเรียนรู้ได้ว่าพฤติกรรมของเขาไม่สามารถต่อรองหรือเปลี่ยนใจคุณพ่อคุณแม่ได้

2. แสดงออกว่าคุณรับรู้และเข้าใจความรู้สึกของลูก

อาการ Temper Tantrums ของลูกนั้นย่อมมีสาเหตุและที่มาที่ไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการของลูกได้ด้วยการแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ พูดกับลูกด้วยน้ำเสียงและท่าทีใจเย็น ลองบอกลูกว่า คุณเข้าใจว่าทำไมเขาถึงโกรธหรือไม่พอใจ เช่น แม่เข้าใจว่าหนูเสียใจใช่ไหมคะที่ไม่ได้ของเล่นชิ้นนี้ การพูดในลักษณะนี้จะทำให้ลูกเข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น

3. รอลูกให้ใจเย็นโดยไม่หนีไปไหน

สิ่งสำคัญเมื่อลูกมีอาการ Temper Tantrums คือการรออยู่ใกล้ๆ ไม่หนีหรือทิ้งให้ลูกต้องเผชิญสถานการณ์นั้นคนเดียว หลังจากปลอบหรือพยายามพูดคุยกับลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่เพียงแค่รออย่างใจเย็นอยู่ในบริเวณที่มองเห็นลูกได้ เพื่อให้ลูกได้มีเวลาสงบสติอารมณ์ตัวเองได้

4. หากจำเป็นให้พาลูกออกจากจุดเกิดเหตุ

ถ้าลูกมีอาการร้องไห้งอแงหรืออาละวาดในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือสวนสาธารณะที่มีคนอื่นอยู่เป็นจำนวนมาก  คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาลูกออกจากบริเวณนั้นเพื่อพาลูกไปสงบสติอารมณ์ในที่ที่ไม่รบกวนคนอื่น

อ้างอิง

raisingchildren

kidshealth

ดูข่าวต้นฉบับ