4 วิธีป้องกัน “หวัดหน้าหนาว”

Motherhood.co.th เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2562 เวลา 19.50 น. • Motherhood.co.th Blog
4 วิธีป้องกัน “หวัดหน้าหนาว”

4 วิธีป้องกัน "หวัดหน้าหนาว"

และแล้วประเทศไทยก็มีหน้าหนาวจริงจังกับเขาเสียที แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่ามันจะหนาวได้สักกี่วันก็ตาม แต่อากาศเย็นลงแบบนี้ เด็ก ๆ อาจจะเป็น "หวัดหน้าหนาว" ได้เหมือนกันนะคะ วันนี้ Motherhood เลยพามาดูวิธีที่จะป้องกันอาการหวัดไม่ให้เกิดขึ้นกับลูกน้อยของเรากัน

ทำไมเด็ก ๆ ถึงเป็นเหมือนแม่เหล็กดูดเชื้อหวัด

โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบมักจะป่วยเป็นหวัด 6-8 ครั้งต่อปี เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ที่เผชิญกับไวรัสครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขายังไม่สามารถฆ่าพวกเชื้อโรคได้ไวพอหากเด็กต้องเผชิญกับเชื้อโรคอีกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากเด็ก ๆ ไม่กังวลว่าตัวเองกำลังมีอาการน้ำมูกไหล ไวรัสจึงมีแนวโน้มที่จะติดต่อกันผ่านทางมือ เสื้อผ้า และของเล่น ซึ่งเชื้อโรคนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลา 30 นาที เมื่อเด็กอีกคนแตะต้องของเล่นที่มีเชื้อแล้วนำมือไปถูจมูกหรือดวงตาของตนเอง เด็กคนนั้นก็สามารถเป็นหวัดได้

อย่างไรก็ตาม การเป็นหวัดในช่วงที่อายุยังน้อยสามารถปกป้องตัวเด็กเองได้ในภายหลัง นักวิจัยพบว่าเด็กที่เป็นหวัดบ่อยครั้งในวัยอนุบาลมีโอกาสเป็นหวัดน้อยลงในช่วงปีการศึกษาต่อ ๆ ไป น่าจะเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาเรียนรู้ที่จะรับรู้และต่อสู้กับเชื้อโรค และจากการศึกษาของประเทศเยอรมันพบว่า เด็กทารกที่เป็นหวัดมากกว่าหนึ่งครั้งก่อนที่จะมีอายุครบขวบปีมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดน้อยกว่าเมื่อเขามีอายุ 7 ขวบ

เด็กต่ำกว่า 3 ขวบ ป่วยเป็นหวัดหลายครั้งต่อปีเป็นเรื่องปกติ

ตรวจสอบอาการ

โดยทั่วไปโรคหวัดมักใช้เวลา 6 ถึง 14 วัน เป็นระยะเวลาที่นานกว่าที่พ่อแม่หลายคนคิดว่าควรจะเป็น เชื้อจะติดต่อกันได้มากที่สุดในช่วงสามวันแรกของอาการ แต่เรายังสามารถเป็นหวัดได้จากคนที่มีอาการนี้เป็นเวลาสองสัปดาห์

อาการเจ็บคอ

นานแค่ไหน: เป็นสัญญาณแรกของอาการหวัด จะมีอาการอยู่ประมาณ 5 ถึง 9 วัน

อาการน้ำมูกไหล

นานแค่ไหน: เริ่มต้นในวันที่ 2 หรือ 3 กินระยะเวลา 10 วันใน 30 เปอร์เซ็นต์ของเด็ก และกินเวลา 14 วันใน 20 เปอร์เซ็นต์ของเด็ก

อาการไอ

นานแค่ไหน: เริ่มที่ครึ่งทางของการเป็นหวัด และจะยังอยู่ต่อเนื่องนานถึงสามสัปดาห์

อาการไข้

นานแค่ไหน: เด็กครึ่งหนึ่งมีอุณหภูมิ 38.3-39.4 องศาเซลเซียส ในสองหรือสามวันแรก ควรโทรหากุมารแพทย์หากลูกมีไข้นานขึ้น

 4 กลยุทธ์ป้องกันหวัดหน้าหนาว

1. ล้างมือให้สะอาด

ทฤษฎีรองรับ: วิธีที่ง่ายที่สุดในการเป็นหวัดคือการติดเชื้อไวรัสผ่านทางมือแล้วนำมือไปสัมผัสกับจมูกหรือดวงตา

ต้องทำอย่างไร?: ควรล้างด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 30 วินาที "เจลฆ่าเชื้อที่ใช้แอลกอฮอล์มีประสิทธิภาพเท่า ๆ กัน" โดนัลด์ โกลด์แมน ผู้อำนวยการด้านการควบคุมการติดเชื้อและการปรับปรุงคุณภาพที่โรงพยาบาลเด็กในบอสตันกล่าว ในความเป็นจริงนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียพบว่าเด็กที่ใช้เจลทำความสะอาดมือเป็นประจำจะมีการขาดเรียนน้อยกว่าโรงเรียนถึง 50 เปอร์เซ็นต์

สอนให้ลูกปิดปากทุกครั้งเมื่อจามหรือไอ

2. ปิดปากเมื่อจาม

ทฤษฎีรองรับ: เชื้อโรคหวัดหลายล้านตัวถูกขับออกมาในอากาศทุกครั้งที่เราจาม

ต้องทำอย่างไร?: น่าแปลกใจที่ไวรัสหวัดไม่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในอากาศเว้นแต่ว่ามีบางคนจามลงบนใบหน้าของเรา ในความเป็นจริงเราไม่น่าจะเป็นหวัดในห้องรอแพทย์หรือบนเครื่องบิน ถึงกระนั้นมันก็ค่อนข้างเป็นการป้องกันที่ดีและดูสุภาพมากขึ้น เมื่อมีการจามลงหลังมือหรือใช้ทิชชูบังไว้

3. ทำร่างกายให้อุ่นในหน้าหนาว

ทฤษฎีรองรับ: เราสามารถเป็นหวัดได้เมื่อร่างกายเราเย็น

ต้องทำอย่างไร?: แต่งตัวให้ลูกอบอุ่นขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลง แต่การใส่แจ็คเก็ตไม่ได้ทำให้เขาห่างไกลจากอาการป่วย มีนักวิจัยทำการทดลองโดยการทำให้คนเปียกและหนาว จากนั้นให้ติดเชื้อไวรัส เพื่อดูว่าพวกเขาจะป่วยได้มากกว่าคนที่ร่างกายยังอบอุ่นดีหรือไม่ แม้ว่ากลุ่มที่ติดหวัดจะรู้สึกไม่ค่อยสบาย พวกเขาก็ป่วยในอัตราที่ไม่ต่างกัน

4. ไม่หอมกันในช่วงป่วย

ทฤษฎีรองรับ: เชื้อโรคหวัดจากปากของคุณสามารถติดเชื้อถึงลูกได้

ต้องทำอย่างไร?: "การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการหอมหรือจูบไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการส่งไวรัสหวัด อาจเป็นเพราะคุณจำเป็นต้องเอามันเข้าไปในดวงตาหรือจมูกของเพื่อที่จะติดเชื้อและป่วย" ดร. โกลด์แมนน์กล่าว อย่างไรก็ตามเชื้อโรคบางชนิดสามารถแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพจากการหอมหรือจูบ เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการคออักเสบ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการหอมหรือจูบลูกในช่วงที่คุณป่วย และระวังไม่ให้ผู้อื่นมาหอมลูกพร่ำเพรื่อ

คำเตือนเรื่องยา

ตามสถาบักุมารเวชศาสตร์ศึกษาอเมริกันได้ว่าไว้ ยาแก้หวัดแก้ไอบางชนิดตามร้านขายยานั้นไม่เหมาะที่จะใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะอาจเกิดอาการแทรกซ้อนได้ เช่น การใช้ยาแอสไพรินในเด็กอายุน้อย ในบางกรณีแพทย์เห็นเด็กที่มีปฏิกิริยาอย่างมีนัยสำคัญกับตัวยาดังกล่าว เหล่านี้สามารถก่อให้เกิดความปั่นป่วน ความหงุดหงิด และภาพหลอน ทั้ง pseudoephedrine (ยาหดหลอดเลือด) และ dextromethorphan (ยาระงับอาการไอ) สามารถทำให้เกิดการรบกวนการเต้นของหัวใจและเกิดความปั่นป่วน นอกจากนี้การศึกษาบางอย่างพบว่าผลิตภัณฑ์ยาเหล่านี้ไม่ได้บรรเทาอาการในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจสอบกับแพทย์หากลูกของคุณมีอายุมากกว่า 6 ขวบ

การซื้อยากินเองไม่ใช่เรื่องดี ควรปรึกษากุมารแพทย์เท่านั้น

หายเร็วขึ้นไปอีก

  • ตัวยา acetaminophen เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการบรรเทาอาการปวดปวดและไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดร. โกลด์แมนน์กล่าว หากลูกของคุณมีไข้อย่าลังเลที่จะโทรปรึกษาแพทย์
  • ในซุปไก่ร้อน ๆ มีสารต้านการอักเสบที่อาจบรรเทาอาการหวัดตามที่นักวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยเนบราสก้า ในโอมาฮา และซุปก็เป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยป้องกันเด็ก ๆ จากการขาดน้ำ เด็ก ๆ จะรู้สึกดีขึ้นที่อาการเจ็บคอ และเด็กส่วนใหญ่ชอบรสชาติของมัน
  • หากต้องการคลายอาการคัดจมูกของทารกหรือเด็กวัยหัดเดินก่อนนอน ให้หยดน้ำเกลือหนึ่งหยดลงในรูจมูกแต่ละข้าง จากนั้นดูดออกด้วยไซริงก์ฉีดยา
  • คุณอาจวางเครื่องทำความชื้นไว้ใกล้เตียงลูกเพื่อให้จมูกของเขาชุ่มชื้นได้ และต้องทำความสะอาดเครื่องทุกวันเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของแบคทีเรียหรือเชื้อรา

เรื่องลึกลับเกี่ยวกับหวัดหน้าหนาว

ตำนานที่ผู้คนส่งต่อกันมาอย่างดันทุรัง 3 เรื่องเกี่ยวกับโรคหวัดนี้ล้วนไม่เป็นความจริง

#1 ตำนานเรื่องยาแก้อักเสบช่วยเอาชนะหวัด: เนื่องจากโรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะซึ่งฆ่าเฉพาะเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น

#2 ตำนานน้ำมูกเขียวอี๋คือการติดเชื้อที่ไซนัส: โดยทั่วไปโรคหวัดจะมีระยะที่สารคัดหลังในจมูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว

#3 ตำนานห้ามปล่อยให้มีอาการไอ: การไอแท้จริงแล้วเป็นกลไกป้องกันที่ช่วยล้างเมือกออกจากทางเดินหายใจของลูก หลีกเลี่ยงการให้ยาระงับอาการไอเว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยเฉพาะ

#4 ตำนานสมุนไพร วิตามิน และแร่ธาตุ ช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ: นักวิจัยได้ทำการทดสอบวิตามินซี อีชินาเซีย และสังกะสีอย่างจริงจัง ตามมาด้วยผลลัพธ์ที่น่าผิดหวัง จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าเด็กบางคนที่รับประทานสังกะสีมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย และพบการระคายเคืองที่ลำคอ

ไม่ว่าอากาศในเมืองไทยจะยังหนาวกันต่อไป หรือค่อย ๆ กลับมาร้อนขึ้น การป้องกันไม่ให้ลูกติดเชื้อหวัดนั้นยังคงมีความสำคัญอยู่นะคะ และทุกครั้งที่ปรึกษาแพทย์ก็ต้องทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดด้วย

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ