โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Blue Zone Living สูตรการใช้ชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและอายุยืนยาว

นิตยสารคิด

อัพเดต 28 ก.ย 2564 เวลา 07.25 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2564 เวลา 07.25 น.
Blue-Zone-Living-cover

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันการระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้ผู้คนหันมามองเรื่องสุขภาพและการใช้ชีวิตในมุมมองใหม่ การมีความเป็นอยู่ที่ดี สุขภาพดี อายุยืนยาว สูงวัยอย่างมีคุณภาพและมีความสุข จึงอาจเป็นเป้าหมายใหม่ในชีวิตของใครหลาย ๆ คน

เราสามารถค้นหาแรงบันดาลใจสำหรับการใช้ชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีและอายุยืนยาวนี้ได้จาก “Blue Zones” ซึ่งประกอบด้วย 5 โซนในต่างพิกัดของโลก ซึ่งแม้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ก็คล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่า ประชากรล้วนมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรง

คำว่า “Blue Zones” ปรากฏเป็นครั้งแรกในบทความ “The Secrets of a Long Life” ของแดน บิวต์เนอร์ (Dan Buettner) ให้นิตยสาร National Geographic ในปี 2005 และเขายังเป็นผู้เขียนหนังสือขายดี The Blue Zones: 9 Lessons for Living Longer from the People Who've Lived the Longest บิวต์เนอร์กล่าวว่า “Blue Zones” คือโซนที่มีสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่ทำให้ผู้คนมีอายุยืนมากกว่าผู้คนทั่วโลกโดยเฉลี่ยทั่วไป คืออย่างน้อยอยู่ที่ 90 ปี และมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 100 ปีในปริมาณสูง ประกอบด้วย 5 โซน ได้แก่ 1. โอกินาวา ญี่ปุ่น (Okinawa, Japan) 2. ซาร์ดิเนีย อิตาลี (Sardinia, Italy) 3. นิโคยา คอสตาริกา (Nicoya, Costa Rica) 4. อิคาเรีย กรีซ (Icaria, Greece) 5. กลุ่มคริสเตียนเซเวนต์เดย์แอดเวนติสต์ในเมืองโลมาลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา (Seventh-Day Adventists, Loma Linda, California, USA)

©bluespiritcostarica.com

มาร่วมเดินทางสู่โร้ดแม็ปใหม่ของชีวิต ด้วยการเรียนรู้เคล็ดลับจากผู้คนที่อาศัยใน 5 โซนนี้ และนำมาปรับใช้กับไลฟ์สไตล์ของเราไปด้วยกัน

1. ออกกำลังกายเป็นประจำ
งานวิจัยเผยว่าชาว Blue Zones ออกกำลังกายเป็นประจำ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการไปออกกำลังกายในยิม แต่เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลาควบคู่กับการทำงานในชีวิตประจำวัน อาจเพราะผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะหมู่เกาะ ภูเขา ทะเล ที่ช่วยผลักดันให้ออกกำลังกายโดยอัตโนมัติแบบไม่ต้องฝืน กิจกรรมอย่างการเดิน ขี่จักรยาน ปีนเขา ตกปลา ทำสวน ทำไร่ ทำอาหาร จึงผสานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต เช่น ผู้อยู่อาศัยในแคว้นซาร์ดิเนีย 1 ใน 5 แคว้นปกครองตนเองของอิตาลี ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยภูมิประเทศที่เป็นเกาะและมีภูเขา ผู้คนจึงนิยมเดินทางด้วยการเดินหรือขี่จักรยาน หลายคนยังตกปลา ล่าสัตว์ เก็บเกี่ยวพืชผลเอง จึงทำให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ

©bitesforfoodies.com

ทิป: ค้นหาวิธีที่ช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวทุกวัน เช่น เดินรับแสงแดดทุกเช้า เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อนบ้าง ทำงานบ้านก็เท่ากับได้ขยับและออกกำลังกาย

2. มีเป้าหมายชีวิต
การตั้งเป้าหมายชีวิตเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำผลให้ผู้อาศัยใน Blue Zones มีชีวิตยืนยาว ทั้งยังเปิดรับทั้งกับความสำเร็จและความล้มเหลวได้ดี ดังเช่นชาวโอกินาวาที่นำปรัชญาการใช้ชีวิตที่เรียกว่า “ikigai” (อิคิไก) ซึ่งหมายถึงเหตุผลของการมีชีวิตอยู่มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตของพวกเขา จากการวิจัยยังพบว่า การมีจุดมุ่งหมายยังช่วยเพิ่มความอายุยืนของเราได้ถึง 7 ปีอีกด้วย

ทิป: ในแต่ละวัน แบ่งเวลาสำหรับนึกถึงเป้าหมายในชีวิตของเราเองสักนิด และรู้สึกขอบคุณกับเป้าหมายนั้นอย่างจริงใจ

3. จัดการความเครียดได้ดี
ผู้คนใน Blue Zones เรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดได้ดี โดยยึดหลักว่าอย่าปล่อยให้ความเครียดเข้ามาครอบงำชีวิตและต้องรู้จักปล่อยวาง เนื่องจากการมีระดับความเครียดสูงส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ทั้งความดันโลหิตสูง ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า ฯลฯ แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถกำจัดความเครียดได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเครียดที่ยังคงเหลืออยู่นั้นให้ได้ อีกหนึ่งวิธีรับมือความเครียดของชาว Blue Zones คือการได้รับกำลังใจหรือความช่วยเหลือจากผู้คนในชุมชนที่พวกเขาไว้ใจและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นประจำ 

©thecostaricanews.com

ทิป: อาจระบายความเครียดด้วยการพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท หรือใช้เวลาสบาย ๆ ตามลำพัง เครียดกับมันได้ แต่สุดท้ายต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางและมูฟออนให้ได้ด้วยตัวเอง

4. บริโภคอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
เพื่อดูแลร่างกายให้แข็งแรงเสมอ ผู้อาศัยใน Blue Zones บริโภคอาหารที่มีแคลอรีน้อยกว่าคนส่วนใหญ่ในพื้นที่อื่น ๆ แต่ไม่ถึงขั้นจำกัดปริมาณแคลอรีของอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน ในสหรัฐอเมริกาผู้คนรับประทานอาหารโดยเฉลี่ยราว 1,500-2,200 แคลอรีต่อวัน แตกต่างกันตามเพศและการออกกำลังกายของแต่ละคน ในขณะที่ชาวโอกินาวาจะมีแนวคิดการรับประทานอาหารที่ปฏิบัติกันมานานเรียกว่า “hara hachi bu” (ฮารา ฮาชิ บู) หมายถึงกินให้อิ่มท้อง 80% กล่าวคือกินจนเริ่มไม่รู้สึกหิว ไม่ใช่กินจนอิ่ม ทั้งนี้โดยเฉลี่ยชาวโอกินาวารับประทานอาหารราว 1,800 แคลอรีต่อวัน

ทิป: ลองนำกฎอิ่มท้อง 80% มาปรับใช้กับการกินของตัวเอง กินให้อิ่มแต่ไม่อิ่มจัด อาจส่งผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักได้อีกทาง

5. รับประทานอาหารที่ทำจากพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้ผู้คนใน Blue Zones มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว พวกเขารับประทาน Plant-Based Food เป็นหลัก โดยเน้นพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว รับประทานคาร์โบไฮเดรตและผลิตภัณฑ์จากนมในปริมาณพอเหมาะ ส่วนอาหารจำพวกเนื้อสัตว์รับประทานนาน ๆ ครั้งและในปริมาณน้อย โดยส่วนใหญ่รับประทานปลาและเนื้อไม่ติดมัน นอกจากนี้ผู้คนใน Blue Zones ยังนิยมดื่มชาซึ่งอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ชาเขียวในโอกินาวาที่ช่วยเรื่องสุขภาพหัวใจ Greek Mountain Tea ชาสมุนไพรจากดอกและใบของ Sideritis ในอิคาเรียที่ช่วยเรื่องสมอง Milk Thistle Tea ชามิลค์ทิสเซิลในซาร์ดิเนียที่ช่วยบำรุงตับและป้องกันความเสี่ยงโรคมะเร็งบางชนิด

©greenqueen.com.hk

ทิป: ลองเปลี่ยนมารับประทานอาหารหรือของว่างประเภท Plant-Based สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเป็นมื้อเช้า มื้อเที่ยง หรือมื้อเย็นก็ได้

6. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม 
ผู้คนใน Blue Zones ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะไวน์ แชมเปญ เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่น ๆ ในปริมาณน้อย-ปานกลาง ราว 1-2 แก้วต่อวัน แต่สำหรับกลุ่มเซเวนต์เดย์แอดเวนติสต์ในเมืองโลมาลินดา พวกเขาเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีน ข้อนี้อาจส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมของชาว Blue Zones เช่น ลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตามการมีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟและรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ก็ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้คนในโซนนี้ในระยะยาวด้วยเช่นกัน

©simplemills.com

ทิป: ลองเปลี่ยนจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปเป็นม็อกเทลที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แทนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

7. มีส่วนร่วมกับกลุ่มทางด้านศรัทธา ความเชื่อทางจิตวิญญาณ หรือศาสนา
การมีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาหรือความเชื่อก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพที่ดีและอายุที่ยืนยาวขึ้นของผู้อยู่อาศัยใน Blue Zones พวกเขามีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการรับมือกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งยังมองว่าการช่วยเหลือและคิดถึงผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญ จากการวิจัยของบิวต์เนอร์และทีมพบว่า ไม่ว่าจะศรัทธาศาสนาใดนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มที่มีศรัทธาเป็นพื้นฐานอาจส่งผลให้อายุยืนยาวขึ้น 4-14 ปีเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น กลุ่มคริสเตียนเซเวนต์เดย์แอดเวนติสต์ในเมืองโลมาลินดา ผู้คนส่วนใหญ่นับถือเซเวนต์เดย์แอดเวนติสต์ ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งของคริสตจักร เป็นไปได้ว่าศรัทธาและความเชื่อที่ฝังรากลึกของพวกเขามีบทบาทต่อการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะเชื่อมโยงกับเป้าหมายในชีวิตและการสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับคอมมูนิตี้โดยตรง

©lomalindachamber.org

ทิป: รวมกลุ่มเดินสายทำบุญไหว้พระกับเพื่อน หรือทำกิจกรรมสอนหนังสือร่วมกับโบสถ์ที่เป็นสมาชิก

8. ครอบครัวมาเป็นอันดับหนึ่ง
สำหรับผู้อยู่อาศัยใน Blue Zones ครอบครัวสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะพ่อแม่ ลูก พี่น้อง ปู่ย่าตายาย หรือคู่ชีวิต พวกเขาเติบโตมากับวิถีปฏิบัติที่เน้นเรื่องการให้ความสำคัญกับครอบครัว ช่วยเหลือและเกื้อกูลชุมชนมาตั้งแต่ยังเล็ก เรียนรู้ว่าทุกการตัดสินใจและผลลัพธ์ที่ตามมาไม่เพียงส่งผลต่อตนเอง แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวเช่นกัน การนึกถึงผู้อื่นจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เพราะผู้คนปรารถนาที่จะเติบโต แบ่งปันการใช้ชีวิต ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวไปพร้อมกับครอบครัวของพวกเขา

©bitesforfoodies.com

ทิป: จัดสรรเวลาให้ครอบครัวทุกสัปดาห์ อย่างเช่นการรับประทานมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นช่วงสุดสัปดาห์ร่วมกัน

9. ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางสังคม สนับสนุนกันและกัน
ความสัมพันธ์ทางสังคมส่งผลต่อสุขภาพและมีส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของชาว Blue Zones พวกเขาต้องการความสัมพันธ์ทางสังคมในรูปแบบที่แตกต่างและหลากหลาย ทั้งยังมองว่าสายสัมพันธ์ทางสังคมเหล่านี้มีส่วนช่วยลดระดับความเครียดและความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวเนื่องจากความเครียดอื่น ๆ การสัมผัสทางกายตั้งแต่รูปแบบง่าย ๆ อย่างการจับมือ การกอด หรือขั้นกว่าที่ใกล้ชิดอย่างการจูบหรือเซ็กส์ ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสำคัญที่ส่งผลดีทางชีวภาพนอกเหนือจากผลดีทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ การแต่งงานนับเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงความมั่นคงของผู้คน จากหลายงานวิจัยพบว่าคนที่แต่งงานมีแนวโน้มมีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดดีกว่าคนที่เป็นโสด และหากคู่ชีวิตมุ่งมั่นกับการดูแลรักษาสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น อีกคนก็จะมีแนวโน้มรักษาสุขภาพด้วยเช่นกัน

ทิป: แบ่งเวลาพูดคุยกับเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือคนรักถึงสารทุกข์สุกดิบในชีวิตบ้าง รับฟังอย่างตั้งใจ ใช้คำพูดที่ดี สนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กัน

©visitokinawa.jp

การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพโดยแทบไม่มีโรคภัยไข้เจ็บอาจไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นความฝันอีกต่อไป หากเราเริ่มปรับเปลี่ยนและใส่ใจการใช้ชีวิตของตัวเองอย่างจริงจัง บทเรียนชีวิตยืนยาวและการมีความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนใน Blue Zones ทั้งห้า จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่มอบแรงบันดาลใจและเติมเต็มเป้าหมายนี้ของคุณได้ไม่มากก็น้อย เริ่มต้นจากการสร้างนิสัยง่าย ๆ ที่ดีต่อสุขภาพกันเลย…

ที่มา : 
บทความ “สารสร้างสุข..ด้วยตัวเอง” โดย ป้าเอง จาก thaipost.net
บทวาม “Blue Zone” จาก wikipedia.org
บทความ “Blue Zone Living” โดย Carla Calandra จาก wundermanthompson.com
บทความ “How You Can Live a Blue Zone Lifestyle Without Living in One” จาก simplemills.com
บทความ “The Complete Guide to Blue Zones and What Makes Each Region a Longevity Hot Spot” โดย Emily Lawrence จาก wellandgood.com

เรื่อง : มินทิวา อรุณสุวรรณ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

แด่ความคิดถึง “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” นิทรรศการจาก 2 ศิลปินแห่งชาติ ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

Sarakadee Lite

เจาะลึกเบื้องหลัง ‘HR’ ยุคใหม่ เมื่อหัวใจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจ-สื่อสารในองค์กร

กรุงเทพธุรกิจ

‘ไอคอน คราฟต์-เบลล่า ราณี’ เปิดตัว ‘หทัยเฮิร์บ’ ยาดมรูปหัวใจ ที่ไอคอนสยาม

The Bangkok Insight

RAYE เปิดใจถึงคอมเมนต์ที่กล่าวหาว่าเธอพยายามเทียบตัวเองกับ Amy Winehouse

THE STANDARD

Pattaya Music Festival 2026 เริ่มวันไหน เช็กไลน์ อัพศิลปินที่นี่

ฐานเศรษฐกิจ

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด เชลซี พบ เบิร์นลีย์ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 21 ก.พ.69

PostToday
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...