โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Global minimum tax” กระทบไทยไม่มาก เปิด 3 ข้อได้เปรียบดึงดูดทุน FDI ไทยไม่ได้มีดีแค่ “ภาษี”

Thairath Money

อัพเดต 11 ก.พ. 2568 เวลา 05.57 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. 2568 เวลา 05.57 น.
ภาพไฮไลต์

ประเทศไทยบังคับใช้ Global minimum tax (GMT) หรือมาตรการภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลก ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ที่กำหนดให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้รวมทั่วโลกมากกว่า 750 ล้านยูโรต่อปีอย่างน้อย 2 ใน 4 รอบปีบัญชี ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective tax rate) ไม่น้อยกว่า 15%

สาเหตุที่ไทยต้องประกาศใช้มาตรการ GMT เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเสนอโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีเป้าหมายหยุดการแข่งขันด้านภาษีนิติบุคคลเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ จนเกิดเป็นช่องโหว่ให้ธุรกิจสามารถเลี่ยงภาษีโดยโยกย้ายกำไรไปบันทึกในประเทศที่ภาษีต่ำ (tax haven) แทน ทำให้รัฐบาลในประเทศที่บริษัทเหล่านั้นดำเนินการอยู่ต้องสูญเสียรายได้มหาศาล

ทั้งนี้ปัจจุบันไทยจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% แต่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงอยู่ต่ำกว่า 15% บริษัทดังกล่าวจึงจะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่ม (Top-up Tax) เพื่อให้ถึงขั้นต่ำที่ 15%

KKP Research วิเคราะห์ผลกระทบหลังไทยประกาศใช้มาตรการ Global minimum tax คาดว่าผลกระทบต่อแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยจะมีไม่มาก เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบใน 3 ด้าน

เปิด 3 ข้อได้เปรียบต่างชาติลงทุนไทย

1.อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของไทยและประเทศคู่แข่งมีความใกล้เคียงและไม่ได้แตกต่างกันมาก อัตราภาษีในไทยที่ 20% ถือว่าใกล้เคียงกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ที่ 17-25% นอกจากนี้ นโยบายต่าง ๆ ที่แต่ละประเทศนำมาใช้เพื่อดึงดูด FDI ก็มีความคล้ายคลึงกัน

2.ปัจจัยที่ดึงดูด FDI ของไทยไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่มีอีกหลายปัจจัยที่มีบทบาทที่สำคัญมากกว่า เช่น

  • โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง
  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย
  • ระบบสาธารณูปโภคที่ดี
  • ห่วงโซ่อุปทานที่ครบครัน
  • ทักษะของแรงงานและค่าจ้างที่สมเหตุสมผล
  • เสถียรภาพทางการเมือง
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ

3. รัฐบาลจะมีการออกนโยบายมาลดทอนผลกระทบเพิ่มเติม ซึ่งประกอบไปด้วยการขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% นานขึ้น 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10 ปี และนำเงินรายได้ภาษีที่รัฐจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50-70% ไปสมทบกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ BOI สามารถนำไปใช้ดำเนินมาตรการอื่นเพิ่มเติมเพื่อลดทอนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทข้ามชาติได้

อย่างไรก็ตาม แม้การปฏิรูปกฎเกณฑ์ทางภาษีระดับโลกอาจจะส่งผลกระทบต่อไทยไม่มาก แต่รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรและรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้น มาลงทุนกับนโยบายระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เนื่องจากปัจจุบันภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างรุนแรง จากความสามารถในการแข่งขันสินค้าส่งออกหลักของไทยที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกอีกต่อไป ทำให้ไทยต้องเสียส่วนแบ่งเม็ดเงิน FDI ให้กับประเทศคู่แข่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานให้เท่าทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกยุคปัจจุบัน จะช่วยให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างมูลค่าและประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น

ที่มา

KKPResearch

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...