โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

“ชีวิตติด TECH” High-Tech Crime Trends 2025 ไทยTop10 ข้อมูลรั่วบนดาร์กเว็บ

เดลินิวส์

อัพเดต 29 มี.ค. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 04.18 น. • เดลินิวส์
“ชีวิตติด TECH” High-Tech Crime Trends 2025 ไทยTop10 ข้อมูลรั่วบนดาร์กเว็บ
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล นอกจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว โลกยังต้องเผชิญกับ ภัยคุกคามไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และซับซ้อนมากขึ้น
โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล นอกจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วแล้ว โลกยังต้องเผชิญกับ ภัยคุกคามไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องมีความพร้อมรับมือกับ ต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัลเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น!

คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” มีข้อมูลเกี่ยวกับ อาชญากรรมไซเบอร์ ที่น่าสนใจ ของทาง “Group-IB”ผู้นำด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับการตรวจสอบ ป้องกัน และต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับนานาชาติ เช่น INTERPOL, EUROPOL และ AFRIPOL เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วโลก

ซึ่งรายงาน High-Tech Crime Trends 2025 ได้เผยผลการศึกษาเผยให้เห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เดี่ยว ๆ อีกต่อไป แต่ได้พัฒนาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ซับซ้อนและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภัยคุกคามระดับภูมิภาค ได้แก่ การจารกรรมแบบ State-sponsored ที่มีหน่วยงานรัฐหนุนหลัง แรนซัมแวร์ ตลาดมืดใต้ดิน (underground marketplaces) และภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-driven cybercrime) ซึ่งทั้งหมดต่างหนุนและเร่งให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญภัยคุกคามไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

เผยเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์

รายงาน High-Tech Crime Trends ระบุว่า การโจมตีแบบ Advanced Persistent Threat (APT) เพิ่มขึ้นถึง 58% ระหว่างปี 66-67 โดยกว่า 20% ของการโจมตีมุ่งเป้าไปที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในปี 67 อินโดนีเซียเผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับ APT มากเป็นอันดับสองของภูมิภาค คิดเป็น 7% ของเหตุการณ์ทั้งหมด ขณะที่มาเลเซียคิดเป็น 5% และในเดือนพฤษภาคม 67 กลุ่มแฮกเกอร์ APT Lazarus ซึ่งเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ ขโมยสกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 308 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากแพลตฟอร์ม DMM ของญี่ปุ่น

ขณะเดียวกันกลุ่ม APT DarkPink ซึ่งเพิ่งปรากฎตัว ได้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายของรัฐบาลและกองทัพ ขโมยเอกสารลับ ติดตั้งมัลแวร์ผ่านอุปกรณ์ USB และเข้าถึงแอปพลิเคชันส่งข้อความบนเครื่องที่ถูกเจาะระบบ

อาชญากรไซเบอร์ เช่น APT มักเข้าถึงเครือข่ายเป้าหมายที่ถูกโจมตีผ่านโบรกเกอร์ที่เรียกว่า Initial Access Broker (IAB) ซึ่งเป็นตัวกลางในการแฮกข้อมูลและขายสิทธิ์เข้าถึงระบบผ่านทางตลาดมืดบนดาร์กเว็บ

โฆษณา - อ่านบทความต่อด้านล่าง

ในปี 67 มีการตรวจพบรายการขายสิทธิ์เข้าถึงระบบองค์กรโดย IAB ต่าง ๆ จำนวน 3,055 รายการ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ซึ่งมี 427 รายการอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดย อินโดนีเซีย ไทย และสิงคโปร์ มีสัดส่วนคิดเป็น 6% ของเหตุการณ์เหล่านี้

แรนซัมแวร์ทำกำไรไมากสุด

หากมองรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ รายงานระบุว่า แรนซัมแวร์ยังคงเป็นหนึ่งในรูปแบบอาชญากรรมไซเบอร์ที่ทำกำไรได้มากที่สุด โดยมีการโจมตีเพิ่มขึ้น 10% ทั่วโลกในปี 67 ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของโมเดล Ransomware-as-a-Service (RaaS)

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ถึง 467 ครั้ง โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดนพุ่งเป้าในการโจมตี คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิต และบริการทางการเงินเป็นต้น นอกจากนี้การรับสมัครพันธมิตรแรนซัมแวร์ในตลาดมืดยังเพิ่มขึ้นถึง 44% แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอาชญากรรมไซเบอร์ที่กลายเป็นอุตสาหกรรมและเครือข่ายมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการเรียกค่าไถ่ การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ยังส่งผลให้เกิดการละเมิดข้อมูลที่สำคัญ โดยในปี 67 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์แรนซัมแวร์ถึง 5,066 ครั้ง ที่นำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลบน Dedicated Leak Sites (DLS) ซึ่งเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนของธุรกิจและสถาบันต่าง ๆ

ไทย ติด 1 ใน 10 ข้อมูลรั่วบนดาร์กเว็บ

โดยข้อมูลที่ถูกโจมตีมีจำนวนมหาศาลถึง 6.4 พันล้านรายการ ที่ไปปรากฎในตลาดอาชญากรไซเบอร์ ที่รวมถึงอีเมล หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลทางการเงิน ที่เป็นการเปิดทางให้กับการฉ้อโกงทางไซเบอร์ การขโมยตัวตน (identity theft) และการโจมตีครั้งที่สอง

ในจำนวนนี้มีรายการข้อมูลรั่วไหลมากกว่า 6.5 พันล้านรายการ เป็นข้อมูลที่มีอีเมลเป็นส่วนประกอบ ในขณะที่ 3.3 พันล้านรายการมีหมายเลขโทรศัพท์เป็นส่วนประกอบ และที่สำคัญ มีรหัสผ่านที่ถูกเปิดเผยกว่า 460 ล้านรายการ ทั้งนี้ อินโดนีเซียและไทย ติด 1 ใน 10 ตลาดทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของข้อมูลบนดาร์กเว็บมากที่สุด

“Deepfake” ตรวจจับได้ยากขึ้น

ในปี 67 จากการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกขโมยได้ง่ายมีส่วนทำให้การโจมตีแบบฟิชชิ่ง (phishing attacks) ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 22% ปัจจุบันอาชญากรไซเบอร์กำลังใช้เทคโนโลยี Deepfake ที่สร้างโดย AI เพื่อทำให้แคมเปญฟิชชิ่งน่าเชื่อถือและตรวจจับได้ยากขึ้น โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกการโจมตีแบบฟิชชิ่งมากกว่า 51% มุ่งเป้าไปที่ภาคบริการทางการเงิน ในขณะที่มุ่งเป้าไปที่ภาคพาณิชย์และการค้าปลีกมากกว่า 20%

ขณะเดียวกัน การโจมตีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮกทิวิสต์ (Hacktivist) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคิดเป็นเกือบ 40% หรือประมาณ 2,113 รายการ โดยอินเดียเพียงประเทศเดียวมีสัดส่วนเกือบ 13% โดยกลุ่มแฮกทิวิสต์ที่เคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน ได้แก่ ETHERSEC TEAM CYBER จากอินโดนีเซีย และ RipperSec จากมาเลเซียที่ดำเนินการโจมตี DDoS การทำลายหน้าเว็บไซต์ และการรั่วไหลของข้อมูลโดยมุ่งเป้าไปที่หน่วยงานรัฐบาลและสถาบันการเงิน

ทั้งหมดของรายงาน High-Tech Crime Trends 2025 แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นปฏิกิริยาที่การโจมตีแต่ละครั้งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ถูกรบกวนจากการจารกรรมที่มีหน่วยงานรัฐหนุนหลัง กระตุ้นให้เกิดการละเมิดข้อมูลมากขึ้น ในขณะเดียวกัน แรนซัมแวร์ก็ใช้ประโยชน์จากการละเมิดเหล่านี้ ส่งผลให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นเรื่องที่องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้กลุยทธ์ความปลอดภัยเชิงรุก เสริมความสามารถในการรับมือภัยไซเบอร์ และตระหนักว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ทุกรูปแบบล้วนส่งผลกระทบที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้เราต้องหยุดวงจรการโจมตีโดยเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนากรอบการทำงานระดับโลกเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมทางไซเบอร์ให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น.

Cyber Daily