3 แมตช์สุดคลาสสิกของ 'แอชลีย์ โคล' เจ้าพ่อบอลถ้วย 'เอฟเอคัพ'

MATICHON ONLINE อัพเดต 31 พ.ค. เวลา 05.10 น. • เผยแพร่ 31 พ.ค. เวลา 06.14 น.
Ashley Cole_c_reuters_1237912_++8098
Photo : Reuters

3 แมตช์สุดคลาสสิกของ ‘แอชลีย์ โคล’ เจ้าพ่อบอลถ้วยเอฟเอคัพ

รู้หรือไม่ว่า แอชลีย์ โคล อดีตแบ๊กซ้ายชาวอังกฤษที่เคยโด่งดังสุดสุดสมัยค้าแข้งกับ เชลซี และ อาร์เซน่อล คือนักเตะที่คว้าแชมป์ เอฟเอคัพ อังกฤษ มากที่สุดตลอดกาล

ฟูลแบ๊กชาวอังกฤษซิวถ้วยเอฟเอคัพไปทั้งหมด 7 สมัย จากการเข้าชิงทั้งหมด 8 ครั้ง แบ่งเป็นที่อาร์เซน่อล 3 ครั้ง ก่อนย้ายข้ามฟากมากอบโกยโทรฟี่รายการนี้กับเชลซีอีก 4 สมัย

แข้งผู้ดีที่ปัจจุบันอายุ 39 ปี เปิดใจผ่านรายการ Match of Their Day ของบีบีซีอีกว่า การเติบโตในฐานะชาวอังกฤษคนหนึ่ง ที่ได้ดูรอบชิงชนะเลิศหรือรอบรองชนะเลิศหลายๆ แมตช์ ทำให้มีความทรงจำต่างๆ ถูกบันทึกอยู่ในหัวมากมาย อย่างเช่นเกมที่ พอล แกสคอยน์ ซัดฟรีคิกใส่อาร์เซน่อลในรอบรองชนะเลิศปี 1991 เป็นต้น

“การได้มีโอกาสลงเล่นและคว้าแชมป์รายการนี้หลายต่อหลายครั้งจะเป็นสิ่งที่ผมไม่มีวันลืมแน่นอน เมื่อมองย้อนไปถึงผลงานแชมป์ 7 สมัยจนกลายเป็นสถิติในประวัติศาสตร์การแข่งขันตลอด 149 ปีนั้น สักวันคงมีคนทำลายลงได้ แต่ก็หวังว่าจะเกิดขึ้นในอีก 100 ปีข้างหน้านะ (ฮา)” โคล กล่าว

โคลมีความทรงจำมากมายกับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลสุดเก่าแก่ของอังกฤษ ซึ่งเขาก็ได้เลือกแมตช์ที่ประทับใจที่สุดมา 3 เกม ในจำนวนนั้น ไม่ปลกเลยที่จะเป็นเกมคว้าแชมป์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในถ้วยนี้ ส่วนอีกเกมนั้นกลับเป็นนัดเดียวที่เขาอกหักจากการเข้าชิง

และนี่คือ 3 แมตช์สุดคลาสสิกในทัวร์นาเมนต์เอฟเอคัพที่โคลเลือกไว้

อาร์เซน่อล 1-2 ลิเวอร์พูล (12 พฤษภาคม 2001)

ขณะนั้นสนามเวมบลีย์อยู่ในช่วงปรับปรุง ปืนใหญ่กับหงส์แดงจึงต้องไปโม่แข้งกันที่สนามมิลเลนเนียมสเตเดียมในเมืองคาร์ดิฟฟ์ของเวลส์

นี่เป็นซีซั่นแรกที่โคลได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของอาร์เซน่อลแบบเต็มตัว และเขาที่เพิ่งอายุแค่ 19 ปี ก็ได้ลงตัวจริงในแมตช์นี้ ซึ่งทัพปืนใหญ่หวังคว้าแชมป์เป็นรายการที่ 3 ของทีม นับตั้งแต่ที่ อาร์แซน เวนเกอร์ เข้ามากุมบังเหียน ในขณะที่ลิเวอร์พูลที่เพิ่งคว้าแชมป์ลีกคัพในซีซั่น 2000-01 ก็พกความมั่นใจมาต่อกร

แมตช์นี้อาร์เซน่อลเป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่า จนขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 72 ด้วยผลงานของ เฟรดริก ลุงเบิร์ก แต่สุดท้ายเป็น ไมเคิ่ล โอเว่น เหมาคนเดียว 2 ประตู นาที 83 และ 88 ช่วยให้หงส์แดงแซงเข้าวินอย่างเหลือเชื่อ

ในเวลาต่อมา เกมดังกล่าวถูกขนานนามว่าเป็น “รอบชิงของไมเคิล โอเว่น” เพราะหัวหอกชาวอังกฤษโชว์ฟอร์มร้อนแรงและต่อเนื่องไปจนคว้าบัลลงดอร์ 2001 มาครองอีกต่างหาก

“พวกเราเป็นฝ่ายคุมเกมได้ดีกว่า เธียร์รี่ อองรี มีโอกาสหลุดเข้าไปลุ้นทำประตูจะแจ้งอีก 2-3 ครั้ง นอกจากนี้อาร์เซน่อลก็น่าจะได้จุดโทษเพราะคู่แข่งทำแฮนด์บอลด้วย ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าสุดท้ายเราจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่โอเว่นก็ทำผลงานในฤดูกาลนั้นได้อย่างโดดเด่นจริงๆ” โคล ระบุ

อาร์เซน่อล 2-0 เชลซี (4 พฤษภาคม 2002)

อาร์เซน่อล หวนกลับมาฟาดแข้งที่เมืองคาร์ดิฟฟ์อีกครั้งในอีก 12 เดือนถัดมา ซึ่งคู่ต่อกรในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพครั้งนี้เปลี่ยนโฉมเป็นเชลซีบ้าง

และแล้วอาร์เซน่อลก็ประสบความสำเร็จ เอาชนะเชลซีไป 2-0 โดยได้ประตูจาก เรย์ พาร์เลอร์ เลี้ยงลุยก่อนตะบันปั่นโค้งๆ 25 หลาตุงตาข่ายนาที 70 ส่วนอีกลูกได้จากจังหวะที่ลุงเบิร์กเลี้ยงจากครึ่งสนาม แหวกผู้เล่นเชลซี 3-4 คน แล้วยิงเสียบเสาของในนาที 80

ส่วนอีก 4 วันหลังจากซิวถ้วยเอฟเอคัพ อาร์เซน่อลของเวนเกอร์ ก็บุกไปชนะ แมนฯยู ในศึกพรีเมียร์ลีกถึงถิ่น 1-0 ซึ่งอาร์เซน่อลปิดฉากฤดูกาล 2001-02 ด้วยผลงานดับเบิลแชมป์ (แชมป์ลีกและเอฟเอคัพในปีเดียวกัน) เป็นครั้งที่ 3 ของสโมสร

โคลกล่าวว่า พวกเรามีความทะเยอทะยานมากสำหรับรอบชิงชนะเลิศเกมนั้น และอีก 4 วันต่อจากนั้น อาร์เซน่อลก็มีคิวบุกเยือนโอลด์ แทรฟฟอร์ด และบุกชนะ 1-0 ซึ่งการคว้าแชมป์หนนี้ถือเป็นการประสบความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมสุดสุด

เชลซี 2-1 ลิเวอร์พูล (5 พฤษภาคม 2012)

แอชลีย์ โคล เรียกเสียงฮืฮฮาพอสมควร เมื่อย้ายข้ามฟากจากอาร์เซน่อลมาอยู่กับเชลซีในเดือนสิงหาคม 2006

ในการค้าแข้งกับสิงห์บลูส์ โคลคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 2007 และ 2009 จากนั้นทำดับเบิลแชมป์ (เอฟเอคัพและแชมป์พรีเมียร์ลีก) ได้ในปี 2010

หลังจากนั้น โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ เข้ามาคุมเชลซีในเดือนมีนาคม 2012 สิงห์บลูส์สามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศของเอฟเอคัพและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในฤดูกาล 2011-12

โดยในรอบชิงเอฟเอคัพ เชลซีโคจรมาเจอกับลิเวอร์พูล ซึ่งสิงห์บลูส์ทะยานออกนำก่อน 2-0 จากผลงานของ รามิเรส และ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ในนาทีที่ 11 และ 52 ตามลำดับ ก่อนที่ แอนดี้ แคร์โรลล์ หัวหอกร่างโยงจะสับไกตีตื้นให้หงส์แดงไล่มาเป็น 1-2

ทว่ามีเรื่องดราม่ากลับเกิดขึ้นในนาทีที่ 81 เมื่อแคร์โรลล์ โขกเผาขนส่งบอลลอยละลิ่วเตรียมจะปลิวซุกก้นตาข่าย แต่ ปีเตอร์ เช็ก มือกาวเชลซีพุ่งควักบอลไปชนคานกระดอนออกมา ซึ่งแคร์โรลล์ก็เผลอดีใจไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าบอลลอยข้ามเส้นไปแล้ว แต่สุดท้าย ฟิล ดาวด์ เชิ้ตดำในแมตช์นั้นไม่ให้หงส์แดงได้ประตู สุดท้ายจึงเป็นเชลซีซิวถ้วยแชมป์ไปแบบสุดระทึก

จากนั้นไม่กี่วัน เชลซียังซิวถ้วยแบบหืดจับอีกครั้ง หลังเอาชนะการดวลจุดโทษเหนือ บาเยิร์น มิวนิก 3-4 ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากเสมอกันใน 120 นาที 1-1

“ดิ มัตเตโอ ทำผลงานได้ดี เมื่อเข้ามาพร้อมภารกิจฟื้นฟูและเรียกความมั่นใจของทีมอีกครั้งหลังสโมสรปลดอังเดร วิลลาส-โบอาส ซึ่งการไปเล่นที่เวมบลีย์และเอาชนะยอดทีมอย่างลิเวอร์พูลได้เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมสุดสุดเลย เชื่อว่าทุกคนน่าจะจดจำผลงานของเชลซีในปีนั้นได้ดีทีเดียว” โคล กล่าว

แอชลีย์ โคล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยทำให้กับเชลซีนั่นก็เหลือเชื่อเช่นกัน โดยเฉพาะการมอบความมั่นใจและเชื่อมั่นที่มอบให้กับนักเตะ

อดีตแบ๊กซ้ายชาวอังกฤษกล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้จดจำเคล็ดลับดีๆ จากโค้ชมากหน้าหลายตาที่ตนเคยร่วมงานด้วย ซึ่งตอนนี้ตนมีความทะเยอทะยานอยากทำงานเป็นโค้ชสุดสุดเลย

ดูข่าวต้นฉบับ