3 เหตุผลที่บอกว่าหุ้น KKP น่าซื้อ แม้ว่าจะหลุด SET50

Wealthy Thai อัพเดต 17 ต.ค. 2562 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2562 เวลา 08.10 น. • wealthythai
3 เหตุผลที่บอกว่าหุ้น KKP น่าซื้อ  แม้ว่าจะหลุด SET50

การเข้ามาของหุ้น IPO อย่าง AWC ที่มีมาร์เก็ตแค็ปของหุ้น  มูลค่า 1.92 แสนล้านบาทในวันแรกที่เข้าไอพีโอ ทำให้ KKP ต้องหลุดออกจาก SET50 ทันที จริงๆ แล้ว จังหวะแบบนี้เป็นโชคร้ายหรือโชคดีของผู้ที่อยากลงทุนในหุ้น KKP หรือธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กันแน่???? เพราะการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นน่าจะเป็นโอกาสของการเข้าลงทุน   วันนี้ Wealthy Thai ชวนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
ปัจจุบัน KKP ดำเนินธุรกิจหลัก 2 กลุ่มธุรกิจคือ ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ดำเนินงานโดยธนาคารเกียรตินาคิน และธุรกิจตลาดทุน ดำเนินงานโดยทุนภัทรคือ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ภัทร จำกัด โดยตั้งเป้าธุรกิจร่วมกันคือ
1. ธุรกิจด้านการให้สินเชื่อและธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง (Credit Business)
2. ธุรกิจ Private Banking
3. ธุรกิจ Investment Banking

 

โดยในส่วนของธุรกิจการให้สินเชื่อ จะเน้นการให้บริการสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ธุรกิจ Private Banking และ Investment Banking  เป็นธุรกิจการให้บริการสำหรับลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง จะอาศัยความร่วมมือกันของทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าและช่องทางสาขา และธุรกิจตลาดทุนในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน (Wealth Management)
ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา KKP รายงานกำไรสุทธิ 2,699 ล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อ 8 เดือนแรกอยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด มองว่า ยอดสินเชื่อ 8 เดือนแรกที่เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) สามารถบรรลุประมาณการเติบโตของสินเชื่อตามที่เราคาด 5% ได้สำเร็จ นำโดยสินเชื่อเงินกู้เพื่อการพาณิชย์ (Corporate Loan) ในขณะเดียวกันคาดรายได้จากค่าธรรมเนียม จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนุนจากการรับรู้รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) ซึ่งมีดีลอยู่ใน Pipeline เช่น ดีล IPO หุ้น AWC และดีลการควบรวม TMB และ TBANK เป็นต้น
ส่วนด้านคุณภาพสินทรัพย์ คาดธนาคารจะสามารถจัดการคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ ณ สิ้น ไตรมาส 2/62 KKP มีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) อยู่ที่ 4.2% ใกล้เคียงกับที่เอเชีย เวลท์ประมาณการว่า NPL Ratio ทั้งปี 2562 ที่ 4.0%

 

 

แนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ส่งผลดีกับ KKP

ทั้งนี้สำหรับประเด็นอัตราดอกเบี้ยที่เข้าสู่แนวโน้มขาลง คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% อีก 1 ครั้งภายในปี 2562 จาก 1.50% สู่ระดับ 1.25% ส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ อย่าง KKP เนื่องจากได้ประโยชน์จากต้นทุนแหล่งเงินกู้ลดลง (อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว) ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ยรับเป็นแบบคงที่ ประเมินอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) จะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยเราคาด NIM ปี 2562 และปี 2563 อยู่ที่ 4.50% และ 4.76% ตามลำดับ เทียบกับไตรมาส 2/62 ที่ 4.0%
เพราะฉะนั้นจึงแนะนำซื้อหุ้น KKP โดยให้ราคาเป้าหมาย 80 บาท จากปัจจัยสำคัญ ดังนี้

 

1. คาดธุรกิจสินเชื่อสามารถเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ตามเป้า) โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ
2. KKP มีความน่าสนใจมากกว่าธุรกิจธนาคารอื่น ๆ เนื่องจากธุรกิจหลักทรัพย์มีแนวโน้มเติบโต คิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของกำไรสุทธิ คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ที่ 6,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งครึ่งปีแรก ทำกำไรสุทธิแล้ว 43% ของกำไรสุทธิรวม
3. อัตราปันผลตอบแทนที่สูงในระดับ 7-8% ต่อปี และค่า PER ที่ต่ำกว่า 10 เท่า ในขณะที่ ROE ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

 

 

รายได้จากโบรกเกอร์สนับสนุนการเติบโต

ด้านบล.ฟิลลิปมองคล้ายๆ กันคือ KKP ได้ประโยชน์จากธุรกิจตลาดทุน โดยมองว่าบล.ภัทรน่าจะช่วยทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมของ KKP ในไตรมาส 3/62 เพิ่มสูงขึ้น โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 18.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่มีมูลค่าการซื้อขายที่ 5,400 ล้านบาทต่อวัน นอกจากนี้ส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) จากค่านายหน้าของบล.ภัทร ยังเพิ่มสูงขึ้นมากด้วยเป็น 10.38% จาก 8.89% ใน ไตรมาสก่อน ขณะที่ธุรกิจวาณิชธนกิจก็โตตามด้วย มีดีลใหญ่อยู่ในมือ!!

 

 

คุณภาพสินทรัพย์ครึ่งปีหลังแนวโน้มดี

ขณะที่บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า KKP เริ่มฟื้นตัว และเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา จึงมีโอกาสขึ้นได้อีก หรือเป็นหุ้นแลกการ์ด บวกกับปัจจัยเฉพาะตัวคือมีปันผลสูง โดยคุณภาพสินทรัพย์คาดจะค่อยๆ ดีขึ้นในครึ่งปีหลัง 62 เนื่องจากธนาคารเปลี่ยนไปมุ่งเน้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนต่ำ คาดการณ์อัตราส่วน NPL จะลดลงเป็น 4.08% ในปี 2562 จาก 4.21% ในไตรมาส 2/62 และสัดส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อโดยรวมลดลง (รวมถึงผลขาดทุนจากยอดขายรถยนต์ที่ยึดคืน) ทั้งนี้ในครึ่งหลังของปี ธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ และยกเลิกข้อตกลงในเรื่องการให้ไฟแนนซ์กับซูซูกิ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพสินทรัพย์ให้ดีขึ้น

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ