3 สิ่งที่ไม่ต้องรีบทำก็ได้ ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ - เพจบันทึกนึกขึ้นได้

TOP PICK TODAY เผยแพร่ 28 พ.ค. เวลา 17.00 น. • เพจบันทึกนึกขึ้นได้

ผมสังเกตอยู่คนเดียวมาตลอดว่า คนส่วนใหญ่มองความช้า ว่าเป็นปัญหา
ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ไม่งั้นไม่ทันกิน ไม่ทันคนอื่น

นั่นทำให้เรามองความช้าเป็นความพ่ายแพ้
บางครั้งเรามองคนที่เข้าเส้นชัยทีหลังคนอื่นคือคนน่าสงสาร
รวมถึงตัวเราเองที่บางครั้งก็กดดัน ว่าทำไมเราถึงวิ่งไม่ทันคนอื่นเขาสักที

กลายเป็นว่า เราต่างเสพติดความเร็ว เน็ตก็ต้องเร็ว ส่งไลน์ไปหาก็ต้องรีบตอบ
สั่งของก็อยากให้รีบส่ง งานก็ต้องรีบทำ เที่ยวก็ร้องรีบเที่ยว เดี๋ยวที่เที่ยวมีคนตามมาเยอะ
กินก็ต้องรีบกิน เพิ่งคุยกันก็รีบบอกว่าคิดถึง
ทุกอย่างดูเร่งรีบ ฉาบฉวย จนบางทีเราก็หัวเสียกับคนที่ตอบข้อความช้าไปไม่กี่นาที
โวยวายกับคนที่ส่งของให้เราช้าไปวันสองวัน รู้สึกเบื่อกับหนังที่ไม่ได้สนุกตั้งแต่เริ่มเรื่อง
หรือบทความที่เวิ่นเว้ออยู่หลายบรรทัดกว่าจะเข้าเรื่อง สรุปมาเลยได้มั้ย คนยิ่งรีบๆ อยู่

แต่จริงๆ ความช้า ความเนิบ มันมีเสน่ห์ของมันอยู่
พอได้ค่อยๆ คิด เราก็จะมีสติ รอบคอบขึ้น
มีเวลาที่จะทบทวนว่าที่จริงแล้วควรจะทำอย่างไร
ควรจะรู้สึกแบบไหน ควรจะตอบกลับไปมั้ย
และควรจะทำในสิ่งที่รักไปในทิศทางไหน

เลยไม่แน่ใจว่าที่เราไม่ชอบความช้า
เพราะเราคิดว่า ถ้าเราเดินช้าลง นั่นจะทำให้เราไปไม่ถึงจุดหมายรึเปล่า
หรือคุณคิดว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่เราต้องการอย่างช้าๆ แล้ว
นั่นจะทำให้ประสิทธิภาพและความหมายของมันหายไปด้วยรึเปล่า
แล้วเคยคิดมั้ยว่า พอเราช้ากว่าคนอื่น นั่นหมายความว่าเราเป็นไอขี้แพ้ด้วยรึเปล่า ?

ส่วนตัวผมคิดว่าไม่นะ

เพราะเมื่อไหร่ที่เราเริ่มช้า นั่นหมายความว่าเราเริ่มที่จะระวัง
ยิ่งถ้าเป็น เส้นทางใหม่ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย
การได้ค่อยๆ ก้าวเข้าไปในเส้นทางนั้น ทำให้เรามั่นใจในแต่ละระยะก้าว
มากกว่าการวิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไป ซึ่งอาจจะวิ่งเร็วกว่าคนอื่น
แต่สุดท้ายก็สะดุดล้ม จนคนที่เดินตามมาแอบหัวเราะเมื่อเดินผ่านไป

ไหนๆ ก็ผ่านปีนี้ไปเกือบ 5 เดือนแล้ว
เลยอยากมาชวนคุณผู้อ่านมาหากันว่า อะไรบ้างที่เราไม่ต้องรีบทำมันมากไปก็ได้
ค่อยๆ เริ่มไปกับมัน ไม่พร้อมก็พัก ยังมีเวลาอีกสำหรับเรื่องนี้
บางอย่างมันไม่ต้องรีบเกินไปก็ได้

1. อย่าเพิ่งรีบไว้ใจใคร

การไว้ใจใครเนี่ยมันใช้เวลา ยิ่งกับใครสักคนที่จะเป็นคนสำคัญในชีวิตแล้ว
ยิ่งต้องดูกันนานๆ เราจะเชื่อใจ ไว้ใจเขาตั้งแต่วันแรกที่พบกันมันเป็นไปได้ยาก

เคยได้ยินมั้ยที่เค้าบอกว่า ความไว้ใจ มันก็เหมือนการสร้างสะพาน เชื่อมทั้งสองฝั่ง
วันที่เค้าเริ่มสร้าง เค้าก็ต้องเริ่มที่จะทดสอบความแข็งแรงของมัน
ไม่ใช่ว่าสร้างเสร็จ แล้วเปิดใช้งานเลย โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่า มันแข็งแรงพอที่จะรับมือ
รับน้ำหนักของผู้คนที่จะเข้ามาเหยียบเพื่อข้ามไปอีกฝั่งได้มั้ย
แน่นอนเราไม่ทำแบบนั้น

แล้วทำไมเราถึงจะทำแบบนั้นกับกับใครสักคน
จะเปิดสะพานให้ใครสักคนข้ามไป เค้ายังต้องทดสอบ ว่าคุณสมบัติพร้อมมั้ย
มีประกันรึเปล่า พังพินาศมาใครจะรับผิดชอบ

เช่นเดียวกัน การสร้างความไว้ใจ เชื่อใช่ มันก็เหมือนการสร้างสะพานนั่นแหละ
มันต้องสร้างด้วยความอดทน สร้างด้วยเวลา ด้วยการทดสอบ เพื่อความไว้เนื้อเชื่อใจ

จนกระทั่งเราเชื่อมั่นว่า คนนี้แหละที่เราจะไว้ใจเค้าได้
แต่มันคงไม่ใช่วันสองวัน แบบที่ ตอนเจอเมื่อวานเราไม่ไว้ใจเค้าเลย
แต่พอเจอวันนี้ เออ เชื่อแล้วว่า เค้าน่าไว้ใจจริงๆ

ความไว้ใจ พอเกิดขึ้นแล้ว มันจะทำให้เราทั้งสองคนพอใจ มีความสุขกับช่วงเวลานั้นๆ
ทำให้เราสะดวกใจที่จะเปิดเผยความเป็นไปในชีวิตให้เค้า ในขณะที่ฝั่งเค้าเองก็เข้าใจ
เห็นคุณค่าในตัวเรา ยืนอยู่เคียงข้างเรา ไม่ว่าระยะทางที่แท้จริงเราจะยื่นห่างไกลกันมากสักแค่ไหน

เจ็บกันไปเท่าไหร่แล้วกับการไว้ใจผิดคน
เจ็บกันไปเท่าไหร่แล้วกับการรีบรับปาก รับใครสักคนเข้ามาในชีวิต

ไม่ต้องรีบรับใครอีกคนเข้ามา
ไม่ต้องรีบไว้ใจ ว่าเค้าคือคนที่เอาใจไปฝากไว้ที่เค้าได้

ทุกอย่างใช้เวลา
แม้กระทั่งการทดสอบความจริงใจจากใครสักคน

 

2. อย่าเพิ่งรีบตัดสินใครจากสิ่งที่เพิ่งเห็น

ทุกคนที่เราเจอกันตอนนี้ ตรงนี้ ภาพที่เห็นตรงหน้า มันเป็นแค่ Snap Shot ช่วงนั้นในชีวิตเขา
มันเลยเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ ถ้าเราจะตัดสินเค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น ณ เวลานี้

เอาง่ายๆ เวลาเราเจอใครสักคน แล้วพอมีอีกคนมาถามเราว่า คนนั้นเป็นไงบ้าง
เป็นเรื่องยากที่จะตอบ ถ้าเราจะเอาสิบนาที หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งวันที่เพิ่งได้รู้จักกัน
มาบอกว่าเค้าคนนั้นเป็นคนยังไง

บางทีอาจจะต้องใช้เวลามากกว่านั้นหน่อย
เพื่อที่จะตัดสินได้ว่า จริงๆ แล้วเค้าเป็นคนยังไง
มากกว่าสิ่งที่เห็น

ซึ่งก็น่าจะมีคนถามอีกแหละว่า แล้วมันนานแค่ไหนละถึงจะตัดสินได้
ถ้ามีคนมาถามตอนนี้ละ จะตอบไปยังไง

จริงๆ ถ้าเรายังไม่รู้ ก็ตอบไปว่าไม่รู้ก็ได้
มันจำเป็นจริงๆ หรอที่จะต้องบอกว่าใครเป็นยังไง ดีหรือไม่ดี ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้จักกันจริงๆ ?

ถ้ามีใครสักคนไปถามคนที่เพิ่งมาคุยกับคุณได้แค่ไม่กี่นาที แล้วถามว่า คุณเป็นคนยังไง
คุณอยากให้เค้าตอบไปแบบไหนละ แล้วคิดว่าสิ่งที่เค้าตอบกลับไป ใช่ตัวเราจริงๆ รึเปล่า
หรือแค่เป็นเราแค่เสี้ยวเดียวในสิบนาทีที่ได้ทำความรู้จัก ณ เวลานั้น

แล้วมันแฟร์กับเรามั้ย ถ้าเค้ารีบตัดสินเราตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น ?

 

 

3. อย่าเพิ่งรีบเข้าใจไปเองว่า เรารู้จักใครคนนั้นแล้ว

เป็นอีกปีที่ผ่านไป เป็นอีกวันที่กำลังจะผ่านไป
แน่นอนว่าเราต่างเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที ซึ่งเราอาจจะตกลงปลงใจว่า
ใครคือเพื่อนที่เรารักที่สุด ใครคือคนที่เราคิดว่าเข้าใจเค้ามากที่สุดแล้ว
ลองอ่านผลสำรวจนี้ดู

ผลสำรวจจากการศึกษาเรื่อง Social and Personal Relationship บอกเอาไว้ว่า

มันใช้เวลากว่า 50 ชั่วโมง ในการที่เราจะบอกได้ว่า เค้าคนนั้นเป็นเพื่อนกับเรามั้ย

90 ชั่วโมง ในการที่จะบอกว่า เค้าคนนั้นเป็นเพื่อนกับเราจริงๆ รึเปล่า

200 ชั่วโมง ในการที่จะบอกว่า เค้าคนนั้นคือเพื่อนแท้กับเรารึเปล่า

พอรู้แบบนี้แล้วก็น่ากลับมาคิดนะว่าจริงๆ แล้วเพื่อนที่มีอยู่หรือใครสักคนที่กำลังคุยอยู่
มีช่วงเวลาที่เรียกว่า Quality Time กันถึง 200 ชั่วโมงมั้ย

ทวนให้อีกรอบให้ละกัน เราจะใช้เวลา

50 ชั่วโมง ในการที่เราจะบอกได้ว่า เค้าคนนั้นเป็นเพื่อนกับเรามั้ย

90 ชั่วโมง ในการที่จะบอกว่า เค้าคนนั้นเป็นเพื่อนกับเราจริงๆ รึเปล่า

200 ชั่วโมง ในการที่จะบอกว่า เค้าคนนั้นคือเพื่อนแท้กับเรารึเปล่า

น่าสนใจนะ ที่การเข้าใจ หรือเป็นเพื่อนกับใครสักคน การสร้างความสัมพันธ์เหล่านั้นมันใช้เวลากันจริงๆ นั่นแหละ

เราเองก็คงต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการทำความรู้จัก ในการให้ความหมาย ในการตัดสินใคร ในการไว้ใจใคร

การที่ค่อยๆ ทำสิ่งเหล่านี้
น่าจะทำให้ทุกๆ วันที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เราได้มีเวลาในการพิจารณาความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ที่กำลังจะก่อตัว หรือที่กำลังจะลาจากไป

อะไรที่ควรรีบ ก็รีบเถอะ
แต่อะไรที่มันรอได้ อะไรที่ถ้าใช้เวลาไปกับมันแล้วคุ้มค่ากับการทำ

ก็ไม่ต้องไปรีบก็ได้นะ

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก เพจบันทึกนึกขึ้นได้ ได้บน LINE TODAY ทุกวันศุกร์