ไม่น่ารักเลย!? หรือเดี๋ยวนี้ไม่ต้องมี ‘มารยาท’ อีกต่อไป

LINE TODAY ORIGINAL เผยแพร่ 18 เม.ย. เวลา 17.20 น. • เพื่อนตุ้ม

สังเกตดี ๆ คนเราทุกวันนี้สุดโต่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะด้วยคำพูด พฤติกรรม การแสดงออก หรือแม้แต่ท่าทีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถ้าย้อนไปสัก 10-20 ปีก่อน ไม่มีทางได้เห็นกันง่าย ๆ เหมือนในตอนนี้แน่ ๆ

ทั้งการพูดจาเสียงดังในที่สาธารณะ การไม่เกรงใจคนรอบข้าง ไม่รู้จักกาลเทศะ คอมเมนต์หยาบคาย ใส่ร้ายคนอื่นบนโลกโชเชียล หรือมนุษย์ป้า มนุษย์ลุงที่ชอบอ้างความอาวุโสทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสะดวกสบาย และอีกสารพัดพฤติกรรมไม่น่ารักที่ใครเห็นก็รังเกียจ

ปรากฎการณ์ไร้มารยาทแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยคนส่วนใหญ่โทษว่าเป็นเพราะพิษของเทคโนโลยี โลกของการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ทำให้คนเรามีเวลาน้อยลง ไม่ใส่ใจกับการปลูกฝังความดีงามให้งอกงามอยู่ในสังคม สุดท้ายก็เกิดเป็นพฤติกรรมไร้มารยาทอย่างที่หลายคนรังเกียจแต่ดันเห็นได้บ่อย ๆ ในปัจจุบัน

เรียกว่าเป็นปรากฎการณ์สั่นคลอนขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมไทยครั้งสำคัญเลยก็ได้ เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้ จะหาคนที่มีมารยาทดีในทุกด้าน ถือว่ายากเย็นเต็มที

เอาจริง ๆ มารยาทคืออะไร บางคนยังตอบไม่ค่อยได้เลย มารยาทไม่ใช่แค่การไหว้เท่านั้น แต่ ‘มารยาท’ คือแนวทางในการปฏิบัติหรือการแสดงวาจา ภาษา ท่าทาง และพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของผู้อื่นหรือคนทั่ว ๆ ไป

ด้วยความหมายแล้ว มารยาทก็คือการแสดงออกในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสมตามกาลเทศะที่ถูกที่ควร ในที่นี้คงไม่พูดถึงมารยาทแย่ ๆ ที่ไม่ต้องมีใครสอน แต่รู้และทำกันได้เองโดยอัตโนมัติ

จะว่าไปแล้ว ‘มารยาท’ ก็คือเกณฑ์พื้นฐานในการให้เกียรติกันเมื่ออยู่ร่วมกันในสังคม ตามตำรามารยาทแบ่งยิบย่อยเป็นขั้น เป็นตอนหลายกระบวนท่า เช่น มารยาททั่วไป การพูด การเดิน การนั่ง การกิน มารยาท มารยาทตามกาลเทศะ การแต่งกาย การไปอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ฯลฯ แต่ทั้งหมดทั้งมวล มารยาทยังคงเป็นเรื่องของการแสดงออกถึงการให้เกียรติ ไม่ว่าจะกับคนด้วยกันเอง สถานที่ หรือแม้แต่ช่องทางในการสื่อสารต่าง ๆ

มารยาทติดตัวมาแต่กำเนิด ? 

คนเราต่างที่ ต่างถิ่น การเลี้ยงดูก็ต่างกัน เมื่อมาอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้อย่างปกติสุขก็คือต่างคนต่างรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แค่ไหนที่เรียกว่ามากเกินไป และแค่ไหนที่เรียกว่าน้อยเกินไป จะต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันอย่างไร ต้องวางตัวอย่างไร สิ่งเหล่านี้ถูกขมวดเอาไว้ในคำ ๆ เดียวก็คือ ‘มารยาท’

มารยาทไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือติดตัวมาแต่กำเนิด แต่มารยาทเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการอบรม สั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก เน้นย้ำ ๆ ว่าตั้งแต่เด็ก เพราะมารยาทคือเกณฑ์ คือบรรทัดฐานของสังคม คือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสดงออกมา ทั้งคำพูดคำจา กริยาท่าทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา และอบรมสั่งสอน ไม่ใช่เรื่องที่เด็กคนหนึ่งจะรู้ได้เองเมื่อโตขึ้น เพราะเมื่ออยู่ในสังคม แต่ไม่เคยรู้สิ่งเหล่านี้มาเลย จะกลายเป็นคนไร้มารยาททันที!

มารยาทเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา แต่ทำไมต้องสอนกันตั้งแต่ยังเด็ก ‘ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก’ เป็นประโยคที่น่าจะทำให้เห็นภาพชัดเรื่องของมารยาทได้ดีที่สุด เพราะมารยาทเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัย ต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะจนกลายเป็นสิ่งที่แสดงออกโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญมารยาทสามารถหายไปเฉย ๆ ได้เลย แค่เพราะ ‘ความมักง่าย’ และ ‘ความเห็นแก่ตัว’

อย่างไรก็ตาม แม้คนส่วนใหญ่จะถูกสั่งสอนเรื่องมารยาทกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ปัญหาก็คือคนทุกเพศ ทุกวัยลืมวิธีใช้ชีวิตอย่างมีมารยาท แข่งกันทำตัวไม่น่ารัก เป็นเหตุให้สังคมไม่น่าอยู่ ทั้งเอาเปรียบ ขัดแย้ง และอคติที่ทำลายบรรยากาศดี ๆ ของการอยู่ร่วมกันในสังคมไปจนหมดสิ้น

เมื่อมารยาทกลายเป็นเรื่องเฉิ่มเชย!

ทุกวันนี้คนมีมารยาทกลายเป็นคนส่วนน้อยในสังคม มารยาทกลายเป็นเรื่องเฉิ่มเชยที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว โลกที่เราอยู่ตอนนี้สามารถด่าคนไม่รู้จัก เพียงเพราะไม่พอใจอะไรบางอย่างได้แบบง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีมารยาท หรือให้เกียรติใครหรืออะไรทั้งนั้น

ยิ่งในโลกโซเชียล ทุกคนพร้อมใจกันทิ้งมารยาทลงถังขยะ แล้วเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากทำอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด โดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ทำให้เกิดการ Bully (การกลั่นแกล้งที่แสดงออกด้วยคำพูด หรือพฤติกรรม) เกิด Hate speech (วาจาที่สร้างความเกลียดชัง) นับไม่ถ้วนจนเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้นอย่างทุกวันนี้

ทีนี้ลองสำเร็จตัวเองดูว่าเรากำลังกลายเป็นคนไม่มีมารยาทไปแล้วหรือเปล่า อย่างที่บอกว่าโลกทุกวันนี้มันหล่อหลอมให้คนเราขาดความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นทุกที ทำให้เราเองก็ลืมว่ากำลังเรื่องที่ไร้มารยาทอยู่ เพราะคิดว่าใคร ๆ เค้าก็ทำกันทั้งนั้นจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม แต่นั่นเป็นแค่ข้ออ้างหรือเปล่า ?

คำว่า ‘มาตรฐานใหม่ของสังคม’ คือสิ่งที่คนไร้มารยาทบัญญัติกันขึ้นมาเองหรือเปล่า พวกเรากำลังลืมการมี ‘มารยาท’ และทำสิ่งต่าง ๆ ที่ยึดตนเองเป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้างว่าจะรู้สึกอย่างไร ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน ความอคติต่อกันทำลายบรรยากาศดี ๆ ของการอยู่ร่วมกันในสังคมจนกลายเป็นปัญหาไม่จบไม่สิ้น

ความจริงแล้ว แม้ว่าเราจะอยู่ในโลกที่หมุนเร็วจนน่าตกใจ อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงกันได้อย่างว่องไว หรือมีเทคโนโลยี วิวัฒนาการที่ก้าวไปข้างหน้าได้ไกลแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ยังต้องระลึกไว้เสมอและไม่มีวันคร่ำครึก็คือการให้เกียรติกัน การมีมารยาท การรู้จักกาลเทศะ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไร คนที่รู้จักเคารพตัวเอง เคารพคนอื่น ให้เกียรติคนอื่นก็ยังเป็นคนที่น่าคบค้าสมาคมด้วยมากที่สุดอยู่ดี

สั่งสอน ปลูกฝัง และอย่าลืม!

อย่างที่บอกว่ามารยาทเป็นสิ่งที่ต้องอบรมสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้นหน้าที่สำคัญคงหนีไม่พ้นพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ และครูอาจารย์ ที่ต้องร่วมมือร่วมใจกันบ่มเพาะให้เด็กคนหนึ่งเติบโตไปมีความน่ารัก มีมารยาท เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม อย่าคิดว่าเรื่องแบบนี้โตไปก็รู้ได้เอง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจิตสำนึกที่ดี

ส่วนผู้ใหญ่ที่โตเกินกว่าจะมาปลูกฝังหรืออบรมสั่งสมได้แล้ว ก็ต้องไม่ลืมพื้นฐานที่สำคัญของมารยาท ซึ่งก็คือการรู้ว่าอะไรควร ไม่ควร และการให้เกียรติคนอื่น อย่าเผลอทำตัวไม่น่ารักเพียงเพราะความสะดวกสบาย ความมโนไปเองว่าใคร ๆ ก็ทำกันไม่เห็นแปลกอะไร เพราะความมักง่ายและเห็นแก่ตัวแบบนี้นี่แหละที่ทำให้สังคมทุกวันนี้มันไม่น่าอยู่อีกต่อไป

มาถึงตรงนี้..หลายคนคงรู้แล้วว่ามารยาทเป็นเรื่องที่พวกเราลืมกันไปเกือบหมดแล้วจริง ๆ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ มารยาทเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่และงดงาม ถ้าเราอยากอยู่ในสังคมแบบนี้ อยากให้ลูกหลานโตมาในสังคมแบบนี้ ‘มารยาท’ ก็จำเป็นและต้องมี!