โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์ รพ.วิมุตแนะสาวเมืองกรุงลดน้ำหนักด่วน หลังพบอ้วนลงพุงกว่า 65%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 มี.ค. 2566 เวลา 09.57 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2566 เวลา 09.21 น.

แพทย์ รพ.วิมุตเผย ผู้หญิงในกรุงเทพฯมีความชุกภาวะอ้วนลงพุงสูงถึง 65.3% ส่งผลให้มีความเสี่ยงจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมแนะนำ 3 วิธีลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ

วันที่ 7 มีนาคม 2566 นายแพทย์ฐากูร วิริยะชัย กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคติดเชื้อในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต เปิดเผยว่า การสำรวจสุขภาพประชาชนกรุงเทพมหานคร ปี 2563 พบว่าโรคอ้วนในเยาวชนอายุ 6-14 ปี มีอัตราสูงถึง 12.5% โดยเป็นเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหารที่มีแป้ง น้ำตาลและไขมันสูง รวมถึงใช้เวลาว่างทำกิจกรรมที่ไม่ค่อยได้ใช้พลังงานหรือออกกำลังกายน้อย เช่น เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือเล่นโทรศัพท์มือถือ

โดยวิธีลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การปรับอาหารให้ถูกสัดส่วน โดยในแต่ละมื้อแบ่งอาหารเป็น 4 ส่วน คือ ผักกับผลไม้รวมกัน 2 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน และคาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน รวมถึงปรุงอาหารด้วยวิธีการตุ๋น ต้ม นึ่ง อบ ยำและลวก หลีกเลี่ยงการคั่ว ปิ้ง ย่าง เผา ผัด หรือทอด รวมถึงไม่ควรรับประทานอาหารในช่วง 4 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน

2.การออกกำลังกาย เน้นกิจกรรมที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและหายใจเร็วขึ้นในระดับที่ไม่สามารถร้องเพลงได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังสามารถพูดคุยประโยคยาว ๆ ได้ เช่น การเดินเร็วหรือขี่จักรยานต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป และ 3.การปรับแนวคิดและอารมณ์ โดยสร้างเป้าหมายในการลดน้ำหนัก หากรู้สึกหิวให้หากิจกรรมอย่างอื่นทำแทน เช่น ออกกำลังกายหรือดื่มน้ำ ตลอดจนขอให้บุคคลรอบข้างช่วยสนับสนุนการลดน้ำหนัก และปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมไม่ให้เกิดความอยากรับประทานอาหาร

ด้านนายแพทย์ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต เผยว่า ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยจากการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 ปี 2562-2563 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนถึง 42.2% และอ้วนลงพุง 39.4%

ทั้งนี้ คนกรุงเทพฯมีความชุกของภาวะอ้วนสูงที่สุดที่ 47% โดยเฉพาะผู้หญิงในกรุงเทพฯ มีความชุกภาวะอ้วนลงพุงสูงถึง 65.3% ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง

ส่วนกรณีที่บางคนมีปัญหาอ้วนง่าย แม้ลดอาหารแล้วก็ยังไม่ผอม นพ.ชาญวัฒน์อธิบายว่า “นอกจากภาวะทางพันธุกรรมและการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม เช่น สเตียรอยด์ และการเป็นโรคไทรอยด์ต่ำ ก็อาจเป็นสาเหตุให้อ้วนขึ้นได้แม้เราจะกินอาหารตามสัดส่วนปกติก็ตาม

ดังนั้น หากเรารู้สึกว่าอ้วนง่ายผิดปกติและไม่สามารถลดได้แม้จะพยายามทำตามคำแนะนำทั่วไปอย่างเคร่งครัดแล้ว ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าแนวทางการลดน้ำหนักที่เราปฏิบัติอยู่อาจไม่ถูกต้อง ซึ่งแพทย์ก็จะได้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลต่อไป”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...