“ฮิวโก้” การเปลี่ยนแปลง เพลงร็อก ส้มตำ ความเป็นพ่อ

LINE TODAY เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2562 เวลา 17.05 น.

หากพูดถึง“ฮิวโก้ จุลจักร” ทุกคนอาจจะมีภาพจำของเขาแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นภาพของพระเอก, นักแสดงภาพยนตร์, นักร้องวงสิบล้อ, นักร้องผู้มีแนวทางเป็นของตัวเอง, สามีสุดฮิป, คุณพ่อสุดคูล จนไปถึงภาพของมนุษย์ผู้มีอิสระในตัวเอง 

แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วฮิวโก้นั้นเป็น “นักอนุรักษ์” แต่คำว่าอนุรักษ์ของฮิวโก้นั้นไม่ได้หมายความว่ารักษา “สิ่งเก่า” แต่เขาหมายถึง “สิ่งที่ดีอยู่แล้ว” มากกว่า และยิ่งในสังคมไทยที่ตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเขาเอง ที่นอกจากการกลายเป็นคุณพ่อของลูกๆ แล้ว เส้นทางอาชีพของฮิวโก้ก็ไม่ธรรมดา มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเป็นพื้นที่ให้แฟนเพลงได้เข้ามาในพื้นที่และแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันด้วย เรื่องราวและเส้นทางการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของฮิวโก้ทำให้ฮิวโก้กลายเป็นฮิวโก้ในทุกวันนี้

เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม มีความคิดเห็นและรับมือกับมันอย่างไร?

บางทีการเปลี่ยนแปลงมันก็ไปในทางที่ดีก็ได้ และมันมีเรื่องระยะยาว กับ ระยะสั้น ปฏิกิริยาที่เรามีในระยะสั้นมันอาจจะไม่สำคัญเท่ากับระยะยาว แน่นอนสิ่งที่พูดง่ายที่สุดก็คือ “ยอมรับ” ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอด มันอยู่ที่ว่า พอเรายอมรับว่ามันเปลี่ยนแปลง เราจะรับมือกับมัน และเราจะเปลี่ยนแปลงยังไงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ให้ดีหรือไม่ดีกับตัวเองมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เพราะการเปลี่ยนแปลงมันค่อนข้างกว้าง แต่เผลอๆ มันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง” 

“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นการปฏิเสธตัวเองในอดีต มันแค่เป็นการให้โอกาสตัวเองในอนาคต ที่จะมีความสุข หรือที่จะอย่างน้อยทุกข์น้อยลง” 

คิดถึงเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้คือ?

การเข้าวงการบันเทิง น่าจะเป็นจุดสำคัญและเป็นสิ่งที่แปลกที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม เพราะว่าการมีลูก หรือการมีครอบครัวเนี่ยเป็นสิ่งที่ปกติที่สุด ทุกคนส่วนมากก็ต้องเจอ หรืออย่างน้อยต้องใกล้ชิดกับเหตุการณ์นี้ไม่ว่าจะมีครอบครัวด้วยตัวเอง หรือญาติพี่น้องอาจจะมีครอบครัว เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจออยู่แล้ว ความรับผิดชอบอะไรก็ตาม ซึ่งมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่การเข้าวงการบันเทิง การกลายเป็นคนมีชื่อเสียง น่าจะมีผลกระทบที่สุด ทั้งในแง่ร้าย และในแง่ดี

การเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยตอนนี้เกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง? 

มันก็อยากจะเห็นหลายอย่าง แต่ผมก็พยายามที่จะไม่คาดหวังมากเกินไป ถ้าพูดถึงในโลกกว้าง ๆ ก็คงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทำยังไงให้ทุนนิยม กับสิ่งแวดล้อมอยู่คู่กัน สามารถบวกราคาผลกระทบไปในแต่ละสินค้าแต่ละชิ้นเข้าไปได้ไหม ถ้าสินค้ามันมีผลกระทบ การเก็บขวดเก็บฝาเรารวมเข้าไปอยู่ในราคาเครื่องดื่มได้ไหม ผมหวังว่าเราจะถึงจุดนั้น ไม่อย่างนั้นต้องมาพิจารณากำไร ว่ามันเป็นของใครและทำไม ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับความเท่าเทียมกันในสังคม ในเรื่องของเงินทอง อยากเห็นทุนนิยมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายสังคมด้วยการสร้างความแบ่งแยก สร้างวิถีชีวิตที่แตกต่างกันเกินไป และมันเป็นภัยต่อระบบทุนนิยมด้วย ถ้าคุณทำธุรกิจสร้างความร่ำรวยให้คุณเอง คุณต้องอย่าให้ห่างกันเกินไป เพราะจะนำไปสู่ความแค้น และเกลียดชังระหว่างชนชั้น ซึ่งยังมีอยู่ในโลก มันมีหลายสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับเรื่องเพศเป็นเรื่องวัฒนธรรม บางที่ก็เป็นเรื่องศาสนาด้วย ในแต่ละประเทศ ภาค ไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถรู้ว่าคนทุกคนมันคิดตรงกันหรือเปล่า เราต้องคิดเรื่องกว้าง ๆ แต่อย่างว่า มันเป็นเรื่องใหญ่ และซับซ้อนจนไม่รู้ว่านักร้องคนนี้มีอะไรที่ฉลาด ส่งเสริม และเป็นบวก จะช่วยไรใครได้หรือเปล่า

เรื่องกัญชาเสรี? 

มันควรจะเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว เพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเมืองไทย การทำให้พืชหรือต้นไม้ผิดกฎหมาย ผมว่าเรื่องกัญชามันท้ายแถว จริง ๆ ในความสนใจของเจ้าหน้าที่มันมีภัยอื่น ๆ ที่น่าไปโฟกัสมากขึ้น แล้วยิ่งหลักฐานของผลที่มันมีต่อการแพทย์ แล้วก็ถ้าเรายังจะเป็นประเทศที่อยากมองประเทศอื่นเป็นตัวอย่างบ้าง เช่น รัฐแคลิฟอเนียร์ รัฐหลาย ๆ รัฐในอเมริกา หลาย ๆ ประเทศในยุโรป ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะจริง ๆ มันเป็นเรื่องท้ายแถว แล้วมันน่าจะเกิดขึ้น  

การแต่งงานของเพศเดียวกัน?

 อะไรก็ตามที่รัฐสามารถหลีกเลี่ยงชีวิตส่วนตัวของคนได้ยิ่งมากขึ้นผมว่ามันยิ่งดี ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้คาดหวัง แต่เราคาดหวังให้รัฐจัดการกับหลาย ๆ เรื่อง และเรื่องชีวิตส่วนตัวของคนไม่ว่าจะเป็นเรื่องกัญชา หรือเรื่องแต่งงาน มันไม่ใช่เรื่องของรัฐที่จะมายุ่งเกี่ยว ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี จริง ๆ แล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มันไม่สำคัญ ผมอยากให้ความสนใจของเจ้าหน้าที่รัฐมาอยู่กับสิ่งที่เป็นภัยจริง ๆ เช่นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือการค้ามนุษย์ หรือระบบการเมืองในเมืองไทย

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในวงการบันเทิงของ “ฮิวโก้” จากนักแสดงสู่ศิลปิน แพชชั่นที่ทำให้มาถึงทุกวันนี้?

ความแตกต่างระหว่างนักร้องหรือนักแสดง พิธีกร ผมว่ามันเป็นความแตกต่างที่ผิวเผินเหลือเกินในเรื่องของความเป็นอยู่ เรื่องของวิถีชีวิต หรือเวลาที่เราใช้ อย่างเช่น ผมไม่รู้ว่านักแสดงคนอื่นเขารู้สึกเหมือนผมตอนที่ผมอยู่บนเวทีเล่นดนตรีสดหรือเปล่า ผมเดาว่าบางคนคงรู้สึกคล้ายๆ ที่ผมรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากในชีวิต ถ้านอกเหนือจากครอบครัวแล้ว ช่วงเวลาที่อยู่บนเวทีคือช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุด มันเป็นโอกาสที่จะทำอะไรร่วมกัน มันตรงข้ามกับความเหงา เพราะจริงๆ มนุษย์ทุกคนคงแอบเหงาตลอดเวลา แอบรู้สึกว่าไม่มีคนเข้าใจ แม้แต่คนที่ใกล้ชิดแล้วบางทีเขาก็ไม่เข้าใจ แต่ในเวลาช่วงนั้นมันก็เหมือนในคอนเสิร์ตที่ดีๆ มันก็เหมือนเป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล เราเข้าใจว่าคุณอยากมาฟังอะไร คุณก็เข้าใจว่าผมพยายามทำอะไรอยู่ ตรงนั้นมันเป็นความใกล้ชิดที่แปลก เพราะว่ามันเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมที่เกิดขึ้นระหว่างหลายๆ คนที่ไม่ได้รู้จักกันเลย เป็นพรมแดนชั่วคราวผ่านโลกดนตรี

ซิงเกิ้ลใหม่กับแนวเพลง ไซเคเดลิกร็อก?

ไซเคเดลิกร็อก มันอาจจะเป็นเรื่องของเสียง หรือคำร้อง หรือเรื่องราวที่ดูเกินธรรมชาติ เหมือนเป็นภาพที่เหมาะจะเป็นภาพความฝัน ภาพที่เกิดขึ้นจากการเมา หรือป่วย สิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะมีจริงในโลก แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องของจุดยืนที่แปลก ประหลาด ไม่ธรรมชาติ เกี่ยวกับจิตใจ และสิ่งที่เห็น เรื่องอารมณ์ที่ไม่ปกติ ตรงข้ามกับจำเจ และมันเป็นส่วนที่มีบ้างและไม่มีบ้างในงานเพลงของผมตลอดอยู่แล้ว และเมืองไทยเป็นประเทศที่ ไซเคเดลิก พอสมควร ในเรื่องของสีสัน ความแปลกประหลาด และความหลากหลายแตกต่างที่มันมี ความเป็นไทยมันเป็นอะไรที่ ไซเคเดลิก มากๆ ในเชิงความหลากหลาย ในเชิงความแปลก และในเชิงทั้งสามารถมีสิ่งที่เก่า โบราณอยู่พร้อมกับโลกที่แบบเหมือนโลกอนาคตมาก รวมถึงส้มตำบางครั้งเป็นสิ่งที่ ไซเคเดลิก มาก ถ้ามันนัวมาก มันจะมีทั้งสีม่วง สีส้ม สีเขียว และทานเข้าไปแล้วคุณก็จะไม่เหมือนเดิม เผ็ดก็หยุดกินไม่ได้ทั้งๆ ที่มันเจ็บ ก็ยังกินเข้าไป

The Deals We Make ข้อตกลงที่เราทำกัน ที่เราตั้งขึ้นมา แต่การ Deals ไม่ได้เป็นแค่ข้อตกลง แต่มันเหมือนเป็นการปลอบใจตัวเอง ว่านี่จะเป็นขั้นสุดท้ายแล้ว หรือยังไงก็ตามทั้งหมดมันเป็นมายาช่างเหอะ จักรวาลทั้งหมดมันอยู่ในตัวเรา แบบอะไรที่หลายๆ คนชอบพูดกับตัวเองก็เพื่อที่จะรับสถานการณ์ได้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เราพูดกับตัวเองอาจจะไม่จริงก็ได้ อาจจะเป็นการปลอบใจ มันเป็นเรื่องข้อตกลงที่มีต่อคนอื่น มีต่อตัวเอง ที่เราพยายามใช้มัน มันก็เหมือนเป็นเพลงที่หยอกล้อกับอาการที่เราชอบหลอกตัวเอง หากวิธีหลอกตัวเองจนได้ ก็ตั้งมันว่าเป็นข้อตกลง ถ้าอันนี้มันเกิดขึ้นผมก็จะทำแบบนี้

สำหรับอัลบั้มนี้เป็นแนวทดลองเทคโนโลยี ทดลองเสียง และทดลองวิธีทางการตลาดด้วย ลองกับจังหวะที่ปล่อยเพลง ทำงานให้ถี่ขึ้น ทำงานให้เรียบง่ายขึ้น ใช้อุปกรณ์สะดวกพกพามากขึ้น พึ่งห้องอัดน้อยลง ใช้เวลาในห้องอัดน้อยลง แล้วก็พยายามจะเป็นอิสระมากขึ้น ก็เลยเลือกใช้ภาษาอังกฤษ เพราะว่ามัน abstract กว่าภาษาไทย  

การเปลี่ยนแปลงของวงการดนตรี มีด้านไหนที่กระทบเราจังๆ ไหม?

การมีคู่แข่งเยอะขึ้น เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ใครทำอัลบั้มขึ้นมาหนึ่งอัลบั้มก็ได้ เพราะเทคโนโลยี ผมไม่สามารถตอบได้ว่าเพลงที่ทำขึ้นมาในเวลาครึ่งชั่วโมงในโทรศัพท์ของคุณจะไม่ดัง มันมีโอกาสพอ ๆ กับเพลงที่ผมปั้นมาเป็นเดือน ที่จะมีตัวเลขในโลกออนไลน์พอ ๆ กัน หรือมากกว่าด้วยซ้ำ

ปริมาณของเพลงที่มีในตลาดก็เช่นกัน เพลงของผมต้องต่อสู้กับเพลงของท้องตลาดที่มีอยู่ในปัจจุบัน และทุกเพลงที่เคยบันทึกมาตลอดในประวัติศาสตร์การบันทึกเสียง และเป็นผมผมก็คงเลือกที่จะฟังหัวกะทิ แล้วพวกผมที่เป็นวุ้นเป็นน้ำที่อยู่กับเยอะแยะ พวกนั้นก็คือมองข้ามได้ เลยยากขึ้นที่จะเข้าถึง แต่มันข้อดีของมันคือค่าใช้จ่ายในการผลิต อัลบั้มมากขึ้น มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องมีสัญญา หรือบริษัทยักษ์ใหญ่หยิบออกมาจากบ้าน และเอาไปวางบนเวที มันเกิดขึ้นยาก แต่เป็นไปได้ที่จะสร้างเส้นทางด้วยตัวเอง เริ่มต้น และไปได้ไกล

สร้างความสมดุลอย่างไรระหว่างเพลงที่เราชอบ กับ ความต้องการของตลาด?

 ผมปฏิเสธมาตลอดมาตลาดมีไว้ตอบโจทย์ ผมเป็นคนบอกว่าเพลงของผมจะเป็นอย่างไร ถ้าตลาดบอกผมคงแพ้ เพราะว่าผมไม่เคยเห็นตรงกับตลาดเลย แต่นั่นแค่กับตลาดหลัก แต่มันก็มีตลาดกลาง ตลาดน้อย ตลาดใต้ดิน ผมก็อยู่บนดินนะ ถ้าผมเอาใจตลาด ผมก็สู้มืออาชีพที่เอาใจตลาดเป็นไม่ได้

รับมือกับคอมเมนท์บนโลกออนไลน์อย่างไร?

 มันต้องพูดกันต่อหน้าต่อตา การสนทนาในออนไลน์ผมไม่ค่อยเห็นประโยชน์ เพราะผมเปิดเผยว่าผมเป็นใคร มันต้องเท่าเทียมกัน โซเชียลมีเดียเป็นดาบคมเดียว มันไมได้เป็นประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ถ้ามันนำสู่ประชาธิปไตย หรือความเจริญ ความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ผมจะเชียร์ แต่ผมไม่เห็นว่ามันทำอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์ อเมริกา ยุโรป เป็นด้านวิจารณ์ที่มันส์กว่าการเชียร์ การเชียร์ดูโง่ และไร้เดียงสา วิจารณ์คมๆ ดูฉลาดกว่าเยอะ

 มันเป็นวาวล์ที่ได้ปลดปล่อย แต่ก็เท่ากับว่าไม่ได้ทำอะไรในโลกจริง ผมก็เคยเป็น ผมก็นั่งพิมพ์แล้วไม่ลงมือทำอะไรเลย พอเราลงมือทำจริงทำให้ชั่งใจในสิ่งที่คิดมากขึ้น พอเจอกันต่อหน้าต่อหน้า คนพร้อมที่จะเปลี่ยนใจ พอมันเป็นขาวดำตัวสะกดอะไม่มีน้ำเสียงไม่มีความเป็นมนุษย์มันก็จะมีแต่ซัดกัน พอไม่เห็นด้วยก็ต้องด่าไว้ก่อน เป็นสัญชาตญาณที่เกิดขึ้น การส่งข้อความหากันก็ความเข้าใจผิดได้เพราะมันไม่มีน้ำเสียง สิ่งที่เราพูดมันดูแข็ง และไร้ความรู้สึก จริงๆ เราอาจจะหยอกล้อ ไม่ได้ประชด ผมเลยไม่เห็นประโยชน์ของมันเท่าไหร่ ผมมีเพราะว่าเป็นเรื่องธุรกิจ แต่ผมไม่เล่น

ในครอบครัว พี่ฮาน่าโซเชียลมีเดียจ๋ามาก มีการบาลานซ์อย่างไร?

มันก็มีการคุยกันบ้าง แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ วิจารณญาณ มีสิทธิ์ที่จะทำต่อโซเชียลของเขา

ฮิวโก้ในฐานะคุณพ่อลูกสามเป็นอย่างไรบ้าง?

 ผมไม่ได้เป็นคนที่ชิล ดุลูกตลอดเวลา ดุเรื่องเล่นบอลในบ้าน เป็นคุณพ่อที่ดุ เพราะว่าเด็กที่ไม่มีมารยาทเป็นสิ่งที่ระคายเคือง เด็กพูดจาไม่มีหางเสียง รับไม่ได้ เพราะเอาเรื่องไม่ได้ เด็กจนกระทั่งอายุ 18 จะไปโทษอะไรมากไม่ได้ เพราะเขาถูกเลี้ยงดูมาแบบนั้น ถ้าเด็กกลายเป็นภัยสังคมคือเป็นความผิด

การเป็นพ่อแม่ VS การทำเพลง อะไรยากกว่ากัน?

 Parenting แน่นอน การเลี้ยงลูกยากเป็นบ้าเลย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นพ่อ พอเกิดขึ้นก็เครียดที่สุดในชีวิต และไม่มีเพิ่มแน่นอน ภรรยายอมรับได้มากกว่าผมว่าเราเป็นคนในวงการ ลูก เท่ากับ คนในวงการ

หากย้อนเวลากลับไปได้ จะเลือกแบบเดิมไหม?

คือถ้าหากย้อนได้ และยังไปเลือกทางเดิม ก็คงเป็นคนที่น่าเบื่อพอสมควร ในเมื่อมันย้อนไม่ได้ ไม่มีทาง ผมเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ ผมก็คงไม่อยากเปลี่ยน ผมก็พอใจกับหลายอย่างเลยในชีวิต ถ้าย้อนกลับไปก็ต้องไม่มีความทรงจำจากเวลานี้ด้วย ถ้าจะเปลี่ยน ก็ต้องลืม มันเป็นเรื่องการเดินทางกลับไปในกาลเวลานอกเหนือปัจจุบัน มันน่าจะทำให้มีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นอีกเยอะ