[End]1940 ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง มี e-book
ข้อมูลเบื้องต้น
********
จากวันสิ้นโลก ถึงปี 1940
เฉียวซีเด็กสาววัย 16 ในปีสิ้นโลกถูกฝูงซอมบี้ขย้ำตาย
หล่อนข้ามเวลามาเข้าร่างเฉียวซี วัย 22 ที่ใช้ชีวิตอยู่ในมณฑลซวางซีในปี 1940
ต้องมาเผชิญกับความอดอยากและภัยสงคราม
กัดฟันลากสามีที่บาดเจ็บหนักเสี่ยงพิการและหอบหิ้วลูกสาวสองคนหนีหัวซุกหัวซุน
โชคยังดีที่สวรรค์เมตตา…
ให้พลังพิเศษจากวันสิ้นโลกพ่วงน้องชายแท้ๆ ติดมาในยุคนี้ด้วย
ต่อให้หนทางหนีภัยแล้งภัยสงครามจะทุลักทุเล
เพื่อคนในครอบครัว(ทั้งในยุคใหม่และยุคก่อน) เฉียวซีคนนี้จะขอฮึดสู้ดูสักตั้ง!
*******
# e book ไม่เกิน 5 เล่มจบค่ะ
*******
>>> 1940 ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง เล่ม 1 <<<
>>> 1940 ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง เล่ม 2 <<<
>>> ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง เล่ม 3 <<<
>>> ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง เล่ม 4 <<<
>>> ข้ามเวลามาพาสามีหนีแล้ง เล่ม 5 <<<
“นิยายเรื่องนี้อ้างอิงเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์มาบางส่วน
นำมาแต่งเติมผ่านจินตนาการของคนเขียนเพื่ออรรถรสในการอ่าน
ไม่มีเจตนาบิดเบือนความจริงแต่ประการใด
ประเทศและตัวละครในเรื่องไม่มีอยู่จริง
หากผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมาณ.ที่นี้ด้วยค่ะ”
จากวันสิ้นโลกถึงปี 1940
ที่ไหน?
เฉียวซีกะพริบตาอยู่หลายครั้งกว่าจะปรับสายตาให้เคยชินกับความมืดรอบกาย จากนั้นหล่อนก็ตกอยู่ในความสับสนงุนงงไม่รู้จบ
หล่อนพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย กำลังนอนอยู่บนเกวียนหลังหนึ่ง เขย่าอยู่บนถนนขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อ จมูกได้กลิ่นดิน ผิวกายสัมผัสสายลมบริสุทธิ์ไร้สิ่งปนเปื้อน
ที่นี่ไม่มีตึกสูงเสียดฟ้า…
ไม่มีถนนคอนกรีตราบเรียบ ระเกะระกะไปด้วยรถยนต์จอดนิ่งสนิทเรียงรายสุดสายตา…
ที่สำคัญกว่านั้นคือไร้หมอกพิษปนเปื้อนในอากาศ ไม่คล้ายวันสิ้นโลกที่หล่อนพยายามเอาชีวิตรอดมานานนับปี
ดังนั้นเฉียวซีจึงมีความคิดเหลวไหลหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
หล่อนอาจจะทะลุมิติมาเกิดใหม่?
อย่าเห็นว่าหลังวันสิ้นโลก วันๆ หล่อนต้องวิ่งวุ่นเอาตัวรอดจากซอมบี้ หลบหนีจากคนที่ปล้นเสบียงด้วยกันเอง ยากจะมีเวลาได้พักหายใจ
ยิ่งพบเจอสถานการณ์บีบคั้นหัวใจ ทำให้คนกดดันแทบเป็นบ้าตาย หล่อนยิ่งโหยหาช่วงเวลาอันสงบสุข ที่ที่จะผ่อนคลายจิตใจแม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง
นิยายจึงกลายเป็น ‘ที่พักใจ’ เพียงหนึ่งเดียวซึ่งหล่อนสามารถเลือกหามาหลบมุมอ่าน ในเวลาที่ไม่ต้องวิ่งวุ่นสู้กับซอมบี้หรือผู้คน
ช่วงเวลาที่หล่อนกับน้องชายถูกคนในทีมผลักเข้าไปกลางคลื่นซอมบี้นับร้อย หล่อนไม่มั่นใจสักนิดว่าจะสามารถรอดชีวิตอยู่รอจนถึงตอนที่หัวหน้าฝ่าฝูงซอมบี้มาช่วยเหมือนครั้งก่อนๆ
แม้จะพยายามดื่มยาฟื้นพลังชีวิตที่หัวหน้ามอบให้ แต่คลื่นซอมบี้มีมากเกินไป ไม่ทันไรหล่อนกับน้องชายก็อ่อนแรง ถูกซอมบี้รุมกัดทึ้งฉีกร่างตายอย่างอนาถ
หล่อนน่าจะสิ้นลมตั้งแต่ตอนนั้น แล้วทะลุมิติมาเกิดใหม่เหมือนที่เคยอ่านในนิยาย…ใช่ไหมนะ?
เพราะถ้ารอดมาได้จริงก็ควรต้องอยู่ในสถานที่หลบภัยอย่างในตึกสูงหรือห้องพักที่เต็มไปด้วยเครื่องใช้ทันสมัย ไม่ใช่บนเกวียนเทียมลาที่ผู้คนในเมืองเลิกใช้ไปหลายทศวรรษแล้ว
แต่นอกจากความทรงจำในวันสิ้นโลก ในหัวเฉียวซีกลับไม่มีความทรงจำอื่นอยู่อีก
หล่อนจึงลังเลไม่แน่ใจว่าตนทะลุมิติมายังสถานที่อื่น ที่ไม่ใช่หลังวันสิ้นโลกอย่างที่คาดเดาไว้จริงหรือกำลังอยู่ในห้วงฝันก่อนจะสิ้นลม
“พี่ใหญ่ ผมเก็บเธอไว้เป็นภรรยาไม่ได้จริงๆ เหรอ?”
ขณะคนด้านหลังจมอยู่ในความสงสัย เกวียนลาก็เริ่มลดความเร็วลง ชายร่างผอมที่บังคับเกวียนเอ่ยปากถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ผ่านความมืดขึ้นมาเป็นประโยคแรก
“ไม่ได้ หล่อนมีสามีมีลูกแล้ว ต่อให้จะสวยกว่าสะใภ้บ้านอื่นที่พวกเราเคยลักไปขาย แต่ทั้งตัวก็ผอมแห้งมีแต่กระดูก กอดหล่อนนอนนอกจากไม่อุ่นแล้ว ยังเปลืองเสบียงอาหารที่ฉันหามาด้วยความยากลำบากอีก
ขายหล่อนกับลูกๆ ให้บ้านเศรษฐีตามแผนเดิมน่ะดีแล้ว ได้เงินได้ข้าวมาเก็บเป็นเสบียงเพิ่มอีกครึ่งถังก็ยังดี อย่างน้อยก็พอกินไปได้อีกเป็นเดือน” ชายตัวอ้วนตบศีรษะเจ้าผอมปฏิเสธเสียงแข็ง
“แต่ครั้งนี้ผมถูกใจเธอจริงๆ นี่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำเหมือนที่แล้วมา ให้หล่อนอยู่ปรนนิบัติพวกเราพี่น้องนานหน่อย เล่นกับหล่อนเบื่อเมื่อไหร่ค่อยเอาไปขายทิ้ง
อย่าคิดจะเก็บหล่อนไว้ให้เปลืองเสบียงอาหาร ภัยแล้งกับภัยสงครามครั้งนี้ยังไม่แน่จะจบลงเมื่อไหร่ ขืนยังคิดเก็บคนไว้ล้างผลาญเสบียง แกก็ไสหัวไปหาข้าวกินเองซะ”
“ทะ…ทำอย่างพี่ว่าก็ได้”
เจ้าผอมเถียงสู้ไม่ไหว สุดท้ายก็จำใจก้มหน้ารับคำ
เพราะความมืดมิด ทั้งสองจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าตลอดการสนทนา คนที่กล่าวถึงฟื้นตื่นลืมตาขึ้นมาเงี่ยหูฟังอยู่นานแล้ว
นี่มันเรื่องบ้าอะไร!
หล่อนทะลุมิติมาไม่ทันไรก็จะถูกพาตัวไปขายให้พ่อค้าทาสแลกข้าวครึ่งถัง นี่จะต่างกับโลกก่อนที่อาหารกระป๋องเดียวก็แลกผู้หญิงไปนอนด้วยตรงไหน
ใจเฉียวซีขมฝาดเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
ถ้าเพียงแต่พลังธาตุและช่องเก็บมิติหลังวันสิ้นโลกติดตัวมาในโลกแห่งนี้ด้วย หล่อนจะเรียกหน้าไม้คู่ใจที่หัวหน้ามอบไว้ให้ป้องกันตัวจากช่องมิติออกมา สร้างลูกศรจากพลังธาตุไม้ยิงเดรัจฉานทั้งสองคนนี่ทิ้งซะ
กึก!
นึกถึงหน้าไม้…หน้าไม้ในช่องมิติก็ปรากฏขึ้นในมือ
หัวใจเฉียวซีเต้นตึกตักเกือบโลดออกมานอกอก
หญิงสาวไม่ได้รีบร้อนกวาดจิตสำรวจช่องมิติที่ซ่อนตัวอยู่ในสัญลักษณ์ธาตุไม้ใต้ข้อมือตน ด้วยคาดเดาได้ว่าหากหน้าไม้ติดมากับช่องมิติ ของสำคัญอย่างอื่นของหล่อนในโลกก่อนก็น่าจะติดมาด้วย
ไม่ว่าจะเรื่องพลังในชาติก่อน…
เรื่องสามีกับลูกในชาตินี้ที่เพิ่งได้ยินได้ฟัง…
ขอเพียงเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือเดรัจฉานทั้งสองไปให้ได้ก่อน เรื่องอื่นสามารถคิดหาทางได้ในภายหลัง
ดังนั้นเมื่อได้หน้าไม้มาอยู่ในมือ สิ่งแรกที่เฉียวซีทำคือเร่งรวบรวมพลังธาตุไม้สร้างลูกศรไม้ขึ้นมาตามกรรมวิธีที่หัวหน้าเคยสอน
ใช้เวลาอึดใจเดียว ลูกศรไม้แหลมคมก็ก่อรูปร่างขึ้นหน้าไม้ ยิงออกไปอย่างรวดเร็ว
เฟี้ยว!
ฉึก!
ลูกศรไม้พุ่งเข้าปักหลังชายร่างอ้วน เจาะหัวใจแทงทะลุอกซ้ายอย่างแม่นยำ มันไม่ทันร้องสักแอะก็ล้มคว่ำตกจากเกวียน
ร่างมันกระตุก สิ้นใจตายไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว!
“พี่ใหญ่!”
เจ้าผอมร้องเสียงหลง ชักบังเหียนหยุดลาไม่ให้เดินต่อ
เมื่อภัยมาถึงตัว มันไม่มีใจคิดป้องกันล้อเกวียนทับร่างของพี่ชายที่นั่งอยู่ดีๆ ก็ร่วงตกจากเกวียนลงไปนอนนิ่งไม่ไหวติงห่างจากล้อเกวียนไม่มาก แต่หยุดเกวียนเพราะรักตัวกลัวตาย วิ่งกระโจนลงไปหาที่หลบใกล้ที่สุดแทน
ภายใต้ความมืดมิด มันไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แค่ได้ยินเสียงแหวกอากาศมาจากด้านหลังก็เลือกวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไว้ก่อน
…
ฝากนิยายด้วยค่ะ
- นิยายเรื่องนี้จะอัพวันละ 1 ตอนจนกว่าจะจบ -
- เสาร์-อาทิตย์อัพเพิ่ม 2-3 ตอน -
และเผื่อจะมีนักอ่านที่เปย์เล่ม 1 เรื่องนี้ไปแล้วแวะเข้ามา…เล่ม 2 วางวันที่ 31 นี้ค่ะ ขอโทษที่ต้องให้รอนานค่ะ
พี่น้องข้ามเวลามาพบกัน
ฟิ้ว!
หวืด!
ฉึก!
ความระแวดระวังของเจ้าผอมช่วยให้มันรอดพ้นจากลูกศรดอกที่สองของเฉียวซีไปได้อย่างหวุดหวิด
แต่มันก็ยังหนีไม่พ้นลูกศรดอกที่สามที่พุ่งตามมาติดๆ เจาะทะลุหัวไหล่ซ้าย ซวนเซล้มคะมำลงไปกองกับพื้น
“อา…อา”
เฉียวซีที่ถูกสัญลักษณ์ธาตุรูปหยดน้ำเรืองแสงจางๆ ตรงข้อมือของเด็กน้อยข้างตัวที่อยู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมายิงลูกศรดอกที่สามใส่เจ้าผอมทำไขว้เขวไปชั่วขณะ ลูกศรดอกที่สองจึงพลาดเป้า
แต่หล่อนจะมีแก่ใจสนลูกดอกพลาดเป้าที่ไหน เหลียวไปมองเด็กหนุ่มคนนั้นได้ก็อ้าปากค้าง เอ่ยวาจาออกมาได้เป็นคำ
“ฮือออออ พี่ใหญ่…ผมเอง…ผมอาหย่วนของพี่เอง”
หลิวหย่วนปล่อยหน้าไม้ในมือทิ้ง โผเข้ากอดคนเป็นพี่สะอื้นไห้เสียงดังลั่น
เขาไม่เคยกล้าคิดฝันว่าถูกฝูงซอมบี้รุมกัดทึ้งร่างจนตัวตาย แล้วจะยังได้มีโอกาสทะลุมิติมาฟื้นในร่างคนอื่น ได้หวนคืนกลับมาพบพี่สาวแท้ๆ จากโลกเดิมอยู่ในเกวียนหลังเดียวกัน
ต้องขอบคุณสัญญาลักษณ์ธาตุบนข้อมือที่มักเรืองแสงทุกครั้งที่ใช้พลัง แม้จะเป็นแค่การเรืองแสงจางๆ แต่เพราะแสงนี้ปรากฏขึ้นในตอนที่เฉียวซีเรียกหน้าไม้ออกมา และยิ่งชัดเจนในตอนที่หล่อนใช้พลังธาตุสร้างลูกศรยิงออกไป เขาจึงจดจำหล่อนได้ตั้งแต่แรก
“อาหย่วน!”
“พี่ใหญ่!”
สองพี่น้องที่พลัดพรากจากกันในชาติก่อนผวาเข้ากอดกันกลม ตะเบ็งเสียงร่ำไห้สะเทือนฟ้าดิน ทั่วทั้งบริเวณอื้ออึงราวภูตผีหลุดจากอเวจีออกมากรีดร้องข่มขวัญคน
เจ้าผอมผู้ถูกลูกศรปักคาหัวไหล่ “…”
มันจะเอาความกล้าที่ไหน มากรีดร้องแสดงความเจ็บปวด ทำลายบรรยากาศอันดีงามในการพบกันระหว่างพี่น้องทั้งสองลง
ถุย! มันตกใจจนฉี่ราด ไม่กล้าส่งเสียงต่างหาก!
ตลอดครึ่งปีที่พวกมันพี่น้องทำงานลักสะใภ้และลูกบ้านอื่นไปขาย มักเลือกบ้านที่ไม่มีผู้ชายหรือหากมีก็เป็นชายแก่พิการยากจะสู้กลับ
เพื่อที่หากผงยาสลบที่เจาะรูกำแพงเป่าเข้าไปในบ้านไม่ออกฤทธิ์ จะได้รุมซ้อมจนฝ่ายนั้นหมดสติสามารถลักตัวคนไปได้โดยง่าย
ดังนั้นพวกมันจึงไม่เคยพบเข้ากับคนเหี้ยมโหดอย่างสองพี่น้องคู่นี้มาก่อน
มีอย่างที่ไหน ไม่เจรจาต่อรองก็ยิงลูกดอกฆ่ากันซึ่งๆ หน้า!
คิดถึงพี่ใหญ่ของมันที่อยู่ๆ ก็ล้มลงจากเกวียนจนถึงตอนนี้ยังนอนนิ่งไม่ลุก เจ้าผอมก็หนังศีรษะชาหนึบ ขนลุกชันทั่วร่าง เกรงว่าฝ่ายนั้นคงถูกลูกดอกยิงตายไปแล้ว
หนี…มันต้องหนีก่อนที่สองพี่น้องนี่จะรู้ตัว!
คิดได้แล้วก็รีบยอบตัวหมอบคลาน หลบเงียบไปอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ หาลู่ทางหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณสวรรค์ พวกเราตายแล้วยังได้เกิดใหม่มาพบกันอีกครั้ง ถึงจะไม่ได้เกิดเป็นพี่น้องกันก็เถอะ”
หลิวหย่วนกอดพี่สาวแน่น สะอึกสะอื้นคร่ำครวญความในใจออกมาไม่ขาดปาก
ในตอนที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาในร่างนี้ เขาเศร้าแทบตายเพราะคิดว่าจะไม่ได้เจอพี่สาวอีก
จนเห็นสัญญาลักษณ์รูปใบไม้ตรงข้อมือหญิงสาวที่นอนหมดสติข้างกายสว่างวาบขึ้น ตอนที่หล่อนสร้างลูกศรจากพลังธาตุ เขาจึงได้ใจชื้นขึ้นมา
คนข้างๆ เป็นพี่สาวที่มาเกิดในร่างใหม่เหมือนเขาไม่ผิดแน่!
“ยะ…อย่าบอกนะว่าพวกเราเกิดใหม่เป็น…แม่ลูกกัน?”
นึกถึงสิ่งที่ชายสองคนสนทนาก่อนหน้า ความตื่นเต้นยินดีที่ได้เกิดใหม่มาเจอหลิวหย่วนก็หายวับไปกับตา
หล่อนผละถอยออกห่าง ดึงไฟฉายในช่องมิติออกมาส่องดูหน้าน้องชายตัวเองชัดๆ
เด็กหนุ่มตรงหน้ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับชาติก่อนถึงเจ็ดส่วน แค่ดูอายุน้อยลงกว่าเดิมหลายปี ดูแล้วอย่างมากก็อายุราวๆ 12 ปี
ถ้าอีกฝ่ายเกิดมาเป็นลูกชายของหล่อนในชาตินี้จริง…
สวรรค์! แทบไม่กล้าคิดเลยว่าหล่อนจะอายุมากขึ้นสักแค่ไหน!
“ใช่ที่ไหน ผมในชาตินี้เป็นเด็กกำพร้าถูกพรานเฒ่าหลิวบ้านตีนเขาเก็บกลับมาเลี้ยง เหลือน้องชายขี้โรคอายุแปดขวบเป็นญาติแค่คนเดียว พี่ใหญ่…พี่จำไม่ได้จริงๆ เหรอว่าตัวเองเป็นใครในชาตินี้”
หลิวหย่วนเบี่ยงทิศทางของไฟฉายหันไปส่องดูหน้าพี่สาวที่ถึงจะสวยกว่าชาติก่อนเป็นเท่าตัว แต่ก็ดูอายุมากกว่าเดิมหลายสิบ แฮ่ม…หลายปี ส่องดูไปพลางก็พยายามนึกไปพลางว่าหล่อนเป็นสะใภ้บ้านไหน
นึกอยู่นานก็ยังนึกไม่ออก…
พูดตามจริงแล้ว การที่เจ้าของร่างเดิมจะไม่รู้จักผู้หญิงตรงหน้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะหลังครอบครัวถูกโจรปล้นฆ่าระหว่างเดินทางย้ายถิ่นฐาน เขาก็พาน้องชายเร่ร่อนขอข้าวกินประทังชีวิตไปวันๆ จนพรานเฒ่าหลิวที่ไร้ญาติขาดมิตรพบ แล้วเกิดสงสารรับกลับมาเลี้ยงดูที่หมู่บ้านตงซานแห่งนี้
พรานเฒ่าหลิวนั้น มักใช้ชีวิตสันโดษไม่สุงสิงกับใคร
เขากับน้องชายที่เปลี่ยนมาใช้แซ่หลิวก็ใช้ชีวิตตามอีกฝ่าย วันๆ ยุ่งง่วนกับการขึ้นเขา ล่าสัตว์ ปลูกผัก เลี้ยงไก่
นานๆ ครั้งจึงจะเข้าหมู่บ้าน นำสัตว์ที่พรานเฒ่าล่าได้ไปแลกข้าวแลกเกลือ
นอกจากบ้านลุงเอ้อร์หูที่ลากเกวียนพาคนพาของจากในอำเภอกลับมาแลกของที่หมู่บ้านแล้ว หลิวหย่วนแทบไม่เคยได้สนทนากับคนอื่น เขาเลยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับผู้หญิงตรงหน้าอยู่ในหัว
“ฉัน…”
ถูกถาม เฉียวซีก็ขมวดคิ้วเป็นปม พยายามเค้นหาความทรงจำของร่างที่มาเกิดใหม่จนหัวแทบแตก แต่ความทรงจำทั้งหมดกลับว่างเปล่า
เกิดใหม่แถมฟรีสามีกับลูกสาว
เมื่อคิดไม่ออก เฉียวซีก็หันไฟฉายไปส่องดูเด็กหญิงสองคนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติถัดจากหลิวหย่วน
ไล่สำรวจตั้งแต่เด็กหญิงวัยห้าขวบตัวผอมแห้ง ไปหยุดมองจ้องเกี๊ยวแป้งตัวผอมวัยสามขวบแล้วส่ายหน้าจนใจ
นึกให้ตายก็ยังนึกไม่ออก!
“พี่ใหญ่ ชาตินี้พี่มีลูกสาวตั้งสองคนเชียว!?”
ตอนเพิ่งฟื้น หลิวหย่วนเองก็ได้ยินการสนทนาระหว่างเจ้าอ้วนกับเจ้าผอมที่ว่าหญิงสาวข้างกายมีสามีและลูกแล้ว แต่ไม่นึกว่าจะมีคราวเดียวตั้งสองคน
“ใครจะไปจำได้ นายล่ะ…ในหัวไม่มีเรื่องของฉันอยู่ในนั้นบ้างเลยเหรอ”
เฉียวซีเบี่ยงไฟฉายหันมาส่องหน้าตัวเองถามปากคอสั่น
ชาติก่อนหล่อนยังเป็นแค่เด็กสาวอายุ 16 ปี ก่อนวันสิ้นโลกอย่าว่าแต่คนรักที่ไม่เคยมี หล่อนยังไม่เคยได้รู้จักว่าการชอบใครสักคนเป็นยังไงด้วยซ้ำ
เกิดใหม่ทั้งทีอยู่ๆ กลับมีทั้งสามีและลูกสาวเพิ่มมาตั้งสองคน
นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!
“ไอ้หยา ร่างเดิมของผมเร่ร่อนมาจากที่อื่น ถูกพรานเฒ่าหลิวรับมาดูแลที่หมู่บ้านตงซานได้ไม่ถึงสองปี
เมื่อปีก่อนหลังเขาป่วยตาย ผมก็ยุ่งอยู่กับการหาเลี้ยงน้อง จะเอาเวลาที่ไหนไปจำหน้าคน พี่ลองนึกดูดีๆ อีกครั้งสิ เผื่อบางทีความทรงจำอาจจะซ่อนอยู่ลึกเกินไปสักหน่อย”
“จำไม่ได้จริงๆ” เฉียวซีส่ายหน้าถอนใจยาว
“หรือไม่ก็ลองถามเจ้าผอมที่ลักตัวพวกเรามากันเถอะ บางทีมันอาจจะรู้”
หลิวหย่วนเกิดฉุกใจคิดได้ว่ายังมีอีกคนที่อาจรู้ความเป็นมาของพี่สาวตน เขาเหลียวไปมองรอบๆ ตัว
แต่คนหายไปแล้ว!
“หาให้เจอ!”
การค้นหาใครสักคนท่ามกลางความมืดมิดในปี 1942 ที่มีแต่คบเพลิงกับแต่ตะเกียงน้ำมันอาจเป็นเรื่องยาก
แต่ก็ไม่ยากเกินกำลังของสองพี่น้องที่ถือกระบอกไฟฉายยืนเหยียบอยู่บนเกวียนลา สาดแสงส่องสว่างไปไกลถึงร้อยเมตร
พริบตาเดียว ร่างเจ้าผอมที่กุมไหล่ข้างที่บาดเจ็บวิ่งหนีตายอยู่กลางทุ่งก็ถูกส่องเจอห่างออกไปจากเกวียนไม่มากนัก
สองพี่น้องไม่เสียเวลาพูดจาให้มากความก็กระโจนลงจากเกวียน วิ่งแข่งกันพุ่งตรงไปหาเจ้าผอมที่ถูกแสงจากไฟฉายส่องหน้าพาให้หวาดกลัวแข้งขาอ่อน นอนกองอยู่กลางทุ่งไปไหนไม่ได้ไกล
“นายน้อยนายหญิงทั้งสอง ผมมีตาแต่ไร้แวว ล่วงเกินคุณสองคนเข้าแล้ว พวกคุณเมตตาปล่อยผมไปสักครั้งเถอะ”
อยู่ต่อหน้าสองพี่น้องที่จะฆ่าก็ฆ่าไม่เตือนสักแอะ ซ้ำในมือยังมีหน้าไม้กับข้าวของจากต่างประเทศอย่างไฟฉายที่เป็นของหายาก เจ้าผอมจะเอาความกล้าที่ไหนมาต่อกรด้วย
มันพึมพำสะอื้นไห้ ร้องขอชีวิตปากคอสั่นก่อนคนจะทันพุ่งเข้าถึงตัวด้วยซ้ำ
“ใครใช้แกมาจับพวกเรา”
เฉียวซีส่องไฟใส่หน้ามัน ตวาดถามเสียงเข้ม
“ปะ…เป็นสะใภ้ใหญ่บ้านตง หล่อนส่งข่าวเรื่องพวกคุณแม่ลูกให้พี่ใหญ่กับผมรู้ แลกกับแป้งครึ่งถัง หล่อนยังบอกอีกว่าบ้านคุณมีแต่เด็ก ผู้หญิงกับสามีที่ป่วยเป็นง่อย พาตัวไปได้ไม่ยาก”
ไฟฉายของทั้งสองส่องสว่างซะจนตามันแทบบอด เจ้าผอมลนลานยกแขนขึ้นป้องตา ร้องไห้โฮบอกความจริงออกมาจนหมด
“แล้วเขาเกี่ยวอะไรด้วย?”
เฉียวซีจำตัวเองยังไม่ได้ ไม่มีทางนึกออกว่าสะใภ้ใหญ่บ้านตงเป็นใคร หล่อนขมวดคิ้วชี้ไปทางหลิวหย่วน ถามถึงที่ไปที่มาของอีกฝ่าย
เมื่อครู่มัวแต่ยินดีที่ได้พบน้องชาย จนลืมถามว่าเขาที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตน ทำไมจึงถูกพาตัวขึ้นเกวียนมาด้วย
“เขาบังเอิญผ่านมาพบตอนพวกผมลักตัวคุณกับลูกๆ ขึ้นเกวียน ผม…ไม่ๆ พี่ใหญ่ของผมเป็นคนทุบเขาจนสลบ แล้วพาขึ้นเกวียน ตั้งใจจะส่งเขากับพวกคุณแม่ลูกไปขายให้บ้านเศรษฐีในตัวอำเภอที่กำลังขาดแรงงานช่วยขนของลี้ภัย”
เจ้าผอมไม่มีทางคาดถึง ว่าเพราะร่างเดิมของสะใภ้สามบ้านตงขาดสารอาหารมานาน ดมผงยาสลบไม่มากก็สิ้นใจตายก่อนจะทันได้แบกขึ้นเกวียนด้วยซ้ำ
ส่วนหลิวหย่วนก็ตายตั้งแต่ถูกทุบหัวในคราวแรก…
วิญญาณสองพี่น้องจึงได้ทะลุมิติมาสวมอยู่ในร่างไร้วิญญาณที่พวกมันแบกโยนขึ้นหลังเกวียนลา
“พี่ใหญ่”
ฟังถึงตรงนี้ หลิวหย่วนก็คล้ายจะเริ่มนึกบางอย่างออก เขายื่นมือไปกระตุกแขนเสื้อพี่สาว ส่งสัญญาณให้เอียงหูมาใกล้ๆ
“ว่า?”
เฉียวซีเอียงหูเข้าใกล้ ลดเสียงกระซิบถาม ตายังจ้องเจ้าผอมเขม็ง
“ผมจำได้แล้ว พี่น่าจะเป็นเฉียวซีสะใภ้สามบ้านตง พี่สามตงชื่อตงเยี่ยนซาน เคยทำงานอยู่โรงสีบ้านเศรษฐีหม่าในอำเภอ เมื่อหลายวันก่อนผมได้ยินคนในหมู่บ้านลือกันว่าเศรษฐีหม่าถูกปล้นจนหมดตัว ลูกจ้างโรงสีโดนโจรบุกเข้าไปทุบตีแย่งข้าวจนบาดเจ็บล้มตายกันไปหลายคน
พี่สามตงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเคราะห์ร้ายที่ถูกโจรทุบตีเจ็บหนักปางตายกลับมา คนบ้านตงกลัวต้องเสียเงินค่ารักษาเขาเลยรีบตัดความสัมพันธ์ ไล่พวกพี่สี่คนพ่อแม่ลูกออกจากบ้าน มาอยู่ที่กระท่อมร้างตรงเชิงเขาใกล้กับบ้านผม”
หลิวหย่วนยังจำได้อีกว่าร่างนี้ตายเพราะได้ยินเสียงเกวียนผ่านหน้าบ้านจึงออกมาดูด้วยความสงสัย
โชคร้ายถูกหินทุบหัวตาย โจรสองคนพี่น้องคิดว่าร่างนี้เพียงสลบไป เลยแบกขึ้นเกวียนหวังนำไปขายแลกเสบียงเพิ่ม
“นายแน่ใจนะว่าไม่ได้จำผิดคน?”
ได้ฟังความเป็นมาของตนจากปากน้องชาย เฉียวซีก็นึกอยากจะหยิบกระจกพกพาออกจากช่องมิติมาส่องดูหน้าร่างนี้ให้ชัดๆ
หล่อนจะได้ตื่นตกใจพร้อมกันซะทีเดียวให้แล้วๆ ไป
แต่ที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่หล่อนกับหลิวหย่วนลำพัง ยังมีเจ้าผอมนั่งจมกองปัสสาวะอยู่อีกทั้งคน หล่อนจึงไม่ได้ทำอย่างที่คิด