03.13 น. ความฝันสุดหลอน ซ้อนทับความจริง - พุธนี้ผีดุ

LINE TODAY ORIGINAL เผยแพร่ 11 ส.ค. เวลา 17.01 น. • หลานสาวน้าป๋อง

กลับมาพบกันในคอลัมน์ "พุธนี้ผีดุ" ส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ LINE TODAY ORIGINAL ทุกวันพุธ ซึ่งเรื่องที่ผู้เขียนอยากหยิบยกมาเล่าในบทความนี้เป็นประสบการณ์ขนหัวลุกของรุ่นพี่ที่ทำงานเก่าที่เราเคยได้ฟังมาและยังจำได้ไม่เคยลืมเลือน…

เหตุการณ์เกิดขึ้น ณ กองถ่ายทำแฟชั่นเซตของนิตยสารชื่อดังประมาณ 8 ปีที่แล้ว ในครั้งนั้นยกกองกันไปถึงเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ซึ่ง่างสมาชิกที่เดินทางไปมีทั้งนางแบบชาวต่างประเทศ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม และบรรณาธิการฝ่ายแฟชั่นที่ไปดูแลการถ่ายทำ

พี่ช่างแต่งหน้าผู้เป็นเจ้าของเรื่อง เล่าให้เราฟังว่าทริปนี้เกิดขึ้นแบบปุบปับ ทำให้ทั้งหมดจองที่พักไม่ทัน “โรงแรมทั้งเกาะเต็มทั้งหมด พี่ก็พยายามช่วยเช็กแต่ก็หาห้องพักให้คนทั้งทีมไม่ได้ เราก็ติดต่อกันไปเรื่อยๆ จนไปเจอห้องพักของรีสอร์ทแห่งหนึ่ง เหลือบังกะโลหลังสุดท้ายพอดี เราก็เลยรีบจองไปในทันที

เดินทางมาถึงตัวเกาะ เราก็ขนของเข้าที่พักกัน ความแปลกที่สังเกตเห็นอย่างแรกคือบังกะโลทุกหลังของรีสอร์ทนี้ทาสีขาว แต่หลังที่เราจองได้เป็นหลังเดียวที่ทาสีส้ม ตอนนั้นเราก็ไม่ได้เอะใจอะไรกันนะ ก็ทำงานให้เสร็จ ตกกลางคืนก็ออกไปเที่ยวจนถึงดึก ๆ พอกลับมาถึงที่พัก ทั้ง ๆ ที่ก็ดึกมากแล้วแต่พี่ก็นอนไม่หลับ เราก็เลยนอนท่องบทสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ สักพักก็เคลิ้มๆ แล้วหลับไป

คืนนั้นฝันว่าตัวเองขับรถไปกับแฟนกำลังจะไปต่างจังหวัดกัน ระหว่างที่จอดรถติดไฟแดง อยู่ดี ๆ ก็มีผู้ชายตัวอวบ ๆ ใส่เสื้อนักศึกษาแขนสั้นเดินเข้ามาเปิดประตูแล้วขึ้นมานั่งตรงเบาะหลังดื้อ ๆ เลย เราก็ตกใจ หันไปบอกผู้ชายคนนั้นว่า 

‘เฮ้ย ๆๆ เธอเป็นใครอะ ลงไปเลยนะ’ 

เขาก็ไม่พูดอะไร แต่กลับยิ้มให้เราตอบ ในความฝันจำได้ว่าใต้ตาเขาดูคล้ำๆ ปากซีด ๆ ในใจเราคิดเลยว่าคน ๆ นี้ไม่ใช่คนแน่นอน 

‘หรือเขาตายไปแล้วนะ’ ความคิดในหัวดังขึ้นมา แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา”

พี่นะ (นามสมมติ) เล่าต่อว่าเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมา สวดมนต์อีกจบแล้วนอนต่อ คราวนี้เธอฝันอีกครั้งซึ่งในความฝันเธอนอนอยู่ในห้องที่บังกะโลเหมือนในความเป็นจริง อยู่ในตำแหน่งเดียวกันซึ่งนอนข้าง ๆ พี่บก.

“เราพยายามจะเดินไปเช็กดูว่าพี่บก.ตื่นแล้วหรือเปล่า แต่จังหวะที่กำลังจะลุกขึ้น เหมือนมีอะไรพุ่งออกมาจากขื่อที่อยู่ข้างบนหัวแล้วมาล๊อคแขนเราไว้แบบแรงมากๆ ในฝันเราตกใจมาก ๆ ก็หันหน้ากลับไปดูว่าสิ่งนั้นคืออะไร ปรากฏว่าเป็นผู้ชายใส่เสื้อโปโลสีชมพู ใส่แว่นกรอบเงิน ไว้ผมทรงคล้ายๆ The Beatles เขาไม่ได้พูดอะไรกับเราแต่มองหน้าแล้วก็ส่ายหัว ในความรู้สึกเรา เหมือนเขากำลังบอกว่าอย่าไปยุ่ง เราก็พยายามดิ้นออก สู้กันไปสู้กันมาแล้วพี่ก็สะดุ้งตื่น ดูนาฬิกาตอนนั้นเป็นเวลา 03.13 น.

ตอนตื่นขึ้นมา เราได้ยินเสียงคนกำลังร้องไห้จากไกล ๆ แถมตุ๊กแกก็กำลังร้องระงมเลย บรรยากาศมันวังเวงมาก ๆ แต่ก็เราก็กัดฟันทำใจให้กล้าแล้วมองหาว่าเสียงนั้นมาจากไหน มองไปทางเตียงข้าง ๆ ก็เห็นบก.กำลังนอนหลับตาร้องไห้อยู่ แล้วอยู่ดีๆ แกก็ลุกพรวดขึ้นมาจากเตียง วิ่งไปทางประตูห้องแล้วร้องใหญ่เลยว่า “ฉันอยู่ไม่ได้แล้วๆ ผีหลอกๆ” เราก็ทำใจดีสู้เสือนะ ถามไปว่าเป็นอะไร โดนผีอำใช่ไหม และสิ่งที่พี่บก.เล่าให้ฟังก็คือ…

ตีสามสิบสามนาที พี่ก็สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา ตอนนั้นรู้สึกว่ามีใครยืนอยู่ที่ปลายเท้า พอมองไปก็เห็นผู้ชายตัวอ้วน ๆ หน้าตาน่ากลัว ๆ ใส่เสื้อคล้าย ๆ เสื้อนิสิตยืนจ้องลงมา พอจะพยายามขยับตัว เราก็ขยับไม่ได้เหมือนมีใครล๊อกเอาไว้ ตอนนั้นกลัวมาก พี่ก็สวดมนต์ ๆ แต่สวดเท่าไรเขาก็ไม่ยอมไปซักที ยืนมองเราอยู่ที่เดิม ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนหลับตาปี๋แล้วร้องไห้ และเป็นตอนที่นะเดินมาหาเรา แรงที่ล็อกเอาไว้เลยหายไป’ 

พอฟังเรื่องพี่บก.แล้ว เราก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเพราะมันเหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวกันมาก ๆ จนน่ากลัว คืนนั้นก็ไม่มีใครหลับต่อได้อีกเลย แต่โชคดีว่าวันต่อไปเราก็เดินทางกลับกรุงเทพกันแล้ว ก่อนออกจากรีสอร์ท ด้วยความอยากรู้ พวกพี่ก็เลยไปถามป้าแม่บ้านว่าที่นี่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า ป้าแกก็พูดแค่ว่าลองไปถามเจ้าของเอาเองละกัน 

มารู้ทีหลังว่าเจ้าของที่ก่อนที่จะเป็นรีสอร์ทแห่งนี้ แกโดนฆ่าตายที่นี่ และแกเป็นเกย์ที่ชอบแต่งตัวจัด ๆ

เราเลยนึกแว้บขึ้นมาเลยว่าผู้ชายผมบ๊อบคนนั้นที่มาล็อกตัวเราเอาไว้ก็คงจะเป็นเจ้าที่นั่นเอง…”