“เป็นกลาง” ไม่ไหว.. ขอให้ สื่อ “เป็นธรรม” ก็แล้วกัน

LINE TODAY เผยแพร่ 03 ส.ค. เวลา 17.05 น. • nuchthawat_p

-1-

เชื่อว่าคนที่เรียนด้านสื่อสารมวลชนมามักจะคุ้นเคยกับการถูกพร่ำสอนในรั้วมหาวิทยาลัยว่า หนึ่งในคุณสมบัติของสื่อที่ดีนั้นต้องมีความ “เป็นกลาง” ไม่เลือกข้าง ถึงจะเรียกว่าเป็นสื่อที่มีจริยธรรม

ความเป็นกลาง อาจตีความหมายได้ว่าเป็นการที่สื่อพยายามนำเสนอความจริงสู่สาธารณชนโดยปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวของนักข่าว มีความเป็นภววิสัย (objectivity) ไม่มองเหตุการณ์ใดด้วยการเอาชุดความคิดดั้งเดิมของตัวเองไปตัดสิน ไม่ชี้นำความคิดของผู้คน

ในทางทฤษฎีเป็นเช่นนั้น ท่องได้เป๊ะ ๆ ตามตำราคำถามคือ… ในความเป็นจริง สื่อสามารถปฏิบัติเช่นนั้นได้จริงหรือ?

.

-2-

สมัยเป็นนักศึกษาวิชาสื่อสารมวลชน ภาพด้านล่างถูกครูบาอาจารย์นำมายกตัวอย่างในชั้นเรียนชนิดนับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นภาพของคนสองคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือฝ่ายแรกกำลังวิ่งหนี โดยมีฝ่ายหลังกำลังวิ่งไล่จี้ตามมาติด ๆ ในมือเงื้อง่ามีดเตรียมแทง ทว่าพอมองผ่านเลนส์ของสื่อ การณ์กลับตาลปัตรเป็นว่าฝ่ายแรกกลับกลายเป็นคนร้ายเองเสียอย่างนั้น

ภาพจาก https://www.quora.com
ภาพจาก https://www.quora.com

ภาพดังกล่าวตอบคำถามว่าสื่อจะเป็นกลางได้หรือไม่ค่อนข้างชัดเจน เมื่อเลือกหันกล้องนำเสนอเพียงมุมใดมุมหนึ่ง สื่อก็ถือว่ามีอคติเจือปนแล้ว ยังไม่รวมถึงการเลือกตัดต่อเนื้อหาข่าว การรายงานข่าวด้วยน้ำเสียงใส่อารมณ์ส่วนตัวออกรสออกชาติ อวัจนภาษา โทนเสียง คำที่เลือกใช้ แม้กระทั่งการหยิบข่าวหนึ่งมานำเสนอ เลือกที่จะทิ้งอีกข่าวไป ก็เข้าข่ายเป็นอคติแบบหนึ่งแล้ว 

เห็นได้ว่าสื่อเป็นผู้ประกอบสร้างภาพความจริง สื่อไม่ใช่กระจกที่สะท้อนภาพความจริงของโลกตามที่เป็นจริง ตรงกันข้าม สื่อพยายามใช้เทคนิคทุกอย่างในกระบวนการผลิตมาทำให้ผลที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติที่สุด สมจริงที่สุด ความสมจริง ย่อมไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นเราจึงควรตระหนักรู้ถึงข้อเท็จจริงว่า สิ่งที่สื่อกำลังนำเสนอนั้น แท้จริงก็คือผลิตผลขั้นสุดท้ายที่เกิดจากการตัดสินใจของผู้ผลิตสื่อ 

แล้วอย่างนี้ สื่อจะเป็นกลางได้อย่างไรกันเล่า 

-3-

ในเมื่อ “เป็นกลาง” ไม่ไหว ทางออกที่พอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือสื่อต้อง "เป็นธรรม" นำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน ให้พื้นที่การนำเสนอของสองฝ่ายที่เป็นคู่ตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน หลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวในแนวเยาะเย้ย เสียดสี มีจุดยืนที่สะท้อนความเป็นตัวตนได้ แต่กระนั้นต้องไม่ลืมที่จะเผื่อพื้นที่ไว้ให้ชุดข้อมูลที่ "เห็นต่าง" กับจุดยืนของตนเองด้วย 

หนึ่งในบทบาทของสื่อ สื่อเหมียนหมาเฝ้าบ้าน (watchdog) ทำหน้าที่รับใช้และปกป้องประโยชน์ของประชาชน คอยตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจที่อาจเป็นภัยต่อสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ สื่อต้องรู้ผิดชอบชั่วดีว่าตนเองจะ "เห่า" และ "กัด" เพื่อเป้าประสงค์ใด… 

เห่า เพื่อร้องเตือนคนในสังคมถึงภัยอันตราย หรือ เห่า เพื่อยั่วยุให้คนในสังคมเกลียดกัน… 

กัด เพื่อรักษาความยุติธรรม ความถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของคนในสังคม หรือ กัด เพื่อทำลายคนคิดต่างให้สิ้นซาก…

.

-4-

ในมุมของผู้รับสาร ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital literacy) เปรียบเหมือนยาสามัญประจำบ้านที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้ ท่ามกลางสึนามิข่าวสารที่ท่วมท้นกอปรกับโลกใบนี้ก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะเห็นได้ด้วยตาตนเอง ความคิดความอ่าน การรับรู้และความเข้าใจของเราต่อโลกและสิ่งต่าง ๆ ในโลก จึงเป็นการกระทำผ่านสื่อเกือบทั้งหมด 

สื่อเป็นผู้คัดเลือก จัดลำดับความสำคัญ ประเมินค่า และตีความสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่จะส่งมาถึงเรา บางครั้งเราก็เปิดรับแล้วเชื่อตามในทันที โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวคิดของเราเป็นทุนเดิมจนลืมไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน 

ผู้ที่รู้เท่าทันสื่อในโลกดิจิทัลจึงควรตั้งคำถามทุกครั้งกับสิ่งที่เรียกว่า "ความจริงผ่านสื่อ" เพื่อไม่ให้สื่อส่งอิทธิพลต่อทัศนคติและความคิดความอ่านของเรามากจนเกินไป ท่องคาถาไว้ เวลาอ่านอะไรในโลกออนไลน์ให้ “เอ๊ะ?” ตามด้วยเครื่องหมายปรัศนีห้อยท้ายเอาไว้ก่อน 

เอ๊ะ? เพื่อสงสัยและฉุกคิดก่อนว่าข่าวนั้นมันจริงหรือมั่วชัวร์หรือไม่ 

เอ๊ะ? เพื่อตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของข่าวว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน ใครเป็นเจ้าของสื่อนั้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากข่าวนี้มีใครบ้าง  

ใช้สื่อให้เป็น อ่านสื่อให้ออก อย่าปล่อยให้สื่อเป็นนายเรา เราต่างหากต้องเป็นนายของสื่อ 

--

อ้างอิง

1 /2 / 3 / 4 / 5