“เงินสำรองฉุกเฉิน”...เงินก้อนแรกที่ควรมี

Wealthy Thai อัพเดต 23 พ.ย. 2562 เวลา 23.06 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2562 เวลา 23.06 น. • wealthythai
“เงินสำรองฉุกเฉิน”...เงินก้อนแรกที่ควรมี

ช่วงปีที่ผ่านมาเราเห็นข่าวคราวการ ‘ปรับลด’ พนักงานของบริษัทต่างๆ ทั้งในต่างประเทศและในประเทศเอง จะเกิดอะไรขึ้น…ถ้าหนึ่งในนั้นเป็น ‘เรา’

​บนโลกที่ ‘ความไม่แน่นอน’ มีมากขึ้น การเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เงินเก็บอีกส่วนที่สำคัญและไม่ควรละเลย นั่นคือ “เงินสำรองฉุกเฉิน”และน่าจะเป็นเงินในวัตถุประสงค์แรกๆ ที่คุณควรจะมีเลยก็ว่าได้

​เพราะหากโชคไม่ดี เกิด ‘ว่างงาน’ขึ้นมา เงินก้อนนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากในระหว่างที่คุณกำลังมองหา ‘งานใหม่’ แล้ววันนี้ คุณมี“เงินสำรองฉุกเฉิน” เพียงพอกันหรือยัง? ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

“เงินสำรองฉุกเฉิน”…ช่วยคุณได้เมื่อยามจำเป็น

​สำหรับ “เงินสำรองฉุกเฉิน”นั้น ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวว่าจะต้องเก็บไว้เท่าไร แต่สำคัญควรมีให้ ‘เพียงพอ’สำหรับเงื่อนไขชีวิตของตัวคุณเอง ซึ่งแต่ละคนเงื่อนไขในชีวิตก็อาจจะแตกต่างกันออกไป

​จากชื่อก็บอกอยู่เป็นนัยแล้วว่า…ไว้ใช้ใน ‘ยามฉุกเฉิน’ เป็นเป้าหมายในการเก็บเงินก้อนนี้ เพราะเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อก่อนความสำคัญของเงินก้อนนี้อาจจะมองไม่ค่อยเห็นภาพชัดนัก

​“แต่ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามา Disrupt ไปทุกวงการ ทำให้บริษัทปิดกิจการ หรือปรับลดพนักงานลงมีให้เห็นมากขึ้น ใครที่เคยผ่านจังหวะ ‘ว่างงาน’ จะโดย ‘สมัครใจ’ หรือ ‘ไม่สมัครใจ’ก็ตาม ก็คงจะตระหนักถึงความสำคัญของ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ก้อนนี้เป็นอย่างดี”

​นี่เป็นเป้าหมายหลักของเงินก้อนนี้ที่มักจะหยิบยกมาพูดกัน แต่เรื่องฉุกเฉินอื่นๆ ในชีวิตก็อาจมีมากกว่าแค่การ ‘ตกงาน’ แต่ก็นั่นแหละ…ถ้าฉุกเฉิน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เงินก้อนนี้ก็จะช่วยคุณได้เป็นอย่างดี (ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว)


“ถ้าออกจากงานแล้วมีเงินจากบริษัทให้ติดตัวมาด้วย นับเป็นวาสนาในคราเคราะห์ จะเงินชดเชยตามกฎหมาย เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินค่าตกใจ อะไรก็ตาม ตรงนั้นก็เป็น ‘แต้มต่อ’ ให้คุณได้ระดับหนึ่ง แต่สำคัญคือ ความ ‘เพียงพอ’ด้วยแต่เราจะหวังจากน้ำบ่อหน้าเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ ถ้ามีกำลังก็เตรียมความพร้อมส่วนนี้ให้ตัวเองจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า”


บางคนได้มามาก แต่ก็มีหนี้สินมาก พอออกจากงาน ไม่มีรายได้ ก็ต้องเอาเงินเร่งไปใช้หนี้…สุดท้ายไม่เหลืออะไรบางคนได้มาน้อย ลำพังจะใช้ให้ชนเดือนยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายประจำที่มีอยู่ บางคนที่โชคไม่ดี…ไม่ได้เงินติดตัวออกมาเลย ถ้าไม่มี ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’เก็บเอาไว้ ก็ลำบาก อาจนำไปสู่การก่อหนี้สินใหม่เอาได้ง่ายๆ หรือต้องขายทรัพย์สินที่มีมาประคองชีวิตตัวเองต่อไป เป็นต้น


“ดังนั้น ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’นี้จึงมีความสำคัญ และสามารถช่วยคุณได้เมื่อยามจำเป็น”

 

**เตรียมไว้ให้ “เพียงพอ”…ก่อนจะขยับไปเรื่องการเงินอื่น

**

​การที่เรื่องของ “เงินสำรองฉุกเฉิน” มีความสำคัญจัดอยู่ในลำดับต้นๆ นั้นก็มีเหตุผลเช่นกัน ลองจินตนาการตามดูง่ายๆ หากคุณเริ่มต้นไปที่ ‘การลงทุน’หรือ ‘ซื้อประกัน’ก่อน (ไม่มีส่วนที่กันไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินเลยนั้น)


ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินขึ้นในชีวิต สมมติ ‘ตกงาน’ไม่มีรายได้ คุณก็ไม่มีเงินส่งประกัน คุณก็ไม่มีเงินลงทุน แต่คุณยังมี ‘รายจ่าย’ สุดท้ายก็อาจต้องไปกระทบกับเงินลงทุนและเงินประกันที่คุณเคยส่งมาตั้งแต่ต้นในท้ายที่สุด นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ถูกจัดไว้ในลำดับสำคัญต้นๆ ก่อนจะขยับไปสู่การเงินในเรื่องอื่นๆ ต่อไป

 

 

​“รู้แล้วว่าสำคัญ แต่เท่าไรถึงจะ ‘เพียงพอ’ นี่ก็คือ คำถามคลาสสิกยอดฮิต ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ตามทฤษฎีทางการเงินก็แนะนำให้มีไว้ให้พอใช้ประมาณ 3-6 เดือนบางคนบอกเก็บไว้ทำไมมากๆ เสียโอกาสลงทุน ตรงนี้แล้วแต่ถ้าเก็บไว้น้อยแต่ ‘เพียงพอ’ สำหรับคุณมันก็โอเค บางคนชีวิตไม่มีหนี้สิน ชีวิต Slow Life ใช้จ่ายต่อเดือนนิดเดียว บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ จริงมั้ย?สำคัญ คือให้ ‘เพียงพอ’ นี่แหละหัวใจ”

​สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน”เก็บเงินไว้ให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณ 6 เท่าก็ถือเป็นตัวเลขแนะนำกลางๆ โดยเฉพาะในยุคที่ค่าใช้จ่ายแพง งานการหายากอาจใช้เวลานานขึ้นกว่าจะได้งานใหม่


ส่วน“อาชีพอิสระ/ค้าขาย” รายได้ไม่แน่นอนอยู่แล้ว แต่ข้อดีก็คือรายได้ไม่จำกัดเช่นกัน ไม่มีลิมิตแบบงานประจำ การเตรียม ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’อาจจะเผื่อเหลือมากหน่อย อาจจะ 10-12เท่าของค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้นจากกลุ่มมนุษย์เงินเดือนประมาณ ‘เท่าตัว’

​“ที่สำคัญ อย่าลืมสำหรับ ‘คนมีครอบครัว’ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของคุณต้องมองใน ‘ภาพรวม’ เลย อะไรที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่ากินอยู่ของครอบคัว ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ประกัน เป็นต้น ก็รวมมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือน XXX บาท แล้วก็ใช้เกณฑ์กลางๆ เตรียมไว้ 6 เท่าหรือ 10 -12 เท่า เป็นต้น”


อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ คุณจะเก็บ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ไว้ที่ไหนดี? เงินก้อนนี้…เราเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน แนะนำให้เก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มี ‘สภาพคล่องสูง’ ที่สามารถเปลี่ยนมาเป็น ‘เงินสด’ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่แนะนำให้ทิ้ง ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ไว้ 100% กองใน ‘เงินฝากออมทรัพย์’แต่ประการใด ควรจะผสม ‘กองทุนตราสารตลาดเงิน’ไว้ด้วย เพราะสภาพคล่องดีไม่ด้อยกว่ากัน ในขณะที่ ‘ผลตอบแทน’ ดีกว่าเท่าตัว

ตัวอย่าง : คุณอาจจะแบ่ง ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’นี้ กระจายไว้ในเงินฝากออมทรัพย์ 25% และอีก75% ก็กระจายไปใน ‘กองทุนตราสารตลาดเงิน’ก็ได้

​“สภาพคล่องไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม คุณยังมีเงินส่วนหนึ่งที่พร้อมใช้ทันทีในเงินฝากออมทรัพย์ และในวันถัดไปก็เต็มจำนวน ที่สำคัญ ‘ผลตอบแทน’ ของพอร์ตนี้จะดีขึ้นด้วย”

ท้ายสุด…ถ้าคุณสามารถเก็บ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’เป็นของขวัญให้กับตัวเองได้แล้ว การขยับไปสู่ ‘เป้าหมายการเงิน’อื่นๆ ก็ไม่เกินความสามารถของคุณอย่างแน่นอน ที่สำคัญวันนี้…คุณมี ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ไว้เพียงพอกันแล้วหรือยัง?

ดูข่าวต้นฉบับ