“เคล็ดไม่ลับ” เพื่อการเกษียณ...ลงทุนด้วย ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’!!!

Wealthy Thai อัพเดต 05 ก.ย เวลา 16.46 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย เวลา 16.46 น. • wealthythai
“เคล็ดไม่ลับ” เพื่อการเกษียณ...ลงทุนด้วย ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’!!!
“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)” เป็นกองทุนที่ ‘นายจ้าง’ และ ‘ลูกจ้าง’ ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการเงินได้เมื่อออกจากงานเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ทุพพลภาพ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการดำเนินชีวิตในช่วงวัยเกษียณ ซึ่งกองทุนนี้มี ‘กลไกปกป้อง’ สมาชิกกองทุน เนื่องจากมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทและแยกออกจากบริษัทจัดการ เท่ากับมีความปลอดภัยของเงินกองทุน และเงินกองทุนนี้ไม่อยู่ภายใต้ผลแห่งการบังคับคดี คือต้องจ่ายเงินกองทุนให้แก่สมาชิกกองทุนตามที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน

“กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)” เป็นกองทุนที่ ‘นายจ้าง’ และ ‘ลูกจ้าง’ ร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการเงินได้เมื่อออกจากงานเป็นหลักประกันให้แก่ครอบครัวกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ทุพพลภาพ เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการดำเนินชีวิตในช่วงวัยเกษียณ ซึ่งกองทุนนี้มี ‘กลไกปกป้อง’ สมาชิกกองทุน เนื่องจากมีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกออกจากทรัพย์สินของบริษัทและแยกออกจากบริษัทจัดการ เท่ากับมีความปลอดภัยของเงินกองทุน และเงินกองทุนนี้ไม่อยู่ภายใต้ผลแห่งการบังคับคดี คือต้องจ่ายเงินกองทุนให้แก่สมาชิกกองทุนตามที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน

 

ทำไมบริษัทควรตั้ง “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ”?

 

บริษัทควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการเงินได้เมื่อออกจากงานของพนักงานให้มากขึ้น เพื่อให้พนักงานและ/หรือคนรุ่นใหม่มีวินัยในการออมเงิน สามารถเข้าถึงการเก็บเงินผ่านระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ด้วยกระแสนิยมของความจำเป็นใน ‘การบริหารการเงินส่วนบุคคล’ และ ‘การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุ’ คนที่เริ่มทำงานมาสักพักหนึ่งเริ่มมีแนวคิดที่อยากได้เงินยามเกษียณที่มากขึ้นเพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเป็นภาระของลูกหลาน ซึ่งจะต้องสร้างความมั่นคงทางการเงิน

 

“และการลงทุนผ่าน ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ ก็สามารถตอบโจทย์ในหลายๆ ด้านของการลงทุนเพื่อการเกษียณ ดังนั้น นายจ้างต้องให้ความสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจแก่พนักงานให้เกิดความผูกพันมีความมั่นใจและตั้งใจในการทำงานกับบริษัทอย่างเต็มที่เต็มกำลัง โดยการเปิดโอกาสให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อเพิ่มสวัสดิการเงินได้เมื่อออกจากงานและเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตของพนักงานและครอบครัว”

 

เงื่อนไขการลงทุน 

 

  • อัตราเงินสะสมและสมทบตั้งแต่ 2% - 15% ของค่าจ้าง
  • การหักลดหย่อนภาษีของการลงทุนใน PVD เมื่อรวมกับ RMF กบข. กองทุนสงเคราะห์ครู ต้อง ‘ไม่เกิน 500,000 บาท’ ในแต่ละปี
  • ต้องเป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งจำนวน รวมถึงกรณีเสียชีวิต และทุพพลภาพ

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

  • เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุน นำมาลดหย่อนได้ตามจริงแต่ ‘ไม่เกิน 10,000 บาท’
  • เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุน ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 490,000 บาท ไม่ต้องนำไปรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้
  • กรณี สิ้นสุดสมาชิกกองทุน เมื่อ อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน
  • กรณี สิ้นสุดสมาชิกกองทุน เมื่อออกจากงาน และอายุงานมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ปี ให้นำเงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินสะสมและสมทบไปคำนวณภาษีและมีสิทธิเลือกเสียภาษีแบบแยกยื่นโดยหักค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

7,000 บาท X อายุงาน เหลือเท่าใดหักค่าใช้จ่ายอีกร้อยละ 50 แล้วนำเงินที่เหลือไปคำนวณภาษี

 

  • กรณี สิ้นสุดสมาชิกกองทุน แต่มีอายุงานน้อยกว่า 5 ปีจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้องนำเงินสมทบรวมทั้งผลประโยชน์ของเงินสะสมและสมทบไปรวมเพื่อคำนวณภาษี (นำไปรวมกับรายได้อื่นเพื่อเสียภาษี)

การเลือกการลงทุนแบบ ‘Employee’s Choice’

 

คือ ทางเลือกที่เปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถ ‘เลือกนโยบายการลงทุน’ ได้ตามความเหมาะสมของตนเองโดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้อายุตัว จำนวนเงินลงทุน จำนวนเงินเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุนและประมาณการผลตอบแทนที่ต้องการที่คาดหวังเช่น หากเรา ‘รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างต่ำ’ ก็สามารถเลือกแผนลงทุนในหุ้น 10 % – 20%  ส่วนที่เหลือ จะลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น กลุ่มตราสารหนี้

ในทางกลับกัน หาก ‘รับความเสี่ยงได้เพิ่มขึ้น’ หรือ ‘ค่อนข้างสูง’ เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว (ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุน้อยหรือสามารถลงทุนในระยะยาวมากกว่า 10 ปี) ก็สามารถเลือกสัดส่วนลงทุนในตราสารทุน 50 % ขึ้นไป และสามารถปรับสัดส่วนการลงทุน และ/หรือ เปลี่ยนนโยบายการลงทุนได้ระหว่างทาง ตามภาวการณ์เศรษฐกิจและภาวะทิศทางการลงทุน หรือ ตามสถานะการเงิน/ปัจจัยอื่นใดที่เปลี่ยนไปของเรา อีกด้วย

 

 

 

การเลือกกำหนด ‘อัตราเงินสะสม’ ที่จ่ายเข้า “กองทุนสำรองลี้ยงชีพ”

 

หลักการที่สำคัญของการออมเงินเพื่อการเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ การกำหนดให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนในอัตรา ‘เงินสะสม’ และ ‘สมทบ’ตั้งแต่ 2% - 15% ของค่าจ้างภายใน 3 วันทำการนับจากวันจ่ายค่าจ้าง  ดังนั้นในทุกๆ เดือนจึงมีการทยอยจ่ายเงินออมเข้ากองทุนในลักษณะถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging: DCA) ซึ่งจะส่งผลให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการจับจังหวะการลงทุนในภาวการณ์ลงทุนที่ผันผวนมากเกินไปเนื่องจากเราได้ทยอยนำเงินมาลงทุนในทุกช่วงเวลาของภาวการณ์ตลาดเงินตลาดทุน

 

“อีกทั้งเรายังสามารถเลือกกำหนดการจ่ายอัตราเงินสะสมตั้งแต่ 2% - 15% ของค่าจ้าง เข้ากองทุนได้ตามกำลังความสามารถในการออมตามประมาณการเงินเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขึ้นกับภาระและสถานะทางการเงินของเราในแต่ละช่วงชีวิตโดยในข้อบังคับกองทุนสำรองเลี่ยงชีพจะมีการระบุเรื่องการกำหนดเงื่อนไขและช่วงระยะเวลาที่สมาชิกกองทุนสามารถแจ้งความประสงค์กำหนดและ/หรือเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุน”

 

“การคงเงิน” ในกองทุน และ “การโอนย้าย” เงินกองทุน

กรณีลาออกจากงานในบริษัทเดิม พนักงานสามารถขอ ‘คงเงิน’ ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เดิมได้ ‘ไม่ต่ำกว่า 90 วัน’ หรือ ตามที่กำหนดในข้อบังคับกองทุน และ/หรือ ‘โอนย้าย’ ไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทใหม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่สะสมอยู่ไปลงทุนต่อเนื่องใน ‘กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ โดยประโยชน์ที่ได้รับคือ ไม่ต้องเสียภาษีจากการนำเงินออกจาก PVD ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่อง ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มก็ได้ แต่ต้องถือครองเงินกองทุนจนถึงอายุ 55 ปี และนับเวลารวมกับการถือครอง PVD แล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

 

การวางแผนเกษียณผ่าน ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’

 

เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุ การเริ่มต้นการออมให้เร็วที่สุด จะช่วย ‘ลดความเสี่ยง’ ของโอกาสที่เงินจะไม่เพียงพอใช้ในยามเกษียณให้น้อยลง รวมทั้งมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี สามารถบรรลุเป้าหมายในอนาคตได้เร็ว นอกจากนี้ เราควรจะเก็บสะสมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราที่สูงเต็มความสามารถเต็มกำลังการออมเงิน ทั้งนี้ เมื่อรวมกับเงินสมทบของนายจ้างที่จ่ายสมทบเข้ากองทุนให้เราตามเกณฑ์ของข้อบังคับกองทุน ยิ่งจะส่งผลเพิ่มกำลังเงินออมให้บรรลุจำนวนเงินเป้าหมายเพื่อการเกษียณมากขึ้น และอาจจะใช้ระยะเวลาสั้นลงในการเก็บเงิน

           

“การออมเงินอยู่ในกองทุนให้นานที่สุดอย่างต่อเนื่องจะช่วยในเรื่องของ ‘สิทธิประโยชน์ทางภาษี’ อีกทั้ง เราสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ และภาวการณ์การลงทุนได้ จะช่วยลดความกังวลใจว่า บางจังหวะบางช่วงเวลา เงินกองทุนอาจมีผลตอบแทนที่ผันผวน แต่การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุน ‘ระยะยาว’ ดังนั้น อย่าตระหนกตกใจ เพราะหากเราลงทุนระยะยาว ความเสี่ยงความผันผวนจากการลงทุนจะยิ่งลดลง”

 

เพียงเท่านี้การจะมี ‘เงินเพียงพอ’ เพื่อวัยเกษียณก็คงไม่ไกลเกินความสามารถและใช้ ‘ชีวิตหลังเกษียณ’ ได้อย่างมีความสุข

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทยFacebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

 

ดูข่าวต้นฉบับ