“อยากทำประกัน”...จัดสรรเงินมาทำเท่าไรดี?

Wealthy Thai อัพเดต 03 ก.ย เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย เวลา 16.53 น. • wealthythai
“อยากทำประกัน”...จัดสรรเงินมาทำเท่าไรดี?
เมื่อคิดถึงว่าจะทำ “ประกันชีวิตและสุขภาพ” กับเงินเก็บก้อนแรก ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจมีข้อสงสัยว่าการทำประกันนั้น เราควรจะแบ่งสัดส่วนการชำระเบี้ยประกันอย่างไรดีไม่ให้กระทบการเงินส่วนอื่นๆ และสามารถชำระเบี้ยได้ครบตลอดสัญญา

เมื่อคิดถึงว่าจะทำ “ประกันชีวิตและสุขภาพ” กับเงินเก็บก้อนแรก ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านอาจมีข้อสงสัยว่าการทำประกันนั้น เราควรจะแบ่งสัดส่วนการชำระเบี้ยประกันอย่างไรดีไม่ให้กระทบการเงินส่วนอื่นๆ และสามารถชำระเบี้ยได้ครบตลอดสัญญา

 

“วันนี้ผู้เขียนได้มีแนวทางใน ‘การจัดสรรเงินเพื่อทำประกัน’ มาแนะนำ โดยแบ่งท่านผู้อ่านเป็น 2 กลุ่มตามลักษณะการได้มาของรายได้ นั่นคือ ‘กลุ่มมนุษย์เงินเดือน’ ที่มีรายได้หลักจากเงินเดือน และ ‘กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ’ ที่มีรายได้ในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน จึงต้องคาดการณ์จากรายได้ต่อปีของท่านผู้ประกอบการธุรกิจเอง แล้วมองความสามารถในการเก็บเงินได้ในแต่ละปี”

 

จากการแบ่งประเภทการรับเงินตามข้างต้นจะเห็นได้ว่า ‘กลุ่มมนุษย์เงินเดือน’ นั้นสามารถวางแผนเรื่องการแบ่งสัดส่วนเงินมาทำประกันได้ง่าย เพราะมีรายได้สม่ำเสมอและแน่นอนโดยใช้หลักการง่ายๆ คือควรอยู่ในช่วง 10%-20% ของรายได้ ขึ้นอยู่กับสถานะ บริบทและสภาพแวดล้อมของแต่ละท่าน โดยประโยชน์ของการทำประกันที่มนุษย์เงินเดือนเลือก รวมถึงผลประโยชน์ทางด้านภาษี วงเงินความคุ้มครองให้กับครอบครัว เงินเก็บในอนาคตและรวมถึงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหากเกิดการเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ เพื่อไม่ให้ค่ารักษามากระทบการเงินของท่านในส่วนอื่นๆ

 

“ในเวลาต่อมาผู้รับเงินเดือนทั้งหลายอาจได้รับการปรับฐานเงินเดือนหรือมีรายได้ส่วนอื่นที่ทำให้รายได้มากขึ้น หากท่านยังคงรักษาสัดส่วนแบ่งเงินมาทำประกันไว้อย่างดี ท่านก็สามารถมีเงินเก็บและความคุ้มครองทางประกันที่มากขึ้นโดยที่ไม่ลำบากจนเกินไปเพราะวินัยที่ท่านได้สร้างมาตั้งแต่แรกเริ่ม”

 

ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาจบใหม่เริ่มทำงานได้รับเงินเดือน 15,000 บาท จัดสัดส่วนการทำประกันไว้ 10% นั่นคือ 1,500 บาทต่อเดือนหรือ 18,000 บาทต่อปี ในเวลาต่อมาเงินเดือนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเป็น 50,000 บาท สัดส่วนการทำประกันยังคงไว้ที่ 10% หรือ 5,000 บาทต่อเดือนหรือ 60,000 บาทต่อปี

 

สำหรับการจัดสัดส่วนเงินเพื่อการทำประกันของ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจ’ ควรเริ่มจากความสามารถในการแบ่งเงินเป็นก้อนออกมาในแต่ละปีโดยคำนวณจากรายได้จากการทำธุรกิจ สัดส่วนเงินที่แบ่งออกมาได้ของแต่ละท่านอาจไม่เท่ากันและแต่ละธุรกิจของแต่ละท่านก็มีอัตรากำไรที่แตกต่างกัน ดังนั้นการแบ่งสัดส่วนเงินเพื่อมาทำประกันของกลุ่มนี้ควรคำนึงถึง ‘ประโยชน์ของประกัน’ เป็นสำคัญ

 

          

 

เพราะท่านเป็นบุคคลหลักในการดำเนินธุรกิจ ประโยชน์ของประกันรวมถึงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหากเจ็บป่วย เวลาที่ใช้ในการเข้าถึงสถานพยาบาล เวลารักษาตัวหรือพักฟื้น เงินก้อนที่ใช้ดูแลครอบครัว ภาระหนี้สินส่วนตัวและภาระหนี้สินกับธุรกิจ เงินก้อนที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ไม่สะดุด

“การทำประกันนั้นรวมไปถึงเงินเก็บเพื่อการเกษียณและการศึกษาบุตรหลานในอนาคต หากผู้ประกอบการธุรกิจสามารถแบ่งเงินส่วนตัวแยกจากธุรกิจชัดเจนก็สามารถใช้หลัก 10%-20% คล้ายกับหลักการคิดของคนรับเงินเดือนได้ โดยหากท่านได้ปกป้องความเสี่ยง เตรียมการเพื่ออนาคตของตนเองและครอบครัวได้เป็นอย่างดีแล้ว ท่านสามารถโฟกัสการทำงานเพื่อพัฒนาธุรกิจของท่านได้อย่างดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

หลายๆ ท่านอาจมีคำถามว่า แล้วการวางแผนประกันสำคัญมากน้อยแค่ไหนเราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงได้หรือไม่เพราะได้ระวังตัวเองดีอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิดนั้น มีทั้งปัจจัยที่เกิดจากตัวเราเองเช่นพฤติกรรมการทานอาหารไม่เป็นเวลา สารอาหารที่ได้รับไม่ครบ 5 หมู่ การเอาตัวไปใกล้แหล่งเชื้อโรคหรือแหล่งสารเคมีการใช้วิถีชีวิตอย่างประมาท และปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

เช่นตั้งแต่ต้นปี 2563 มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นทั้ง PM 2.5 ที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหตุการณ์ในห้างที่จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากและโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและกลายเป็นสถานการณ์วิกฤตทั่วโลก มีความเสี่ยงเรื่องการเข้าถึงสถานพยาบาล ค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะท่านที่เป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวหรือดำเนินธุรกิจและทุกชีวิตนั้นย่อมมีค่าเสมอ

 

เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ขยายผลไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจ การชะลอการลงทุน การหยุดการเดินทางของผู้คน การจับจ่ายใช้สอย อันส่งผลโดยตรงถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รายได้เข้าประเทศ ผลกระทบกับธุรกิจของสายการบิน โรงแรม ห้างร้าน โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ของใช้บางรายการขาดแคลนเป็นอย่างมาก เช่นหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ที่จากเคยเป็นของจำเป็นในโรงพยาบาลใช้เฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ เพียงแค่ไม่กี่วันของใช้เหล่านี้ก็กลายเป็นของใช้ที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไปเพื่อป้องกันการแพร่และติดเชื้อ”

ทั้งนี้จำนวน ‘คนว่างงาน’ ในประเทศก็มากขึ้นเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการวางแผนประกันที่ดีนั้นจะเป็นการลดความเสียหายจากความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดดังตัวอย่างเหตุการณ์ข้างต้น และปกป้องคุ้มครองตัวเอง ครอบครัวและทรัพย์สินที่เรามี ลดความสูญเสีย ไม่ให้เกิดความเสียหายที่มากจนเกินไป ในบางกรณีผู้ทำประกันยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้อย่างเร่งด่วนจากกรมธรรม์ของตนเองได้อย่างง่ายเพื่อนำมาใช้เวลาจำเป็นในสภาวะวิกฤตนี้ได้ วางแผนประกันยิ่งเริ่มได้เร็วยิ่งเป็นประโยชน์กับผู้ทำเอง

 

สุดท้ายนี้สำหรับท่านที่อยาก “ทำประกันชีวิตและสุขภาพ” เพื่อลดความสูญเสียในรูปแบบต่างๆ ในเหตุการณ์ไม่คาดคิด และความมั่นคงของครอบครัว ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นเท่าไรดีหรือท่านที่มีประกันอยู่แล้ว ท่านอาจจะใช้หลักการง่ายๆ ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้น มี ‘การทบทวน’ สัดส่วนเงินทำประกันและความคุ้มครองของท่านให้เหมาะสมเพื่อตัวท่านเองและคนที่ท่านห่วงใย

 

“ประกอบกับการพิจารณาความพร้อมทางการเงินในด้านอื่นๆ เพราะคนเราย่อมมีเป้าหมายทางการเงินหลายเป้าหมาย ความพร้อมของแต่ละท่านก็อาจแตกต่างกัน มีมาก ทำมาก มีน้อยทำน้อย ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย”

 

เมื่อท่านรู้หลักการแล้ว ‘ลงมือทำ’ ก็สามารถทำให้ท่านมีความสามารถในการ ‘ชำระเบี้ยประกัน’ ได้ตลอดสัญญา มีสวัสดิการค่ารักษาและผลประโยชน์จากการทำประกันได้อย่างสุขใจไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, Facebook สมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ www.tfpa.or.th     

 

ดูข่าวต้นฉบับ