“อมิตา ทาทา ยัง” ย้อนวันวาน “สาวน้อยมหัศจรรย์” สุดมั่นแห่งวงการเพลงไทย!!!

Another View เผยแพร่ 09 เม.ย. 2562 เวลา 01.00 น.

“อมิตา ทาทายังย้อนวันวานสาวน้อยมหัศจรรย์สุดมั่นแห่งวงการเพลงไทย!!! 

ถ้าพูดถึงศิลปินไทย ที่ดังไกลระดับ “โกอินเตอร์” ชื่อของ “อมิตา ทาทา ยัง” ย่อมเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะตลอดเวลาการเดินทางจาก “สาวน้อยมหัศจรรย์” ผู้เป็นไอดอลยุค 90 สู่ “ศิลปินหญิงระดับ International” นั้นเธอได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการเพลงไทยอยู่เสมอ เราจึงขอย้อนวันเวลา พาทุกท่านไปร่วมสัมผัสเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของเธอ ที่ไม่ได้มาแค่เพียงโชคช่วย แต่เพราะความกล้า มั่นใจ และฝีมือ ล้วน ๆ 

“One Night Only” ที่ส่งทาทา” สู่ถนนสายศิลปิน

เรื่องความมั่นใจของทาทา ยัง นั้นเป็นที่ลือเลื่องมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่เพราะอุปนิสัย “ดังแล้วหยิ่ง” แต่อย่างใด ทว่าเธอบอกว่านี่คือ “คนแบบฉัน” ที่มีความฝันและกล้าคิดกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก โดยมีคุณพ่อ ทิโมที ไมเคิล ยัง หรือทิม ยัง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนทุกความฝันของลูกสาว ดังนั้นเมื่อเด็กหญิงทาทา ในวัย 11 ขวบ บอกกับคุณพ่อว่าอยากร้องเพลงจริงจัง คุณพ่อก็จัดการส่งเธอไปเรียนร้องเพลงกับครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต นักร้องแถวหน้าของเมืองไทยทันที

และด้วยความที่เธอนั้นอยากจะประกวดร้องเพลง "นิสสันมิวสิก" จริง ๆ แต่ทว่าลูกศิษย์ของครูอ้วนที่จะพร้อมลงสนามแข่งร้องเพลงนั้นจะต้องร่ำเรียนกันอย่างน้อยหนึ่งปี  ในขณะที่เธอมีเวลาเตรียมตัวแค่ 4 เดือน เธอจึงทุ่มเทไปเรียนกับครูอ้วนทุกวัน จนพร้อมก้าวขึ้นสู่เวที โดยในการประกวดครั้งนั้น ครูอ้วนได้เลือกเพลง “One Night Only” ส่งให้เธอเข้าประกวดรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งน้อยคนที่จะรู้ว่าในวันประกวดรอบชิงชนะเลิศวันนั้น ทาทา ได้มีวิธีเรียกขวัญและกำลังใจให้ตนเองด้วยการ “ขอยืมวิกผม” ครูอ้วนมาใส่ประกวดในรอบนั้น เรียกว่าขอของครูมาอยู่กับตัวกันเลยทีเดียว (ฮ่า) และสุดท้าย เธอก็คว้ารางวัลชนะเลิศมาครองจนได้

“เหลวไหลสู่ศิลปินตัวจริง”

หลังจากชนะเลิศเวที "นิสสันมิวสิก" มาหมาด ๆ เธอก็ได้รับโอกาสให้ไปแสดงใน MV เพลง “เหลวไหล” ของศิลปินชายแห่งยุค “มอส - ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” ซึ่งในระหว่างที่แสดงอยู่นั้น “เต๋อ - เรวัต พุทธินันทน์” ศิลปินและผู้บริหารใหญ่ของ GMM Grammy ได้เดินผ่านหน้าจอ Monitor ไป แล้วก็เดินกลับมายืนมองการแสดงของเธออยู่เป็นเวลานาน ก่อนที่จะเอ่ยปากถามคำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาลคือ “ร้องเพลงเป็นไหมอ่ะเราน่ะ ?”

หลังจากเธอได้ตอบรับว่าเพิ่งไปประกวดร้องเพลงได้รางวัลมา “อาเต๋อ” ก็ให้เธอร้องเพลงสด ๆ ตรงนั้น ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันต่อมา เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากอาเต๋อ ให้เข้ามาเซ็นสัญญาที่แกรมมี่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ“สาวน้อยมหัศจรรย์” ในเวลาต่อมา

“สาวน้อยมหัศจรรย์ผู้นำแฟชั่นแห่งยุคผู้สะเทือนวงการเพลงแห่งสมัย !

30 มีนาคม พ.ศ. 2538 วันที่เธอรอคอยก็มาถึง เมื่ออัลบั้มแรกในนาม “อมิตา ทาทา ยัง” วางจำหน่าย โดยส่งเพลง “โอ๊ะ…โอ๊ย” มาถล่ม Chart เพลงเป็นเพลงแรก และก็ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่ใช่เฉพาะไปไหนมาไหนเราก็จะได้ยินแต่เพลงนี้ แต่ดูเหมือนว่า ทุกคนนั้นจะกลายเป็น ทาทา ยัง ด้วยแฟนเพลงวัยรุ่นได้นำเอาแฟชั่นการแต่งกายในอั้ลบั้มนี้มาแต่งตามกันเป็นทิวแถว ตั้งแต่ เสื้อสกรีนลายการ์ตูน "โซนิค" รองเท้าสลับสี กางเกงยีนส์ขาใหญ่ ๆ หลวม ๆ ที่ต่อมาก็ยังได้รับนิยามว่าเป็น “กางเกงทาทา” ไปโดยปริยาย รวมทั้งทรงผม “ทรงสับปะรด” ที่ออกแบบให้เธอโดยป๊อก เชลซี (ศุภกิจ เมฆอำนวยชัย) ช่างผมแถวหน้าของเมืองไทย แล้วแฟชั่นนี้ก็ยังฮิตกันต่อเนื่องไปถึงอัลบั้มที่สอง  "อะเมซิงทาทา ชุด กระเป๋ามหัศจรรย์" กันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ทางด้านความฮิตของเพลง หลังจาก “โอ๊ะ…โอ๊ย” แล้ว ในอัลบั้มแรก เธอก็ยังส่งเพลง พรุ่งนี้…ไม่สาย, รบกวนมารักกัน, ขอได้ไหม และไม่รักตัวเอง ซึ่งดังทุกเพลงตามมาติด ๆ จนทำให้ในเวลาเพียง 5 เดือนที่อัลบั้มวางแผง ก็ทำยอดจำหน่ายได้ “ล้านตลับ” จนต้อง เปลี่ยนปกอัลบั้ม และเพิ่มเพลงคือเพลง "ฉันรักเธอ" นั่นก็คืออัลบั้ม "Tata 1,000,000 Copies Celebration" ส่งผลให้เธอรับสมญา “สาวน้อยมหัศจรรย์” ไปครอบครองในทันที !

“จักรยานสีแดงของมอสทาทา”

นอกจากผลงานในวงการเพลงแล้ว เธอก็ก้าวเท้ามาชิมลางผลงานการแสดงภาพยนตร์กันบ้างด้วยการแสดงภาพยนตร์เรื่อง “จักรยานสีแดง” ร่วมกับมอส ปฏิภาณ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ “มอส –ทาทา” กลายเป็นคู่ขวัญของวงการ (สมัยนี้คงใกล้เคียงกับคำว่าคู่จิ้น) ไปในทันที จนถึงขนาดที่มีอัลบั้มพิเศษ “MOS&TATA” ออกมาในปี 2540 ซึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์ทั้ง “แมลง” และ “เพียงเพื่อน” ที่ทั้งสองร่วมร้องก็ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองไปโดยปริยายจนต้องมีคอนเสิร์ตตามมาหลังอัลบั้มอีก ในชื่อคอนเสิร์ต Mos-Tata & Friends ซึ่งทั้งภาพยนตร์ อัลบั้ม และคอนเสิร์ตนั้นเกิดขึ้นในปี 2540 เพียงปีเดียว ! ไม่นับรวมถึงความสำเร็จของ “จักรยานสีแดง” ในฐานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ HBO ซื้อลิขสิทธิ์ เพื่อนำไปแพร่ภาพออกอากาศทั่วเอเชีย ทางช่อง " CINEMAX" อีกด้วย 

และจากวันนั้นจนวันนี้ มอส – ทาทา ก็ยังคงเป็นพี่ชายแล้วน้องสาวที่เคียงข้างกันมาตลอด โดยเฉพาะที่ทาทาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ถึงวันที่สูญเสียคุณพ่อโดยกะทันหันไปว่า ในวันนั้นคิดว่าอยากจะเจอใครสักคนที่อยู่เป็นกำลังใจให้เธอ แล้วพอหันหลังกลับมาในงาน พี่มอสของทาทาก็อยู่ตรงนั้น

“รัก-ออกแบบไม่ได้ผลงานการแสดงชั้นรางวัล” ของทาทา

หลังจาก “จักรยานสีแดง” เธอก็ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง “รัก-ออกแบบไม่ได้” หรือ “O-Negative” ในปีต่อมาทันที ซึ่งเธอได้กล่าวไว้ว่า เป็นการได้เข้ามาเรียนรู้ชีวิตมหาวิทยาลัยของไทย (เธอสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ) เธอเพิ่งได้รู้จักการรับน้องก็จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งเปิดโลกชีวิตวัยรุ่นไทยให้เธออย่างมาก ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังประสบความสำเร็จ จนส่งให้เธอได้รับรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในปี 2541 อีกด้วย ไม่รับรวมที่เพลง “แค่เธอรักฉัน” เพลงประกอบภาพยนตร์ที่เธอร้อง ได้ครองอันดับต้น ๆ ใน Chart เพลงไทยสากลอีกเช่นกัน

“Reach For The Star” การแสดงเกียรติยศระดับนานาชาติ

ในพิธีเปิด Asian Games ครั้งที่ 13 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เธอได้รับเกียรติให้เป็นนักแสดงพิเศษ ที่เรียกว่า Surprise คนดูทั้งสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่เพิ่งเปิดใช้สำหรับการแข่งขัน Asian Games ครั้งนั้น ด้วยการปรากฏตัวร้องเพลง Reach For The Star ฉายแววความสามารถในระดับ “Inter” ด้วยการร้องเพลงสากล ในชุดการแสดงชุดที่ 7 ชื่อชุดว่า “คีตภราดร” ใช้เวลาในการแสดงทั้งหมด 12 นาที มีผู้ร่วมแสดงทั้งหมด 2,276 คน และเป็นการแสดงเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย

ทาทา “โกอินเตอร์” 

จากความสำเร็จในวงการเพลงไทย ความตั้งใจจริง และแรงผลักดันของคุณพ่อทิม ยัง เธอจึงเป็นศิลปินไทยคนแรกที่มีโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายโคลัมเบีย ในสังกัดของโซนี่มิวสิก เมื่อปี พ.ศ. 2547 และได้ออกอัลบั้ม “I Believe” อัลบั้มภาษาอังกฤษอัลบั้มแรกของเธอ โดยมี Single แรกคือ Sexy, Naughty, Bitchy ตามติดมาด้วย “I Believe” และ “Cinderella” ซึ่งทุกเพลงนั้นได้ขึ้น Chart เพลงฮิตของเอเชียทั้งสิ้น 

แต่สิ่งที่ประทับใจและทำให้เธอรู้สึกว่าเธอนั้น “โกอินเตอร์” อย่างแท้จริงก็คือ การที่ MV ของเธอได้ฉายทุก ๆ 10 นาทีในจอยักษ์เขตชิบูยาของญี่ปุ่น และในขณะที่เธอยืนชมอยู่นั้น แฟนเพลงในญี่ปุ่นก็จำเธอได้และรุมล้อมเธอกลางแยกชิบูยา จึงเป็นที่มาของการจัดคอนเสิร์ตของเธอในโตเกียวที่แยกชิบูยานั้น ทั้งนี้ยอดขายอัลบั้มนี้ในญี่ปุ่นมากกว่า 3 แสนชุด และจัดคอนเสิร์ตทัวร์ในญี่ปุ่นไปยังเมืองสำคัญ ๆ 6 เมืองได้แก่ ฟูกุโอกะ โอซากา โยโกฮามา นาโกยา เซ็นได และโตเกียวและเธอก็ได้รับการติดต่อจาก “Snoop Dogg” เพื่อทำเพลงร่วมกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถจัดแบ่งตารางเวลาการทำงานให้ลงตัวด้วยกันได้

ในปี 2549 เธอได้เข้าร่วมงาน MTV Asia Awards และขึ้นร้องเพลง Endless Love ร่วมกับ “ลี ไรอัน” พร้อมรับรางวัล "ศิลปินยอดนิยมของประเทศไทย" นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน เธอได้ออกอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 2 คือ Temperature Rising และในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2551 เธอก็เดินทางไปยังเยอรมันเพื่อทำอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 3 มีการคัดเลือกเพลงเพื่อสร้างอัลบั้มนี้จากกว่าหนึ่งพันเพลง และได้ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ในชื่อ Ready For Love สร้างสถิตินักร้องไทยที่ไปถึงระดับอินเตอร์อย่างที่ไม่มีใครทำลายสถิตินี้ลงได้