“หนี้เสีย” อาจเพิ่มขึ้น หลังมาตรการพักชำระหนี้สิ้นสุดลง

Money Buffalo อัพเดต 08 ก.ค. เวลา 08.01 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. เวลา 10.50 น. • Money Buffalo
“หนี้เสีย” อาจเพิ่มขึ้น หลังมาตรการพักชำระหนี้สิ้นสุดลง

ในช่วงโควิด-19 แทบจะทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิ-19 ระบาดในครั้งนี้ ทั้งด้านธุรกิจ การทำงาน ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิตต้องเปลี่ยนไป และอีกสิ่งหนึ่งที่กระทบกันเลยคือสภาพทางการเงิน เมื่อธุรกิจเดินยาก เมืองถูกปิด รายได้ของหลาย ๆ คนก็หยุดชะงัก แต่รายจ่ายกลับยังคงอยู่ 

สิ่งที่ ธปท. พยายามเข้ามาช่วยเหลือคือรายจ่ายจากการชำระหนี้ โดยได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นหยุดพักชำระหนี้ ลดอัตราการผ่อน ลดดอกเบี้ย ทั้งในหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน รถ และยังช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SMEs อีกด้วย ทำให้ในช่วงที่ทุกคนกำลังลำบากนี้สามารถลดหรือยืดรายจ่ายส่วนนึงที่มีได้ ทำให้ปัญหาการเงินไม่แน่นเกินไปและมีช่วงปรับตัวให้สามารถรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วง โควิด-19 นี้ได้ เพราะถึงแม้ดอกเบี้ยจะเดินอยู่ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็สามารถเลือกได้ ที่จะนำเงินที่ต้องมาจ่ายค่างวดไปหมุน หรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นกว่าในช่วงวิกฤตนี้ แต่หากหมดมาตรการพักชำระหนี้เมื่อไหร่ อาจจะส่งผลให้เกิด “หนี้เสีย” ได้

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหมดช่วงพักชำระหนี้

สิ่งหนึ่งเลยที่มาตรการนี้หวังเอาไว้ก็คือ หวังให้คนสามารถปรับตัวและผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้ การเงินไม่สะดุดแล้วสามารถลุกกลับมาแข็งแรงได้ แต่ในความเป็นจริงบางธุรกิจอาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องที่ยืดเยื้อ และไม่สามารถกลับมาแข็งแรงได้ภายใน 3-6 เดือน และบางคนอาจจะต้องถูกปลดออกจากงาน ขาดแคลนรายได้ หางานใหม่ยากอีก ในขณะที่รายจ่ายยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ

จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าหากเมื่อถึงเวลาหมดพักชำระหนี้แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผู้เดือดร้อนส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามที่คาดหวังไว้ และอาจทำให้หนี้เสียของไทยเพิ่มขึ้นมหาศาล และถึงแม้ไทยจะเป็นประเทศที่ตอนนี้สามารถจัดการกับปัญหา โควิด-19 ได้ค่อนข้างดี แต่ปัญหาทางการเงินจาก “หนี้เสีย” ก็เหมือนจ่อจะระเบิดอยู่เช่นกัน

นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำไม ธปท. จึงประกาศให้ ธนาคารพาณิชย์งดจ่ายปันผลระหว่างการ และงดซื้อหุ้นคืน เพราะธุรกิจกลุ่มธนาคารจะได้รับผลไปเป็นกลุ่มแรก ๆ เลยเมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียที่จะโตขึ้น

สถิติการพักชำระหนี้

มาตรการพักชำระหนี้นั้นเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง เมษายน 2563 โดยในเดือนแรกมียอดมูลค่าหนี้อยู่ 2,654,867 ล้านบาท มีลูกหนี้สูงถึง 11,060,250 คน ต่อมาเป็นเดือน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2563 มียอดหนี้ 1,105,500 ล้านบาท และ 107,700 ล้านบาท มีลูกหนี้ 3,085,495 คน และ 1,073,802 คน ตามลำดับ

โดยการพักชำระหนี้อยู่ในช่วงประมาณ 3 เดือน ดังนั้น เดือน กรกฏาคม 2563 จะเป็นเดือนแรกที่ยอดหนี้เกือบ 3 ล้านล้านบาท จะต้องกลับมาชำระหนี้ และเดือนกันยายน 2563 จะเป็นช่วงที่ยอดหนี้ทั้งหมดของมาตรการชุดแรกต้องกลับมาชำระหนี้ทั้งหมด

รวมทั้งสิ้นแล้วมีการพักชำระหนี้จากรายย่อยในช่วงนี้เป็นตัวเลขสูงถึงกว่า 3.8 ล้านล้านบาท จึงเป็นที่กังวลใจของ ธปท. และเหล่าธนาคารต่าง ๆ ว่าลูกหนี้ทั้งหลายจะสามารถฟื้นฟูและกลับมาชำระหนี้ได้หรือไม่

มาตรการระยะที่สองและผลต่อจากนี้

ในมาตรการที่สองนั้น จากที่ ธปท. เล็งเห็นปัญหาจึงออกมาตรการเพิ่มเติม โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563 นี้ โดยช่วยอุดรอยรั่วเก่าที่การพิจารณาขึ้นอยู่กับตัวธนาคารเอง แต่อนุมัติให้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังลดเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อต่าง ๆ อีก 2-4% อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อหมุนเวียน รวมถึงสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ คาดว่าจะช่วยชะลอและลดผลกระทบที่จะตามมาช่วงนี้ได้

สิ่งที่น่ากลัวหลังจากนี้คือหากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่กลับมา ผลกระทบบางอย่างที่ซ่อนอยู่อาจจะตามมา อย่างหลาย ๆ ธุรกิจที่ยังขาดทุนอยู่ในช่วงนี้อาจเพราะยังพอมีเงินสดเหลือให้หมุนเวียนเพื่อยื้อธุรกิจให้ผ่านช่วงนี้ไปได้ แต่ถ้าวิกฤตยังกินเวลายืดยาวต่อไปอีก จะมีอีกหลายธุรกิจที่ยื้อไม่ไหวและต้องปิดตัวลง และผลจากโดมิโน่เหล่านี้จะกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของทุกคน และอย่างที่เรารู้ ๆ กันว่าธุรกิจส่งออกและท่องเที่ยวนั้นเป็นรายได้กว่า 70% ของประเทศไทย ถึงแม้ไทยจะคุมประเทศอยู่แต่ถ้าต่างประเทศไม่ฟื้นรายได้หลักของไทยก็ยังไม่กลับมาในเร็ว ๆ นี้

ดูข่าวต้นฉบับ