“สุขที่จะคิดแบบนี้” แม่ทาว่างั้น!

Rabbit Today อัพเดต 18 ก.ย 2562 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2562 เวลา 10.46 น. • สุชา
สัมภาษณ์ทาทายัง

ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็เรียกเธอว่า ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ แต่เจ้าตัวปฏิเสธฉายานี้มาตลอด บอกตัวเธอเองบินไม่ได้จ้า และไม่ได้ช่วยเหลือหรือพิทักษ์โลกอะไรเลยด้วย

ในวันนี้…ถ้าพูดถึงชื่อ ‘ทาทา ยัง’ ขึ้นมา เราก็ยังจดจำภาพเด็กผู้หญิงที่ได้รับฉายา ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ คนนั้นอยู่ เพียงแต่มุมมหัศจรรย์ไม่ใช่แค่ความสามารถที่ชัดเจนเกินเด็กหญิงอายุ 14 ที่มีผลงานอัลบั้มแรกและประสบความสำเร็จสูงสุด

แต่เป็นความมหัศจรรย์ผ่านประสบการณ์การทำงานในอาชีพนักร้องตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ผ่านมา ทาทา ยัง เป็นนักร้องหญิงไทยคนแรกๆ ที่ทุกคนยอมรับว่าโกอินเตอร์ฯ พ่วงตำแหน่ง ‘ซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชีย’ อีกต่างหาก

วันที่ 11-12 ตุลาคม 2562 นี้ ‘แม่ทา’ กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 5 ปี ความพิเศษครั้งนี้คือเธอควบตำแหน่งโชว์ ไดเร็กเตอร์ ใน ‘Tata Young My Perfection Concert’ เข้าไปด้วย 

 

Q: มหัศจรรย์ไหมล่ะ?

A: ชินหรือยังครับ เห็นหลายคนเรียกว่า ‘แม่ทา’

ชินเวลา ‘เร’ (ลูกชาย) เรียกค่ะ แต่เวลาคนอื่นเรียกก็รู้สึกดีใจนะ เพราะเขาเห็นเราเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเจอลูกสาวเรียกจะยิ่งดีใจมาก อย่างวันก่อนมีน้องผู้ชายคนหนึ่งมาบอกว่าหนูสามารถระบายความรู้สึกของหนูที่มีต่อแม่ทาบนกระดาษเอสี่ได้ทั้งแผ่น โถ…ลูกสาว ทารู้สึกเอ็นดูเนาะ ไปตรงไหนก็มีคนเรียก ‘แม่’ และเรียกทาอย่างนี้ก่อนที่เรจะเกิดเสียอีก

Q: งั้น ‘แม่ทา’ ก็ต้องเป็นแม่มาตั้งแต่เด็กเลยนะ

A: ใช่ค่ะ ทุกคนเรียกทาว่า ‘แม่’ ก่อนมีเร (ย้ำอีกครั้ง) แต่ชินมากขึ้นเมื่อมีเรนี่ละ เพราะรู้สึกถึงความเป็นแม่คนแล้วจริงๆ และชื่นชมกับคำๆ นี้ การที่ใครจะเรียกเราว่าแม่ นั่นหมายถึงคนคนนั้นต้องเด็ดจริง

Q: ทาทาเป็นคนที่มีความมั่นใจมาแต่เด็ก เอาพลังนี้มาจากไหน มันเกิดจากตัวเองหรือการเลี้ยงดูของครอบครัวครับ

A: เกี่ยวกับการทำงานด้วยนะคะ การทำงานกระตุ้นเราให้เป็นคนที่มีความตื่นเต้นตลอดเวลา กับมันเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งที่เราจะต้องมีอะไรแบบนี้เพื่อจะไปทำการแสดงบนเวที 

แต่สำหรับทาจะรู้สึกว่าพลังมันมาจากคนดู มาจากสิ่งที่เราได้ทำแล้วเรารัก คือทาถือว่าตัวเองเป็นคนโชคดีนะ บางคนเกิดมายังไม่รู้เลยว่าอยากจะเป็นอะไรในอนาคต แต่ทาเกิดมาทาอยากเป็นนักร้อง และก็ได้เป็นนักร้องตั้งแต่ในวัยที่เด็กมากด้วย (ตอนอายุ 11 ปี ทาทาชนะการประกวดจากเวที ‘นิสสันมิวสิกอวอร์ด’ ระดับยุวชน รางวัลชนะเลิศ ประเภทเพลงสากล) ได้ผ่านสมรภูมิอะไรมาเยอะมากในวงการนี้ จนมันทำให้ทารู้สึกว่านั่นละ คือพลังให้เราในการทำงานต่อ คือถ้าเราไม่รักมันจริงๆ คงอยู่กับมันไม่ได้

Q: ที่ผ่านมาเราแทบไม่เคยเห็นความล้มเหลวของทาทา ยัง เลยนะ

A: ไม่จริงนะ (แย้งทันที) เพราะความล้มเหลวของแต่ละคนมันประเมินค่าไม่ได้ บางคนอาจไม่เหลืออะไรแล้ว เงินทองไม่เหลือ แต่สำหรับทา ในเรื่องงานก็เคยมีจุดที่เงียบไปเหมือนกันนะ ไม่มีผลงานอะไรออกมาเลยในช่วงหนึ่ง เหมือนเราจะทำอะไรดี จะร้องเพลงดีไหม หรือจะเล่นหนังต่อ เอ๊ะ…หรือจะไปเล่นละคร รับบทแม่ คือมันเป็นช่วงที่ทาหาตัวเอง และในที่สุดแล้วก็เวียนกลับมาตรงร้องเพลง คือมันไปไม่พ้นจากการร้องเพลงน่ะ 

Q: ที่เงียบไป จำได้ว่าน่าจะเป็นช่วงรอยต่อจากแกรมมี่ กำลังจะโกอินเตอร์ฯ ใช่ไหม

A: ใช่, ช่วงนั้นทาเฟลมาก  

Q: แล้วทำไมถึงออกจากแกรมมี่เสียล่ะ

A: ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่การตัดสินใจของทาคนเดียว แต่เป็นการตัดสินใจจากทั้งครอบครัวและตัวทาเองด้วย ปรึกษากัน และเรื่องของข้อตกลงที่ทารู้สึกว่าตอนนั้นเราคุยกันไม่รู้เรื่องหรืออะไรก็ว่าไป ซึ่งจริงๆ แล้วสำหรับทา วิธีที่ดีที่สุดตอนนั้นคือทากลับไปเรียนหนังสือ เพราะบอกกับตัวเองว่าอย่างน้อยจะต้องทำอะไรที่มีประโยชน์ ทาต้องการจะจบไฮสคูล และเริ่มเรียนพรีคอลเลจ นั่นคือตอนที่ทาเอาติวเตอร์มาสอน จนทาเรียนจบมหาวิทยาลัยผ่านออนไลน์ (มหาวิทยาลัยเนแบรสกาแห่งลิงคอล์น) 

เนี่ย เรื่องชีวิตทามันมีให้เล่ารายละเอียดเยอะ และเราทำงานมาตลอด เป็นเวิร์คอะฮอลิก บางทีเราต้องทำให้ตัวเองชินกับการมีชีวิตที่ธรรมดา ดาวน์ทูเอิร์ธ ซึ่งทาโชคดีมากที่ตัวเองเป็นคนแบบนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ทาเป็นคนง่ายๆ ใช้ชีวิตง่าย และไม่พยายามเสพอะไรที่เป็นแง่ลบ ไม่ได้บอกว่าเสพแต่แง่บวกของเรานะ แต่ทาพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขมากที่สุด ไม่ว่าภาวะไหนก็ตาม  

Q: ทุกครั้งที่มีปัญหาเกิดขึ้นกับชีวิต จัดการกับมันอย่างไร

A: ทาถูกสอนและถูกฝึกจากคุณพ่อคุณแม่ว่าพอมีปัญหาอะไรแล้วให้หยุด…หยุดก่อนและก็ใจเย็น ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ทาก็เลยหยุด อย่างดราม่าต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถามว่าทาตั้งรับกับเรื่องนี้ยังไง ทาจะหยุดก่อน แล้วจะไม่พูดบ่อย พูดชัดเจนครั้งเดียวพอ เพราะทาเป็นคนที่ไม่สามารถเอาชีวิตของตัวเองมาขายเป็นเรื่องดราม่าได้ เพราะไม่ต้องการดราม่าในชีวิต

Q: แต่ที่ผ่านมาเหมือนชีวิตทาทาก็ดราม่ามาโดยตลอด

A: นั่นไง ทาเลยไม่ต้องการมัน ไม่ต้องการความดราม่าอีกแล้ว 

Rabbit Today สัมภาษณ์ทาทายัง

Q: กับสามีล่ะ ความหวานลดน้อยถอยลงไหม

A: หวานน้อยลงไหม (ทวนคำถาม) โห…หน้าที่ของเราทุกวันนี้มันเยอะมากเลยทั้งคู่ ถ้าเราคิดว่าหวานน้อยลง มันก็หวานน้อยลง แต่ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไร คือเราวุ่นกันทั้งคู่ แต่เขายังพูดจาดีกับเราอยู่ เรายังอยู่ในบ้านหลังเดียวกันอย่างมีความสุข 

รู้ไหมว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งงอนน่ะ มันเหนื่อยมาก มันเหนื่อยจริงๆ นะ ทาเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว คำถามคือ บางทีสู้เอาเวลางอนมาดีกันดีกว่า จริงๆ นะ

Q: ตอนเด็กคิดได้แบบนี้ไหม

A: ไม่คิด คิดไม่ออกเลย ทุกวันนี้เวลางอน หรือเวลาโกรธทาจะหายเร็วมาก เพราะนึกในใจว่า ไปเสพความสุขเวลาที่ดีๆ กันดีกว่า บอกไปเลยว่าหมอทำแบบนี้ทาไม่ชอบ หมอ ขอโทษครับ หมอจะไม่ทำอีก…จบ มูฟออนแล้วชีวิต ที่รัก…ทำอะไรกันดี ไปกินอะไรกันต่อ จบง่ายแบบนี้แหละ เพราะยิ่งลากปัญหาให้ยาวไป อย่างแรก เขาคือคู่ชีวิต เขาไม่ใช่คนที่เราจะฝึกสอนหรือสั่งสอน เราก็ต้องปรับตัวเราเองด้วย

Q: จริงๆ ทาทาเป็นผู้หญิงขี้งอนไหม

A: ไม่ขี้งอน แต่เป็นคนทำอะไรเร็ว แล้วพอเร็ว คนตามไม่ทัน ทาจะหงุดหงิด

Q: แปลว่าเป็นคนใจร้อนหรือเปล่า

A: ไม่ใช่ คือทาทำอะไรเร็วกว่าคนอื่น บางทีคิดอะไรเร็วกว่า คนทำอะไรเร็วกับคนใจร้อนไม่เหมือนกัน ใจร้อนหมายถึงรอไม่ได้ แต่ของทาคือเป็นคนทำอะไรล่วงหน้าไปแล้ว และหงุดหงิดว่าทำไมตามเราไม่ทันล่ะ หรือเราพูดอะไรไป ทำไมต้องย้อนถามอีก ต้องอธิบายใหม่อีกครั้ง 

Q: ย้อนกลับไปสมัยโกอินเตอร์ฯ คุณเป็นศิลปินไทยเบอร์แรกๆ แถมได้รับฉายาว่าซูเปอร์สตาร์แห่งเอเชียด้วย ตอนนั้นรู้สึกกดดันบ้างไหม

A: ไม่เลย เพราะรู้สึกว่าพลังที่ทาทำงานที่ไทยกับที่ต่างประเทศคือพลังเดียวกัน เท่ากัน ทาไม่ได้ให้ความสำคัญกับการที่ตัวเองโกอินเตอร์ฯ แล้วต้องทำให้ดีกว่า แต่เชื่อว่าการที่ดีกว่าหรือพัฒนาขึ้น มันเป็นจุดที่ทำให้เราไปได้ไกล ฉะนั้นในการทำงานของทาทุกงานจะไม่ได้บอกว่างานนี้ทำ 10% งานนี้ทำ 90% แต่ทำร้อย หรือเกินร้อย 

Q: นั่นหมายถึงการยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายๆ เรื่องใช่หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องรูปลักษณ์ 

A: การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าดูในชีวิตของทา ถ้าจะให้ทาติดเป็นเด็ก เป็นภาพนั้นอยู่ตลอดเวลา อันนั้นสิแปลก แต่การเปลี่ยนแปลงตัวเองของทา พอถึงวันนี้มองกลับไปมันอาจจะมีจุดหักกลับของคนด้วยเช่นเดียวกัน ที่อาจจะรับเรื่องความวาบหวามวาบหวิวมากไม่ได้ เพราะมันกำลังเข้าสู่อีกเฟดหนึ่ง แต่ในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องที่รับได้ และวันนี้น้อยกว่าซะด้วยซ้ำไป ถูกไหม วันนี้ทาน้อยกว่าวันนั้นด้วยซ้ำ คนดูทาทาวันนี้จึงรู้สึกเฉยๆ แต่กับวันนั้นมันไม่ใช่

สำหรับทา ทาจะไม่ใส่อะไรที่ไม่มั่นใจแล้วขึ้นไปร้องเพลงบนเวที จริงอยู่ เราไม่ใช่คนสายแฟชั่น แต่เวลาคุณเป็นนักร้อง คุณจะต้องมีแฟชั่นอยู่ในหัว อย่างคอนเสิร์ตนี้ (Tata Young My Perfection Concert) ทาใช้ 10 ดีไซเนอร์ทำชุดให้ แต่ละองก์ใช้แต่ละคนไปเลย มีเรื่องบรีฟ มีเรื่องเล่า ฉะนั้นมันมีจุดหักกลับของทุกสิ่ง เพียงแต่เราจะต้องรอว่าเมื่อไหร่ แฟชั่นมันคือการวนกลับมา

Q: คอนเสิร์ตครั้งนี้คุณเป็นโชว์ไดเร็กเตอร์เองด้วยใช่ไหม

A: คุยกับ ‘เน็กซ์ คอมพานี’ มาแล้วประมาณ 2 ปีก่อน เรื่องอยากทำคอนเสิร์ตที่ร้องเพลงสากล ที่ผ่านมาทาจะมีการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในองก์ต่างๆ มาคราวนี้รู้สึกว่าอยากจะมูฟไปอีกขั้นหนึ่งมากกว่าอยู่ตรงนี้แล้ว แล้วคราวนี้ทาทำทั้งโชว์ ก็เลยขอเน็กซ์ฯ ไป เขาโอเคเลยทันที เพราะเคยเห็นการทำงานของทาแล้ว แต่สิ่งที่รู้สึกว่าเขาทุ่มมากกว่า และเริ่มกดดันก็คือเวที มันอลังการมากจนมือใหม่อย่างเราเกร็ง ต้องทำอะไรมากขึ้นเยอะ ฉะนั้นเราต้องแบ่ง แต่ทามองว่า บาร์บรา สไตรแซนด์ หรือ บียอนเซ่ ยังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ 

Q: นี่คือครั้งแรกในการเป็นโชว์โปรดิวเซอร์ของคุณ

A: ครั้งแรก และทาคิดว่าตัวเองโชคดีที่ทำงานโชว์โปรดิวเซอร์ครั้งแรกกับทีมงานคุณภาพ และทุ่มทุนสร้าง เดี๋ยวลองไปดูเวทีก่อนแล้วกัน โห…สุดน่ะ ทาไม่ได้เริ่มจากโชว์คอนเสิร์ตตามห้างฯ แล้วต้องไต่เต้าขึ้นไป ได้เริ่มต้นก็ทำงานใหญ่ และเป็นโชว์ของตัวเอง

Rabbit Today สัมภาษณ์ทาทายัง

Q: เห็นว่าแคสต์แดนเซอร์ใหม่ทั้งหมดเองด้วย

A: มีแดนเซอร์เก่าด้วยค่ะ แต่ทาบอกทุกคนว่า ทุกคนต้องมาแคสต์ใหม่ เพราะคนที่เคยเต้น พี่อยากเห็นอะไรที่มันมากกว่าที่หนูเคยเป็น เราจะได้หาตำแหน่งต่างๆ ในโชว์ อย่างมีองก์หนึ่ง ทารู้สึกว่าน้องคนหนึ่งเต้นคอมเทมโพรารีสวยมาก เรากะว่าจะเอาเขามาเต้นคอมเทมฯ อยู่คนเดียว เป็นโชว์เดี่ยวทั้งซีนเลย มอบเวทีให้กับเขา 
โชว์อื่นๆ ก็เต็มที่มาก คนเต็มมาก อย่างแดนเซอร์ผู้หญิงเราก็มีหลายรูปแบบ มีทั้งสวยเซ็กซี่ หุ่นดีมากๆ จนไปถึงเต้นแบบสตรีต ดูเป็นลุคสตรอง เต้นแบบคนผิวสี อะไรแบบนี้

Q: ดูเหมือนว่ามีเรื่องเล่าเยอะมากในคอนเสิร์ตนี้ แล้วจะเล่าหมดหรือภายใน 3 ชั่วโมง

A: ต้องบอกก่อนว่าทาค่อนข้างขมวดคอนเสิร์ตนี้ได้ดี และไม่ได้คิดจะเล่าเป็นเรื่องชีวิตของทาทา ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เบื่อแล้วกับการที่คอนเสิร์ต 15 ปี 17 ปี ของทาทาเคยทำมา แต่คราวนี้จะทำยังไงให้เป็นครบรอบด้วย แต่ก็เป็นการเล่าเรื่องการเดินทางของชีวิต

Q: ทำไมใช้ชื่อ ‘Tata Young My Perfection Concert’ ไม่ได้หมายถึงคอนเสิร์ตนี้ต้องออกมาสมบูรณ์แบบใช่ไหม

A: ถูกต้อง เราใช้คำว่าเพอร์เฟ็กต์ชั่นเนี่ย เพราะเพอร์เฟ็กต์ชั่นเป็นชื่อแทร็กหนึ่งในอัลบั้ม ตอนแรกจะใช้เพอร์เฟ็กต์ชั่นเฉยๆ แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวคนไปตีความได้เยอะ เดี๋ยวคนจะคาดหวังว่าอยากให้เป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ เลยเติมคำว่ามาย คือความสมบูรณ์แบบในแบบของทาทา คือไม่มีอะไรจะพิสูจน์ให้คนเห็น ทาแค่รู้สึกอยากมีความสุขและสนุกกับคอนเสิร์ตครั้งนี้ และอยากให้คนไทยได้ดูโชว์ดีๆ ฝีมือคนไทย ที่ร้องเพลงอินเตอร์ฯ น่ะ

Q: ซ้อมมาทั้งหมดกี่เดือนแล้ว

A: เริ่มคุยกันเลยคือ 2 ปีก่อน และวางแผนทุกอย่างปีนึง 6 เดือนที่แล้วเราเคาะตัวโชว์ออกมา ฉะนั้นสำหรับทา การซ้อมจึงเหมือนมีอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามันต้องมีเพลงช้าเพลงเร็ว มีแอ๊กติ้งมากขึ้น จะถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอย่างไรในแต่ละองก์ มันมีที่ดราม่ามากๆ และซอฟต์มากๆ ปนกันทั้ง 2 ความรู้สึก ทาเรียนแอ๊กติ้งกับตัวเองให้มากขึ้น เพื่อเวลาอยู่บนเวทีเราจะได้ไม่แข็ง

Q: เรียนกับตัวเองหมายความว่ายังไง

A: ก็เหมือนซ้อมน่ะค่ะ บางทีเราต้องอยู่หน้ากระจกแล้วเห็นว่าตัวเองเป็นคนยังไง ทาไม่ได้มองว่าการฝึกฝน เราต้องฝึกฝนโดยมีครูนั่งอยู่กับเรา เราสามารถฝึกฝนตัวเราเองได้ตลอดเวลา อยู่คนเดียวเราก็ฝึกได้ ว่าจะพูดอย่างไรนะ ผายมืออย่างไรนะ บางคนอาจจะมองว่าบ้าหรือเปล่า อยู่ดีๆ ทำท่าทางอยู่หน้ากระจก แต่ทารู้สึกว่านั่นคือการฝึกซ้อมของคน ยิ่งคุณทำมากเท่าไร มันก็ยิ่งเป็นการทำให้ตัวเองชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น อันนี้เป็นด้านของแอ๊กติ้ง 

ส่วนร้องเนี่ย การจะโฮลโชว์ 3 ชั่วโมง ร้องเพลงเกือบจะ 30 เพลง แล้วเสียงร้องยังไหว นี่ก็ไม่ง่าย ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าทาเป็นคนไม่ลิปซิงก์ ทาเป็นคนร้องเพลงสด มันต้องท็อปฟอร์มมากพอสมควร บวกกับการเป็นโชว์ไดเร็กเตอร์เข้าไปอีก ทารู้สึกว่าในโชว์ครั้งนี้ทาค่อนข้างมั่นใจนะ ทามีสมาธิและสติมาก เพราะทารู้สึกว่ามันถูกจัดวางไว้ดี 

Q: เรื่องเต้นล่ะ ฝึกหนักแค่ไหน

A: เต้นเนี่ย เป็นเรื่องที่ทาก็เบื่อตอบเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าบางทีเราเต้นมากๆ ไม่ได้แปลว่ามันดูดี แต่เราจะเต้นยังไงให้มันดูแล้ว (หยุดคิด 3 วินาที) หนึ่ง คือเราร้องด้วย เราต้องมีการแสดงแอตติจูดใส่คนดู ไม่ได้ยืนเฉยๆ และเราไม่ใช่นักร้องที่ลิปซิงก์ ทุกอย่าง เป็นเรื่องธรรมชาติ นักเทนนิสตีเทสนิส 3 ชั่วโมง ก็เหนื่อย แต่เวลาเขาตี เขาตียังไงให้มันได้ 3 ชั่วโมงล่ะ ต้องเฉลี่ยแรง ทาก็จะเฉลี่ยแรง 

Q: ถามตรงๆ ตื่นเต้นไหม

A: ตื่นเต้นค่ะ ทาตื่นเต้น (ย้ำ) แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องเซฟแรง เซฟพลังเยอะเหมือนกัน เทคนิคนี้ได้มาจากรุ่นพี่ คือรุ่นพี่ทาคนหนึ่งเห็นเราชอบออกอาการมากบนเวที เขารู้ว่าเราเหนื่อยขนาดไหน ฉะนั้นถ้าเราเซฟแรง เริ่มจากการไม่ตื่นเต้นจนเกินไป คือเราต้องสมดุลมัน และทาเป็นคนประเภทเกินมากกว่าน้อยด้วยค่ะ 

Q: เล่นเกิน เล่นใหญ่ แต่บนเวทีก็น่าจะออกมาพอดีนะ

A: ต้องรู้สึกว่าเราทำมาจนอิ่มตัว ที่สำคัญเราจะต้องเหมือนหลับตาเต้นได้ รู้ว่าข้างหลังทำอะไรอยู่ และข้างหน้าเราต้องทำอะไร

Rabbit Today สัมภาษณ์ทาทายัง

Q: แล้วถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นบนเวทีล่ะ

A: มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วค่ะ ที่ต้องมีความผิดพลาด แล้วแต่ว่าใครผิดพลาดในหน้าที่ของตัวเองตรงไหน ถ้าซ้อมกันแล้ว พูดกันแล้ว และยังมีความผิดพลาดอยู่ ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตครั้งก่อนๆ ของทา ทาจะพูดอยู่เสมอว่า ในที่สุดแล้วเราเป็นคนที่ไปยืนอยู่คนเดียว เขาไม่ได้รู้หรอกว่าคนคนนี้หรือคนคนนั้นเป็นคนทำให้คิวผิดพลาด เพราะในที่สุดชื่อมันกลับมาถึงเรา ฉะนั้นทาคิดว่าทุกคนที่ทาเลือกมาน่าจะเป็นมืออาชีพพอ ความผิดพลาดมันน่าจะน้อย แต่เรื่องผิดพลาดเป็นเรื่องปกติค่ะ ไม่งั้นมันก็ไม่ใช่ไลฟ์ แต่ถ้าผิดพลาด เช่นเกิดมีคนที่สะดุดขาตัวเอง ก็ต้องมองขำๆ ไป เหมือนเวลาเราใช้ชีวิตบางทีถ้าสมบูรณ์แบบมากๆ เนี่ย ทาว่ามันเหนื่อย 

Q: เคยเป็นอย่างนั้นไหม

A: เคย

Q: แล้วมันเหนื่อยขนาดไหน

A: เหนื่อยจนเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเพราะเราเป็นอย่างนี้ แต่พอเราช้าลง แก้ทีละเรื่อง อย่างเช่น เรื่องที่ควบคุมไม่ได้ ทารู้สึกว่าเราไลฟ์ลี่ขึ้นเยอะ สบายขึ้นเยอะ เราเป็นคนที่ง่ายๆ และผ่อนคลายกับชีวิต การถูกควบคุมหรือถูกทำอะไรให้ต้องสมบูรณ์แบบจึงไม่ใช่ทาในวันนี้ 

อย่าลืมนะคะว่าคนสมบูรณ์แบบเนี่ย เราต้องเก็บภาพลักษณ์พอสมควร เราต้องเป็นคนคนนี้ ซึ่งทาไม่รู้ว่าทาจะประดิษฐ์ได้มากแค่ไหนตามที่คนอื่นคาดหวัง ซึ่งคนที่เป็นทุกข์คือตัวเราไง

Q: คุณเป็นคนที่มีทั้งคนรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน และเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ที่ผ่านมาประคองชีวิตยังไงให้ผ่านพ้นความเกลียดชังไปได้

A: แต่วันนี้คนเกลียดทากลับรักทามากขึ้นนะ เพราะที่ทาเป็นวันนั้นกับเป็นวันนี้ทายังเป็นเหมือนเดิม คนเลยรู้แล้วว่า…อ๋อ อีนี่มันเป็นแบบนี้เว้ย ไม่ใช่ว่ากี่ปีผ่านไปแล้วทาเป็นอีกแบบหนึ่ง ทาว่านี่คือสิ่งที่พลิกนะคะ จากคนเกลียดมาเป็นคนรัก หรือบางคนก็คือ จากที่ไม่เคยชอบก็ชอบนะ เจอเยอะมากเลยที่บอกว่า เมื่อก่อนเกลียดทามากเลย เกลียดความมั่นใจ

Q: ยืนยันจากเวลาเรามีข่าวทาทาโดนโจมตี ก็จะมีคนออกมาปกป้อง มาเถียงแทน 

A: ใช่ค่ะ แต่ทาจะไม่ไปยุ่งกับตรงนั้น เพราะทาทารู้สึกว่าทาเอามาตรฐานของตัวเองเป็นที่ตั้งดีกว่า

Q: ถามเรื่องชีวิตส่วนตัวบ้าง ทุกวันนี้เป็นคุณแม่เลี้ยงลูกชายวัย 3 ขวบครึ่ง เหนื่อยไหม

A: เหนื่อยค่ะ ช่วงนี้เหนื่อยเพราะเขากำลังเป็นช่วงถาม แล้วเป็นช่วงที่เดินตามตลอด ไปไหนก็จะตาม มามี้ๆๆๆ ซึ่งบางทีสำหรับเราน่ะ เราเป็นเวิร์กกิ้งวูแมนด้วยไงคะ ทำให้รู้สึกว่าต้องแยกโซนสมองมากๆ เลย 
ภาคหนึ่งเราต้องเป็นแม่ และอีกภาคหนึ่งเราต้องเป็นผู้หญิงที่ต้องทำงานไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ถือว่าเรเป็นเด็กเลี้ยงง่าย และพูดรู้เรื่องมาก คือถ้าพูดกับเขาว่า เร…มามี้ทำงานอยู่นะครับ เรรอมามี้ก่อน เขาจะรู้เรื่อง ก็เลยไม่เกิดเหตุการณ์ที่มามี้ๆๆๆ

Q: คุณเป็นคนรักเด็กไหม

A: ไม่รักเด็กทุกคน

Q: แต่จำได้ว่ารักหมา

A: หมา…รักทุกตัว 

Rabbit Today สัมภาษณ์ทาทายัง

Q: ตอนนี้ยังเลี้ยงอยู่ไหม

A: เลี้ยงค่ะ 

Q: กี่ตัว

A: 5

Q: ทุกวันนี้ยังคิดถึง ‘สกู๊ปบี้’ (สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่ทาทารักมาก) อยู่ไหม

A: (พยักหน้า) คอนเสิร์ตนี้เขาก็จะถูกพูดถึง สกู๊ปบี้ตายตอนทาไปทำงานต่างประเทศ  ตอนนั้นเป็นตอนทำอัลบั้มสากลอัลบั้มแรก ทาจะพูดถึงการสูญเสีย คือไม่ได้ลบหลู่หรืออะไรนะคะ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่านี่คือสิ่งที่ทารักมากจริงๆ ในชีวิต 

คือ…พ่อ แม่ แม่นม กับหมา ซึ่งจากทาไปหมดแล้ว คือเข้าใจไหม ความรู้สึกกูเนี่ย ต้องใช้คำนี้เลยนะ ความรู้สึกกูเนี่ย (หัวเราะขำ)

Q: งั้นบอกชีวิตไม่ดราม่าคงไม่ได้แล้วละ

A: ไม่ได้ (ตอบทันที) แล้วหมาตัวนี้เป็นหมาตัวที่ทารักมาก จนวันนี้ทายังมีความเชื่อในบางทีเลยว่าเขามาเกิดเป็นเร

บางทีคนเราก็อยากได้ยินอะไรที่ตัวเองอยากได้ยิน แต่ถ้าได้ยินแล้วมันทำให้เรามีความสุขมากขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องที่เดือดร้อนใคร สกู๊ปบี้เกิดมาเป็นเร พี่หมอก็ยอมนะ ไม่ได้ว่าอะไรทาเลย แค่บอกเธอก็อย่าไปพูดจนรู้สึกงมงายละกัน ซึ่งทาไม่ได้พูดแบบงมงาย ไม่เคยพูดออกสื่อไหนเลยนะ ไม่เคย (ย้ำ)

คือพูดแบบนี้เพราะทากำลังจะเล่าในทางที่ว่า ทาไม่รู้หรอกว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่ทารู้ว่าทาคิดแบบนี้ คนเราผิดอะไรที่จะคิดในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข ถ้าทาคิดเรื่องนี้แล้วมีความสุข ทาก็จะคิด แต่ไม่ได้ไปงมงายนะ ลูกหนูหมอบได้ ลูกหนูคลานตามสกู๊ปบี้ หรืออะไรแบบนี้ และทาว่า ในที่สุดเรก็ต้องเข้าใจว่าแม่รักหมาตัวนี้มาก รักมากจริงๆ 

Q: ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ คำนี้มีอิทธิพลอะไรกับชีวิต ‘ทาทา ยัง’ จนทุกวันนี้

A: จากที่คิดว่าเราเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ จนมาถึงคำนิยมที่เข้าใจมากขึ้น โอเค เขาไม่ได้เห็นว่าเราบินได้ เพราะทาเคยพูดไว้ตอนเด็ก ไม่เห็นตัวเองเป็น ‘สาวน้อยมหัศจรรย์’ เลยค่ะ ทาไม่เห็นจะบินได้ ไม่เห็นจะช่วยโลกได้เลย ทำไมจะต้องมาตั้งชื่อสาวน้อยมหัศจรรย์ให้ด้วย 

ประสบการณ์ที่ผ่านมาของทา ทาเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์อย่างฉายาจริงๆ นั่นละ วันนี้พอเราโตขึ้น และเป็นแม่คน เราคิดในใจนะว่า โห…ถ้าลูกเราตอนเขาอายุ 14 เขาทำแบบนี้ได้ แม่ก็ต้องภูมิใจในตัวเราระดับหนึ่ง 

Q: ขอโทษครับ ปีนี้ทาทาอายุเท่าไร

A: 39 จะ 40 แล้วค่ะ 

Q: ซึ่งก็จะไม่เปลี่ยนเป็น ‘สาวใหญ่มหัศจรรย์’ ใช่ไหม

A: ไม่ (หัวเราะ) แต่อันนี้มันก็อยู่ที่คนเนอะ ไม่ได้อยู่ที่เรา แต่ถ้าคิดในทางบวก สาวใหญ่มหัศจรรย์ก็แปลว่า…อยู่มานาน ก็ตัวแม่ไงคะ เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของทามาตั้งแต่เด็ก ซึ่งทาคงไม่เก่งเท่าเจน ฟอนดา มั้ง ที่หุ่นเมื่อก่อนเป็นยังไง ตอนนี้นางก็เท่าเดิม  

Q: ไม่นะ ทุกคนเข้าใจว่าทาทาเป็นผู้หญิงที่มีความสุข

A: ใช่ ทาก็เป็นของทาแบบนี้ละ แค่มีความสุขก็สมบูรณ์แบบแล้วค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ