“ปีศาจแดง” ขายหุ้น 13 เปอร์เซนต์พยุงการเงินสโมสร

PPTV HD 36 อัพเดต 15 ต.ค. 2562 เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2562 เวลา 11.41 น.
“ปีศาจแดง” ขายหุ้น 13 เปอร์เซนต์พยุงการเงินสโมสร
สถานะการเงินของแมนฯยูไนเต็ด ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และ เควิน เกลเซอร์ หนึ่งในเจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมขายหุ้นจำนวน 13 เปอร์เซนต์ เพื่อพยุงสถานะทางการเงินของสโมสร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> หุ้น “แมนฯยูไนเต็ด” ขึ้น 5 % หลังปลด “มูรินโญ่”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> “แมนฯยูไนเต็ด” ยื่นสัญญาใหม่ให้ “เฟลไลนี่” 150,000 ปอนด์

นับตั้งแต่ มัลคอล์ม เกลเซอร์ เทกโอเวอร์ แมนฯยูไนเต็ดเมื่อ 14 ปีก่อน ก็สามารถรวบรวมหุ้นมาเป็นกรรมสิทธิ์ได้ถึง 90 เปอร์เซนต์ แต่หลังจากที่เจ้าตัวเสียชีวิตเมื่อปี 2014 ก็ได้ส่งมอบหุ้นให้กับทายาทโดย เควิน เป็น 1 ใน 6 สมาชิกตระกูลเกลเซอร์ ที่ได้ถือครองหุ้นสโมสรด้วย

อย่างไรก็ตามจากผลงานที่ตกต่ำของทีม ทำให้รายได้ตามการประเมินในปีนี้ต่ำกว่าที่คาดการณ์กันไว้  อีกทั้งการไม่ต่อสัญญาคาดหน้าอกของ “เชฟโรเลต” ยังทำให้ “ปีศาจแดง” ต้องชวดรายได้ 440 ล้านปอนด์หลังจบฤดูกาล 2020-21 ดังนั้น เควิน จึงโดนบีบให้ยอมขายหุ้น 13%  ที่ตัวเองถือครอง เพื่อเปิดให้นักลงทุนสามารถช้อนซื้อเพื่อเปลี่ยนเข้ามาเป็นเงินอัดฉีดเข้าสู่สโมสรแทนที่

โดยนอกจากผลประกอบการของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่ค่อยสู้ดีแล้ว สโมสรยังครองแชมป์จ่ายเงินค่าเหนื่อยนักเตะสูงที่สุดในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย ซึ่งทาง “เดอะ มิร์เรอร์” เปิดเผยว่า ปีศาจแดง จ่ายเงินค่าจ้างให้กับนักเตะสูงถึง 332 ล้านปอนด์ หรือ 12,782 ล้านบาทต่อปี เพิ่มขึ้นถึง 43 เปอร์เซนต์ในช่วง 3 ปีหลัง โดยนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในปัจจุบันคือ ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูชาวสเปนที่รับทรัพย์อยู่สัปดาห์ละ 375,000 ปอนด์ หรือกว่า 14.4 ล้านบาท

ส่วนทีมที่จ่ายค่าเหนื่อยนักเตะแพงเป็นอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ 264 ล้านปอนด์ต่อปี และอันดับ 3 “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุดที่ 260 ล้านปอนด์

ดูข่าวต้นฉบับ