‘อธิบดีอัยการฯ’ ทุบเปรี้ยง! ‘อย่าช่วยกันจนออกนอกหน้า’ กรณีรับคืนที่ดินสปก.ผิดต้องเป็นผิด

The Bangkok Insight อัพเดต 11 ธ.ค. 2562 เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2562 เวลา 04.41 น. • The Bangkok Insight
‘อธิบดีอัยการฯ’ ทุบเปรี้ยง! ‘อย่าช่วยกันจนออกนอกหน้า’ กรณีรับคืนที่ดินสปก.ผิดต้องเป็นผิด

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟศบุ๊กส่วนตัว พร้อมยกข้อกฎหมายตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา โดยระบุว่า "ความรู้คู่คุณธรรม ตอน ๒"

เมื่อพิจารณาตามแนว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๕๑๘๙/๒๕๕๘  ซึ่งวางบรรทัดฐานไว้ว่า"ในขณะที่ผู้ร้องกระทำความผิดคดี ผู้ร้องจึงยังไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุ การจัดสรรที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดินยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินเกิดเหตุจึงยังมีสภาพเป็นที่ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ การกระทำของผู้ร้องจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ มาตรา ๑๔, ๓๑ วรรคหนึ่ง แม้ต่อมาผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินเกิดเหตุ ก็เป็นเพียงทำให้การครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ร้องนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตไม่เป็นความผิดต่อกฎหมาย แต่ไม่มีผลเป็นการลบล้างการกระทำความผิดก่อนหน้าที่ผู้ร้องจะได้รับอนุญาต"

จึงสรุปเป็นข้อกฎหมายได้ว่า ถ้าเราเข้าไปครอบครองที่ดินของผู้อื่น โดยที่เรา "ไม่มีสิทธิ" ในที่ดินของผู้อื่น ยังไงเสียก็เป็นความผิดฐานบุกรุก ถ้าที่ดินนั้นเป็นของเอกชนก็เป็นความผิดฐานบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๕ (ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๖๑๖/๒๕๓๙ แต่ถ้าที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐในเขตป่าไม้ก็เป็นความผิดฐานแผ้วถ่าง ก่อนสร้าง ตาม พรบ. ป่าไม้ มาตรา ๕๔ มาตรา ๗๒ ตรี (ในกรณีความผิดได้กระทำ เป็นเนื้อที่เกินยี่สีบห้าไร่ ผู้กู้ระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท)

แต่ถ้าเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นความผิดฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรือ อยู่อาศัยในที่ดินก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ , ๓๑ (ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท)

เมื่อคุณ "ไม่มีสิทธิที่จะครอบครองที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย"ยังไงก็เป็นความผิด แม้จะคืนที่ดินให้แก่รัฐแล้วก็ตาม ผิดต้องเป็นผิด เอาที่ไหนมาพูดว่าไม่ต้องดำเนินคดีอาญา ถ้าผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินของรัฐ ไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด ก็จะมีความผิดฐานละเว้นตามประมวกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ส่วน"ผู้ใหญ่" ที่พูดอาจโดยข้อหาสนับสนุน ร่วมด้วยซวยด้วยกัน อย่าช่วยกันจนออกนอกหน้าเลยครับ เพราะไม่ใช่ที่ดินของเอกชนที่จะดำเนินคดีก็ได้ไม่ดำเนินคดีก็ได้ ขอร้องเถอะครับ แล้วอย่าลืมเรียกค่าเสียหายตามมูลละเมิดด้วยนะขอรับ

ล่สุดนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม  ยังโพสต์เฟซบุ๊ก โดยระบุว่า "ถ้าจำไม่ผิดเขายายเที่ยงมีการดำเนินคดีก่อน พออัยการสั่งไม่ฟ้อง ท่านจึงคืนที่ดิน ไม่ใช่ไม่ดำเนินคดีครับ ไม่เหมือนกัน"

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ  ได้ทำหนังสือขอคืนพื้นที่ของน.ส.ปารีณา จำนวน 29 แปลง  เนื้อหาระบุว่า ด้วยข้าพเจ้า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บริเวณ หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี และข้าพเจ้าได้ยื่นชำระภาษีบำรุงท้องที่ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ของคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการกษตร ให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ขอสงวนการใช้สิทธิเป็นอันดับแรกตามที่กฎหมายกำหนด และยินดีเข้าให้ถ้อยคำ และให้ความร่วมมือกับทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมทุกประการ

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุว่าสปก.จะไม่มีการดำเนินคดีใดๆกันน.ส.ปารีณา เนื่องจากว่ามีการครอบครองมาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน  ได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้พร้อมผู้ครอบครอง ในกรณีนี้จึงถือว่าการที่ น.ส.ปารีณา ส่งมอบที่ดินคืนหลวง ถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ในส่วนของ ส.ป.ก.ก็จะดำเนินการรับพื้นที่ทั้งหมดคืนมาเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรผู้ทำกิน และผู้ที่ไร้ที่อยู่ ผู้เดือดร้อนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ