‘กองทุนที่ลงทุนในกองอสังหาฯ’…แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด 27.97%

Wealthy Thai อัพเดต 13 พ.ย. 2562 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 08.10 น. • wealthythai
‘กองทุนที่ลงทุนในกองอสังหาฯ’…แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด 27.97%

ช่วง 9 เดือนแรกปี2019 กลุ่ม ‘กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมรัพย์’ ครองแชมป์ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดไป 27.97% ไปแบบสุดสวย
ในขณะที่ ‘กองหุ้นอินเดีย’ เป็นกลุ่มกองที่ที่มีผลงานแย่สุดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 1.80%
แต่โดยภาพรวมแล้วถือว่า…กองทุนทุกประเภทในช่วง 9 เดือนแรกของปี2019 สามารถทำผลงานกันได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“กองหุ้นไทย”…ให้ผลตอบแทน 9 เดือนแรกเฉลี่ย 5.6 – 7.4%

ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า แม้ว่าการลงทุนในไตรมาสที่3/19 อาจมีผลตอบแทนในบางกลุ่มกองทุนลดลงไปบ้าง แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ในเกือบทุกกลุ่มกองทุนยังเป็นบวก นำโดยกลุ่ม ‘กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์’ ผลตอบแทนเฉลี่ย YTD อยู่ที่ 28.0% ตามมาด้วยกลุ่ม ‘กองทุนรวมที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โลก’ 19.4% นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุนตราสารทุนอื่น ๆ ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยโดดเด่น เช่น ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโลก’ 17.8%, ‘กองหุ้นยุโรป’ 16.7%, ‘กองหุ้นเทคโนโลยีโลก’ 15.9%

 

 

‘กองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ’ ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่า ‘กองทุนตราสารหนี้ไทย’ นำโดยกลุ่ม ‘กองตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดในรอบ 1 ปี 7.5% ตามมาด้วยกองทุน  ‘Global High Yield Bond Fix Term’ และ ‘Global Bond’ ที่ 5.2% และ 4.7% ตามลำดับ
กลุ่ม ‘High Yield Bond Fix Term’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดสำหรับกองทุนตราสารหนี้ไทย 3.9% โดยเป็นไปตามความเสี่ยงที่มากกว่า รองลงมาเป็นกลุ่ม ‘กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว’ 3.4%
“ส่วน ‘กองทุนหุ้นไทย’ กลุ่ม ‘หุ้นขนาดใหญ่’ และ ‘ขนาดกลาง-เล็ก’ มีผลตอบแทนเฉลี่ย YTD ที่ 5.6% และ 7.4% ตามลำดับ (SET TR 7.6%) แต่หากพิจารณาผลตอบแทนรอบ 1 ปีที่ผ่านมาพบว่าทั้งสองกลุ่มยังมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -5.56% และ – 6.77% ตามลำดับ มากกว่า SET TR ซึ่งมีผลตอบแทนอยู่ที่ -3.9%

 

 

“กองหุ้นไทย”…9 เดือนแรกเงินไหลออกสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท- ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 16%

สำหรับ ‘กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF/RMF)’ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2.9 แสนล้านบาท ลดลง 1.2% จากสิ้นปี 2018 โดยในไตรมาสที่3/19 มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 501 ล้านบาท ย่างไรก็ตามในรอบ 9 เดือนยังเป็นเงินไหลออกสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 6.1% ในขณะที่ผลตอบแทนของ SET TR อยู่ที่ 7.6%
“ทั้งนี้จะพบว่ากองหุ้นไทยส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นใหญ่’ เป็นสำคัญ และในช่วงไตรมาสที่2/19 นั้น เงินที่ไหลออกสุทธิส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มกองหุ้นใหญ่เช่นเดียวกัน”

 

 

ในรอบเกือบ 6 ปี ที่ผ่านมาส่วนแบ่งตลาด ‘กองหุ้นไทย (ไม่รวม LTF/RMF)’ มีความเปลี่ยนแปลงไปในส่วนของ
1) มูลค่าทรัพย์สินที่ในปัจจุบันเติบโตมากกว่า 2 เท่าจากปี 2013
2) ผู้นำตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป โดย “บลจ. ไทยพาณิชย์” ที่เคยมีส่วนแบ่งตลาด 8% ในปี2013 แต่เพิ่มขึ้นเป็น 16% มากสุดในปัจจุบัน รวมทั้ง “บลจ. ธนชาต” ที่มีส่วนแบ่งตลาด 14% เพิ่มขึ้นจากเพียง 4% ในปี 2013
“ทั้งนี้หากดูในช่วงปี 2017 และ 2018 ที่มีเงินไหลเข้าค่อนข้างสูง (4.5 หมื่นล้านบาทและ 8.8 หมื่นล้านบาทตามลำดับ) พบว่าทั้ง 2 บลจ. มีเงินไหลเข้าสูงทั้ง 2 ปี”
สำหรับ ‘บลจ. ไทยพาณิชย์’ เป็นเงินไหลเข้ากองทุนที่มีอยู่เดิม เช่น
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ เซ็ท อินเด็กซ์ ฟันด์-ชนิดสะสมมูลค่า (SCBSET)’
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV)’
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET50 INDEX–ชนิดสะสมมูลค่า (SCBSET50)’
ในขณะที่ ‘บลจ. ธนชาต’ เป็นเงินไหลเข้ากองทุนเปิดใหม่ เช่น
-‘กองทุนเปิดธนชาตหุ้นปันผล (T-DIV)’
-‘กองทุนเปิดธนชาต Smart Beta (T-SMARTBETA)’
“อย่างไรก็ตามในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมากองทุนหุ้นไทยมีเงินไหลออกสุทธิ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินไหลออกสุทธิสูงสุดจาก ‘บลจ. ธนชาต’ ราว -6.3 พันล้านบาท ตามมาด้วย ‘บลจ. บัวหลวง’ -2.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีบลจ. รายใหญ่เช่น ‘บลจ.ทหารไทย’, ‘บลจ. พรินซิเพิล’ และ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ ที่มีเงินไหลออกสุทธิเช่นกัน”

 

 

“PIMCO”…ยังครองส่วนแบ่งการตลาด 16% สูงสุดกลุ่ม ‘กองทุนต่างประเทศ’

ด้านมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุน Feeder Fund ณ สิ้นเดือนก.ย.19 อยู่ที่เกือบ 4 แสนล้านบาท ลดลง14.3% จากเดือนก.ย. 18 ที่ 4.6 แสนล้านบาท โดยส่วนแบ่งตลาดของ ‘บลจ. ต่างประเทศ’ ที่กองทุนรวมไทยเข้าลงทุนมากที่สุดนั้นยังคงเป็น ‘บลจ. PIMCO’ มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 16% จากกองทุนกลุ่ม‘กองตราสารหนี้ต่างประเทศ’ โดยมี ‘กอง PIMCO GIS Income’ เป็นกองทุนมูลค่าสูงสุดจาก PIMCO ซึ่งมีเงินลงทุนจาก 3 บลจ. ไทยได้แก่ ‘บลจ.กรุงศรี’, ‘บลจ.ทหารไทย’ และ ‘บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)’ รวมมูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับ ‘บลจ. BlackRock’ มีส่วนแบ่งตลาด 10% กองทุนที่มีบลจ. เข้าลงทุนสูงสุดยังคงเป็นกองทุน  ‘BGF Global Allocation’ รวมมูลค่าเงินลงทุนราว 8 พันล้านบาท สำหรับ ‘SPDR State Street’ มีมูลค่าทรัพย์สินกองทุนจากกองทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 5% เนื่องจาก ‘กองทุนทองคำ’ ที่เป็นสัดส่วนหลักมีผลตอบแทนเฉลี่ยเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เป็นบลจ. ต่างประเทศรายเดียวใน 5 อันดับแรกที่มูลค่ากองทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“แม้ว่ากองทุนที่ลงทุนกับ ‘JP Morgan’ จะมีเงินไหลออกสุทธิใน 9 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงติด 1 ใน 5 อันดับแรกโดยส่วนแบ่งตลาดราว 8% ลดลงจากปีที่แล้ว 9% กองทุนที่มีบลจ. เข้าลงทุนมากที่สุดคือ ‘JPM Global Healthcare’ โดยมี ‘บลจ. กสิกรไทย’ ลงทุนในกองทุนนี้”

 

 

ส่วนแบ่งตลาดกองทุนจากบลจ.ต่างประเทศมีความเปลี่ยนแปลงไปในปี 2018 จากเงินไหลออกจาก ‘กอง Global Bond’ โดยบลจ. PIMCO เป็นหลัก ทำให้ส่วนแบ่งตลาดจากบลจ. อื่น ๆ เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าครึ่งของตลาดกองทุน Feeder Fund
“บลจ.ที่มีเงินลงทุนเติบโตสูงตั้งแต่เกือบเท่าตัวไปจนถึงมากกว่า 2 เท่า ได้แก่ Goldman Sachs, Lombard Odier, B&I Capital, Credit Suisse และ Legg Mason อย่างไรก็ตามบลจ.เหล่านี้ยังมีส่วนแบ่งตลาด 0.2%-1.2% เท่านั้น”
ทั้งหมดนี้เป็น ‘ชีพจรการเคลื่อนไหว’ ของอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยในช่วง 9 เดือนแรกปี2019 ที่ผ่านมา หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ