‘กล้วยๆๆ’ สารพัดประโยชน์ กระทงก็ได้ บำรุงผิวก็สุดยอด

The Bangkok Insight เผยแพร่ 09 พ.ย. 2562 เวลา 03.18 น. • The Bangkok Insight
‘กล้วยๆๆ’ สารพัดประโยชน์ กระทงก็ได้ บำรุงผิวก็สุดยอด

"กล้วย" สารพัดประโยชน์ หนุนใช้ในเทศกาลลอยกระทงลดโลกร้อน พร้อมแจงสรรพคุณ หลายคนไม่รู้ ช่วยทั้งบำรุงผิวหน้า และรักษาโรค

ภูมิปัญญาไทย มาแต่โบราณพิสูจน์ถึงสรรพคุณของกล้วย คนไทยเรา จึงกินกล้วยกันแต่เด็ก นอกจากเป็นอาหารสุขภาพแล้ว กล้วยยังทำได้สารพัดประโยชน์ นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก บอกว่า สำหรับเทศกาลลอยกระทง ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562  "กล้วย" ก็มีส่วนสำคัญในส่วนประกอบของกระทง

คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์จากส่วนต่าง ๆ ของต้นกล้วยมายาวนาน นอกจากบริโภคเป็นอาหารแล้ว ทุกส่วนของกล้วยยังนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น ในงานประเพณีต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นวัสดุ จากธรรมชาติช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย

"กล้วย" มีสารอาหารเกือบทุกชนิด ที่ร่างกายต้องการ ใน "กล้วยน้ำว้า"  1 ผลเล็ก (40 กรัม) มีพลังงาน 59 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ แถมอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ กลุ่มวิตามินบี วิตามินซี

  • กล้วยดิบ มีรสฝาด แก้ท้องเสีย เนื่องจากมีสารแทนนิน รวมถึงช่วยสมานแผลในกระเพาะและลำไส้
  • กล้วยห่าม รสฝาดออกหวาน แก้ท้องเสีย ชดเชยโพแทสเซียมที่เสียไป
  • กล้วยสุก รสหวาน บำรุงร่างกาย แก้ท้องผูก ช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น และป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
  • กล้วยสุกงอม มีรสหวานจัด บำรุงร่างกาย เพิ่มพลังงาน เป็นกากใยช่วยในการขับถ่าย และมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง

ส่วน "ลำต้น หรือ หยวกกล้วย" นิยมนำมาทำฐานกระทง ส่วน "ใบตองสด" นำมาใช้ในการทำอาหาร ห่อกับข้าว หรืองานศิลปหัตถกรรม เช่น กลีบกระทง บายศรี เป็นต้น

นอกจากนี้ "กล้วย" ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ลดริ้วรอย โดยมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

  • กล้วยน้ำว้า 1-2 ผล
  • น้ำผึ้ง และนม
  • ผสมเข้าด้วยกัน จนเป็นเนื้อเดียวกัน อย่าให้เนื้อเหลวจนเกินไป
  • ทาให้ทั่วใบหน้า และลำคอ ประมาณ 15-20 นาที
  • นวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต
  • ล้างออกด้วยน้ำสะอาด

นอกจากสรรพคุณที่กล่าวแล้ว "กล้วย" ยังเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ สามารถใช้รักษาแผล ในกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการท้องเสีย มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

*วิธีใช้ คือ รับประทานครั้งละ 10 กรัม ชงด้วยน้ำร้อนปริมาณ 120 - 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร สำหรับข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ กับผู้ที่มีอาการท้องผูก และการรับประทานยานี้ติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้ท้องอืดได้ *

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ Call Center 02 5917007 ต่อกองวิชาการและแผนงาน กรมการแพทย์แผนไทยฯ

ดูข่าวต้นฉบับ