ไม่ใช่“จบที่รุ่นเรา” แต่“จบแบบไหน”ต่างหาก !?

Manager Online เผยแพร่ 11 ส.ค. เวลา 18.56 น. • MGR Online

เมืองไทย 360 องศา

กลายเป็นเรื่องราวที่กำลังสร้างความไม่สบายใจ และสร้างความโกรธเคืองให้กับหลายคนขึ้นมาทันที กับการชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่มองเห็นตรงกันว่า “เลยเถิด”ไปมาก ทำให้มองเห็นเช่นเดียวกันว่า มีเจตนาและเป้าหมายพุ่งตรงไปที่ไหน ซึ่งนั่นหมายความว่าเป้าหมายเพื่อให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่

เพราะทั้งเนื้อหาการพูดจากปราศรัยของแกนนำและกิจกรรมบนเวทีในตอนค่ำวันนั้นมีเจตนา“จาบจ้วง”อย่างเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีการพูดและมีการชูป้ายของคนที่เข้าร่วมชุมนุมให้เห็นมาแล้ว ทั้งที่การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม วันที่ 9 สิงหาคม ที่ประตูท่าแพ เชียงใหม่ และล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังกล่าว ขณะเดียวกันยังนัดชุมนุมกันอีกครั้ง ใน “วันที่ 12 สิงหาคม”นี้ ที่สวนลุมพินี ซึ่งหากพิจารณากันถึงเจตนามันก็เหมือนกับการ “จงใจ”ให้เห็นอย่างชัดเจน

หากโฟกัสกันที่การชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้เห็นถึงความเคลื่อนไหวในแบบ “จาบจ้วง”ล้อเลียน สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนในแบบที่ว่า หากใครได้ยินแล้วย่อมรู้ทันทีเลยว่าหมายถึงใคร อีกทั้งบนเวทียังมีการไลฟ์สดจากต่างประเทศของผู้ต้องหาในคดี มาตรา 112 มาปลุกระดมการชุมนุมในครั้งนี้อีกด้วย

หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน”นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในแกนนำที่ร่วมปราศรัยในการชุมนุมได้โพสต์เฟสบุ๊ก มีข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ซึ่งล้วนแล้วมีผลกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น

จากความเคลื่อนไหวและเนื้อหาในการพูดจาบนเวทีในวันนั้น ยังทำให้ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิบการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต้องรีบออกมาขออภัย และยอมรับผิด ที่มีผู้ปราศรัยบางคน“พูดเกินขอบเขต”ซึ่งแน่นอนว่าเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ และเกินเลยอย่างที่มีการ“ออกตัว”ให้เห็นว่าทั้งตัวเขาและทางมหาวิทยาลัย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้

ล่าสุด ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจและขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกโดยจะเคร่งครัดในการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย อย่างไรก็ดีในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุถึงผู้ที่แสดงออกเกินขอบเขตนั้นถือว่าเป็นความผิดส่วนบุคคลที่เป็นอำนาจเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และสุดท้ายแถลงการณ์ดังกล่าวยังย้ำว่า มหาวิทยาลัยฯ ยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้กรอบแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายของราชอาณาจักรไทย ตลอดจนศีลธรรมอันดีของสังคม

เชื่อว่าหลายคนที่ได้เห็นการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกว่า “ประชาชนปลดแอก”ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนชื่อเรียกจาก “เยาวชนปลดแอก”มาไม่กี่วัน ที่ได้เคลื่อนไหวชุมนุมมาอย่างต่อเนื่องก็เริ่มมีความไม่สบายใจและเริ่มกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นมาในบ้านเมืองซ้ำรอยขึ้นมาอีก เพราะมองออกทันทีว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะแบบนี้ ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจ และไม่สบายใจกับประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

อีกทั้งยังมองออกได้ไม่ยากว่ามี“บางคน บางกลุ่ม”คอยยุยงบรรดาผู้ชุมนุม ที่ส่วนใหญ่มีเด็กๆ เยาวชนกลุ่มนี้ ในรูปของกลุ่มการเมืองที่เป็นอดีตพรรคการเมืองบางพรรค และบุคคลที่หลบหนีคดีอาญาตามมาตรา 112 ในต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็มักใช้สื่อโซเชียลฯ ปลุกระดมใช้วาทกรรมคอยกลุกเร้าอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากรู้ดีว่าการดำเนินคดีกับพวกเด็กๆเยาวชน นักศึกษาเหล่านี้ เป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน”หากเคร่งครัด ก็จะกลายเป็นการ“เติมเชื้อไฟ”ซึ่งทำให้เหมือนกับว่า เนื้อหาในการชุมนุมที่ล้วนแต่มีคำพูดที่รุนแรงก้าวร้าว มีการชูป้ายข้อความที่จาบจ้วง หรือข้อความหยาบคาย ไม่ต่างกับ “เจตนายั่วยุ”ให้เกิดความรุนแรงหรือเปล่า

จากความเคลื่อนไหวในการชุมนุมครั้งล่าสุดทำให้หลายคนเริ่มกังวลอย่างจริงจังแล้วว่า สถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ หากพิจารณาจากเจตนา และ “เป้าหมาย”ที่เห็นชัดเจนของคนบางคน บางกลุ่มที่คอยยุยงอยู่ข้างหลังบรรดาเยาวชนกลุ่มนี้ เพราะยิ่งมีการเคลื่อนไหวที่ “จาบจ้วง”รุนแรงมากขึ้นมันก็ยิ่งมีความเสี่ยง และการที่พยายามสื่อสารในแบบที่ว่า“ให้จบที่รุ่นเรา”นั้นมันคงไม่จบง่ายๆหรอก เพราะดูรูปการณ์แล้ว มัน “จะจบแบบไหน”ต่างหาก !!

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ