"โอ๊ค"ตอบ ปมส.ส.เพื่อไทยส่อเป็นงูเห่า ซบพลังประชารัฐ ถามหา "สามัญสำนึก"

Khaosod อัพเดต 24 ก.ย 2562 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2562 เวลา 08.12 น.
สามัญ

“ปปง.” ประเดิม ไต่สวนพยานปากแรกคดีฟ้องโอ๊ค ฟอกเงินกู้กรุงไทย เจ้าตัวชี้หาก ส.ส.เพื่อไทย ย้ายไป พปชร. เป็นเรื่องไม่สมควร

เมื่อเวลา 9.30 น. วันที่ 24 ก.ย. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ชินวัตร อายุ 39 ปี บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, 9, 60 และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.61 จากกรณีนายพานทองแท้ รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทย กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี บุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย

ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำคุกนายวิชัย และนายรัชฎา คนละ 12 ปีร่วมกับพวก โดยในส่วนของนายวิชัย , นายรัชฎา และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คน ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย

โดยในชั้นศาล นายพานทองแท้ จำเลย ให้การปฏิเสธสู้คดีว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา

โดยช่วงเช้า ศาลไต่สวนพยานอัยการโจทก์ 1 ปากเสร็จสิ้น คือ นายสุนทรา พลไตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ในฐานะผู้กล่าวหาคดีนี้ ได้เบิกความตอบคำถามศาล สรุปว่า

ในการตรวจสอบคดีนี้ช่วงปี 2559-2560 พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย ป.ป.ง. ได้ตรวจสอบเอกสารจากการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน

และที่พยานเห็นว่ามีการร่วมกันฟอกเงินเลยระหว่างจำเลยกับ นายวิชัย กฤษดาธานนท์ เนื่องจากมีการรับโอนและโยกย้ายเงินในหลายบัญชี ซึ่งในส่วนของจำเลย มีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพต่างสาขา ระหว่างบางพลัดและซอยอารีย์ ขณะที่ทั้งสองไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กันทางธุรกิจ

นอกจากนี้ยังพบว่า จำเลยได้โอนเงิน 10 ล้านบาทคืนนายวิชัย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิชัย เมื่อปี 2548

ส่วนที่มีการระบุว่าจำเลยทำธุรกิจรถยนต์กับนายรัชดา บุตรชายของนายวิชัย นั้น ก็ไม่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบเชื่อว่าการรับโอนเงินระหว่างจำเลยและนายวิชัย เป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ หลังจากนายวิชัย ได้รับเงินปล่อยกู้จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งบิดาของจำเลย คือ นายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

และการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้นก็ดูจากต้นเงิน ที่เมื่อธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้ให้กับบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค แล้ว จนผ่านไปถึงนายวิชัย จากนั้นจำเลยก็ได้รับเช็คโอนเงินเข้าบัญชี 10 ล้านบาท จากนายวิชัย

ส่วนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ จากคดีอนุมัติให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้นั้น จะด้วยเหตุผลใด อย่างไร พยานไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องในคด

ทั้งนี้ เมื่อพยานโจก์ปากแรก เบิกความเสร็จช่วงเที่ยงเศษ ศาลได้นัด ไต่สวนพยานโจทก์ปากที่ 2 ในเวลา 13.30 น.อย่างไรก็ดี ในวันนี้นายพานทองแท้ ในฐานะจำเลย ได้ยื่นคำให้การใหม่เพิ่มเติม

ภายหลัง นายพานทองแท้ กล่าวว่า วันนี้ที่ตนยื่นคำให้การใหม่นั้น เพิ่มเติมหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้คดี จึงเลือกให้การใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยในวันที่ 26 ก.ย. ตนจะขึ้นเบิกความนัดไต่สวนพยานจำเลย ซึ่งมีตนเพียงปากเดียว

เบิกความในประเด็นเรื่องการลงทุนและเงินจำนวน10 ล้านบาท ว่านำไปใช้จ่ายอะไร เพื่อให้ศาลเข้าใจว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาตนยังไม่เคยขึ้นเบิกความ จึงยังไม่ได้ข้อมูลกับศาล แต่ยืนยันเจตนาไม่เคยฟอกเงินตามข้อกล่าวหาตั้งแต่แรกเริ่มที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดี และหากศาลกรุณาอ่านก็จะเข้าใจ

นายพานทองแท้ ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวส.ส.พรรคเพื่อไทย 14 คน นัดทานข้าวกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคประชารัฐ เพื่อเตรียมย้ายขั้วไปอยู่ฝั่งรัฐบาลว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยสนใจข่าวการเมือง เพราะต้องเอาเวลามาอ่านเอกสารคดีของตนเอง ที่มีจำนานมาก เพราะคดีมีระยะเวลานานกว่า 10 ปี และตนก็ไม่เคยได้เข้าพรรคเพื่อไทยเลย ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านอ่านหนังสือ เพราะเอกสารเยอะ

แต่ถ้าถามย้ำว่าหากส.ส.ทั้ง 14 คนจะไปร่วมอุดมการณ์กับพลังประชารัฐจริงๆ เห็นว่าด้วยสามัญสำนึกก็ไม่ควรทำอยู่แล้ว แต่ถ้าเขามีเหตุจำเป็นบางอย่างที่ต้องทำ ตนก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะบางคนอาจโดนเรื่องอะไรมาหรือไม่ แต่ตามมารยาทและกติกาการเมืองแล้ว เป็นสิ่งไม่ควรทำ

ส่วนที่มีกระแสข่าวกระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยตลอดเวลาตั้งแต่พรรคปรับโครงสร้างองค์กร มีผู้นำพรรคคนใหม่ ก็ยิ่งมีภาพและข่าวของความขัดแย้งออกมา โดยเฉพาะข่าวส.ส.จะย้ายพรรคอยู่เรื่อยมา และทุกๆ ครั้งทีมีข่าวออกไปนั้น ตนอยากให้สื่อมวลชนสอบถามข้อเท็จจริงจากตนเอง และคนในพรรคก่อน แล้วค่อยนำเสนอข่าว อยากให้กลั่นกรองข่าว เพราะพวกนี้อาจจะโยนหินถามทางหรือเปล่า ตนก็ไม่แน่ใจ

 

ดูข่าวต้นฉบับ