โลกยุค Immersive เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย AI และ Machine Learning

Businesstoday เผยแพร่ 21 ก.พ. เวลา 02.00 น. • Businesstoday
โลกยุค Immersive เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย AI และ Machine Learning

Mike Jittivanich, Head of Marketing, Google Thailand กล่าวในงาน Marketing Oops! Summit 2020 ว่า ย้อนกลับไปในอตีดการใช้คอมพิวเตอร์ยังยาก จะต้องเรียนรู้การช้งาน ใช้คีย์บอร์ด เมาส์ จนถึงยุคปัจจุบันใช้นิ้วในการควบคุมอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ความคาดหวังของคนเปลี่ยนไป อะไรที่ไม่สามารถโต้ตอบได้ถือว่าผิดปกติ

-กรุงศรีฯ ใช้ AI-Data ตอบโจทย์ลูกค้า ลดต้นทุนบริษัท
-Marketing Transformation ใช้ข้อมูล-เข้าใจลูกค้า เพิ่มยอดขาย

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์เริ่มต้นที่ยุค 1970 ก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตใช้ครั้งแรกในยุค 1990 เข้าสู่ยุคโมบาย ในปี 2000 ก่อนที่ปัจจุบันโลกเราอยู่ในยุคของ Immersive ที่เต็มไปด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML)

Immersive Computing แบ่งออกได้เป็น 3 อย่าง คือ

Assist เข้ามาช่วยให้ชีวิตคนง่ายขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

แมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาช่วยให้ AI เข้าใจเรื่องเสียงมากขึ้น ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาพัฒนาไปถึง 95% ในเรื่องความแม่นยำ เข้าใจความแตกต่างแต่ละภาษา ถึงแม้ว่าจะพูดในสำเนียงที่ผิดแปลกออกไป

การใช้เสียงเป็นคำสั่งกับสมาร์ทโฟนมีการพัฒนามากขี้น แม่นยำและโต้ตอบได้รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนาการใช้อุปกรณ์ไอทีโดยการขยับมือเพื่อบังคับหน้าจอ หรือป้อนคำสั่งผ่านอุปกรณ์ได้

"เทคโนโลยีดึงให้คนเงยหน้าขึ้นมาสนใจกับคนรอบข้างมากขึ้น ขณะที่ยังได้ข้อมูลแบบไร้รอยต่อ"

โลกยุค Immersive เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วย AI และ Machine Learning

Augment ทำให้ทุกอย่างรอบตัวโต้ตอบได้ดีขึ้น

จากข้อมูลคนทั่วโลกถ่ายรูปมากกว่า 1 แสนล้านรูปต่อปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ 70% ของรูปถ่ายเป็นการถ่ายเพื่อเก็บข้อมูล กล้องเป็นมากกว่าการถ่ายรูปที่สวยงาม

เทคโนโลยีการนำภาพมาหาข้อมูล อย่าง Google Lens ที่สามารถให้ส่องผลิตภัณฑ์เพื่อเช็คราคาหรือรีวิวได้

AR Live เข้ามาช่วยการเดินทาง ใช้งานร่วมกับแผนที่ (Street view) ให้เดินทางได้โดยไม่หลง

สังคมการซื้อเปลี่ยนไปเป็น Buy before you try จากการสั่งของออนไลน์ แต่ก็มีปัญหากับการส่งกลับ ทำให้ประสบการณ์ไม่ดี มีสินค้าถูกส่งกลับจำนวนมาก แต่ AR จะเข้ามาช่วยให้ลองสินค้าแบบจำลอง เช่น รองเท้า หรือเสื้อผ้า ทำให้เปลี่ยนเทรนด์กลับมาเป็น Try before you buy หรือได้ลองก่อนตัดสินใจซื้อ

Accelerate พัฒนาแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้นและสเกลได้ใหญ่ขึ้น

Google ใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งเข้ามาแก้ปัญหาคนไข้โรคตา ที่มีถึง 4.5 ล้านคน โดยปัญญาประดิษฐ์ AI มีความแม่นถึง 95%

พนักงานของ Google ใช้แมชชีนเลิร์นนิ่งทำงานร่วมกับนาซาจนค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ