แรงงานระทม! 3 เดือนปิดโรงงาน 7,000 กว่าแห่ง ยอดตกงานพุ่ง

TNN ช่อง16 อัพเดต 07 ส.ค. เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. เวลา 06.37 น. • TNN Thailand
แรงงานระทม! 3 เดือนปิดโรงงาน 7,000 กว่าแห่ง ยอดตกงานพุ่ง
กระทรวงแรงงาน เผย หลังสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเดือน ส.ค.63 ยอดตกงานพุ่งระลอกใหม่ ผลพวงจากสถานประกอบการทนพิษเศรษฐกิจ-โควิด-19 ไม่ไหว

วันนี้ (7 ส.ค.63) นางสาวอำพันธ์ ธุววิทย์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงแรงงานมอนิเตอร์สถานการณ์แรงงานทั้งการจ้างงาน การเลิกจ้างอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการช่วยเหลือแรงงานทั้งในระบบและแรงงานอิสระ พบว่าตัวเลขการจ้างงาน และการเลิกจ้างในระบบประกันสังคม ล่าสุด ณ เดือน มิ.ย. 2563 มีลูกจ้างผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (ลูกจ้าง พนักงานที่ยังทำงานกับนายจ้าง) รวม 11.3 ล้านคน ลดลง 294,867 คน

เมื่อเทียบกันเดือนเดียวกันของปี 2562 มีผู้ถูกเลิกจ้าง 145,747 คน เพิ่มขึ้น 119,807 คน จากเดือนเดียวกันของปีก่อน สาขาที่มีการเลิกจ้างเพิ่มขึ้น อาทิ ที่พักแรม และบริการด้านอาหาร เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน 20,836 คน หรือเพิ่มขึ้น 2,547%

สำหรับลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากที่สถานประกอบการขอใช้มาตรา 75 (ปิดกิจการชั่วคราว) จากเดือน เม.ย.-ก.ค. 2563 รวม 1,568,613 คน จากสถานประกอบการ 7,080 แห่ง โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ การผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์โลหะ อสังหาริมทรัพย์ การให้เช่าและบริการทางธุรกิจ การค้า ขนส่ง โรงแรม ร้านอาหาร

โดยกระทรวงแรงงานมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาลดผลกระทบหลายมาตรการ อาทิ ตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับการว่างงานจากโรคโควิด-19 ตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน โดยจ่ายเงินทดแทน 62% ของค่าจ้าง ว่างงานจากการถูกเลิกจ้าง ลาออก สิ้นสุดสัญญาจ้าง สิทธิประโยชน์ตามมาตรา 78 รวม 70% ของค่าจ้างรายวัน ถึง 28 ก.พ. 2565 เยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่เป็นลูกจ้างสถานประกอบการที่ถูกกระทบจากโควิด กรณีส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน ชดเชย 5,000 บาท 3 เดือน เยียวยาผู้ว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ฯลฯ ขณะเดียวกันก็มีมาตรการช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ และกลุ่มแรงงานต่างด้าว

เกาะติดข่าวที่นี่

website: www.TNNTHAILAND.com
facebook : TNNONLINE
facebook live : TNN Live
twitter : TNNONLINE
Line : @TNNONLINE
Youtube Official : TNNONLINE
Instagram : TNN_ONLINE
TIKTOK : @TNNONLINE

ดูข่าวต้นฉบับ