แม่ชมพู่แจ้งความถูกใส่ร้ายรับเงิน 3 ล้าน "ป้าแต๋น" ห่วงน้องเครียด "อุ๊บ" ขอโทษ (คลิป)

Amarin TV เผยแพร่ 06 ส.ค. เวลา 18.38 น.
แม่ชมพู่แจ้งความถูกใส่ร้ายรับเงิน 3 ล้าน
“อุ๊บ” ลั่นไม่เคยพูดให้เงิน 3 ล้าน แลกกับการสร้างภาพยนตร์ คาดสื่อบางสื่อเข้าใจผิดเอาจำนวนเงินบริจาคให้แม่จ่าคลั่งมาโยง ขอโทษครอบครัวชมพู่ โดยเฉพาะนางสาวิตรี ที่ทำให้เดือดร้อน ถูกสังคมด่า เผยจะเดินทางไปกกกอกอีกครั้งเพื่อทำบุญ 100 วันให้น้องชมพู่

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.63 นายบุญช่วย น้อยสันเทียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เปิดเผยว่า จากที่มีกระแสข่าวทางสื่อโซเชียลมีเดีย กรณีคดีน้องชมพู่ โดยอ้างว่าตนให้สัมภาษณ์ว่า “เตรียมสร้างรูปปั้นน้องชมพู่ ทำสถานที่ท่องเที่ยวภูเหล็กไฟ” นั้น ขอชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง

คลิกอ่านข่าว "น้องชมพู่" ทั้งหมดที่นี่ 

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่งหรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 60 มาตรา 14 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ยังมีประเด็นที่สื่อบางสำนัก เผยแพร่เรื่องราวผ่านข่าวออนไลน์ว่า "อุ๊บ วิริยะ" จะมีการจ่ายเงิน 3 ล้านบาท เป็นค่าลิขสิทธิ์ให้แม่ของน้องชมพู่ ทำให้วันนี้นายอนามัย วงศ์ศรีชา และนางสาวิตรี วงศ์ศรีชา พ่อแม่ของน้องชมพู่ เดินทางมาที่ สภ.กกตูม เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน เรื่องที่สื่อนำเสนอข่าวออนไลน์ที่มีข้อมูลอันเป็นเท็จ

โดยทางครอบครัวของน้องชมพู่ ได้ขอความร่วมมือจากอมรินทร์ทีวี นำคลิปวิดีโอการสนทนาระหว่าง พ่อแม่ของน้องชมพู่กับคุณอุ๊บ วิริยะ คลิปความยาว 19 นาที ใช้เป็นหลักฐานในการแจ้งความเพื่อยืนยันว่าไม่มีการเสนอเงิน 3 ล้านบาท

วันนี้สังเกตว่านางสาวิตรี มีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด โดยแม่ของน้องชมพู่ ให้ข้อมูลเพียงว่าต้องการออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง หลังถูกสื่อบางสำนักเสนอข่าวออนไลน์ โดยไม่กรองข้อมูล

โดยทางนางสาวิตรี ก็ยินดีถ้าหากสื่อสำนักดังกล่าวจะมาไกล่เกลี่ย เพียงแต่ต้องเดินทางมาแจ้งความไว้ก่อนเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้สื่อระมัดระวังในการเสนอข่าว และให้ผู้ที่แชร์ข่าวระมัดระวังคำพูดวิพากษ์วิจารณ์ข่าว ซึ่งหลังจากลงบันทึกประจำวัน ก็ได้เดินทางกลับทันที

หลังจากที่มีกระเเสข่าว "อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ" ผู้จัดการดาราและเป็นนักปั้นมือทอง มีโปรเจกต์ที่จะสร้างภาพยนตร์ "กกกอก" อ้างอิงจากคดีดัง "น้องชมพู่" โดยมีการวางตัวละครไว้คร่าว ๆ ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้เดินทางไปพูดคุยกับพ่อเเม่น้องชมพู่ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าลิขสิทธิ์ และให้กำลังใจชาวบ้าน ซึ่งการไปครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสว่า "อุ๊บ วิริยะ" เกาะกระแส สร้างภาพ เอาหน้า และได้พูดคุยหลังไมค์กับนางสาวิตรี แม่ของน้องชมพู่ ด้วยการให้เงิน 3 ล้านบาท แลกกับความยินยอมในการสร้างภาพยนตร์

"อุ๊บ วิริยะ" ชี้แจงผ่านอมรินทร์ทีวีถึงประเด็นทั้งหมดว่า ตนไม่เคยพูดเสนอเงิน 3 ล้านบาทให้แม่น้องชมพู่ เพื่อแลกกับการขออนุญาตสร้างภาพยนตร์ ขอโทษที่ทำให้นางสาวิตรีถูกโจมตี จากที่สัมผัสนางสาวิตรีเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ ตนรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางไปหมู่บ้านกกกอก แล้วยังต้องเจอกับกระแสข่าวที่ไม่เป็นความจริงอีก

ทั้งนี้ตนได้พูดคุยกับนางสาวิตรีแล้ว ตนอยากทำภาพยนตร์ที่เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ผู้ชม ตนไม่ได้ย่ำยี่น้องชมพู่ ตนเข้าใจนางสาวิตรีว่ายังคงสะเทือนใจกับการสูญเสีย แต่ภาพยนตร์ไม่ได้จะสร้างวันนี้พรุ่งนี้ ต้องรอให้คดีจบลงก่อน และกระบวนการสร้างการผลิตเองก็ต้องใช้เวลานานหลายปี เช่น ภาพยนตร์ซีอุย ตี๋ใหญ่ เชอร์รี่แอน คืนบาปพรหมพิราม ฯ

โดยมีอยู่ช่วงการสนทนาหนึ่งที่ตนได้พูดคุยกับนางสาวิตรี เกี่ยวกับงานบุญที่ตนได้ทำมาตลอดทั้งปี เช่น การเปิดรับบริจาคเงินให้แม่จ่าคลั่งโคราช ยอดเงิน 3 ล้านบาท การช่วยเหลือน้องแจ๋วแหวว ให้ทำตามฝันเป็นนางแบบ และการช่วยเหลือพี่เตี้ย มช.

 

นอกจากนี้ตนคาดว่าสื่อบางสื่อน่าจะเข้าใจผิด นำยอดเงินการช่วยเหลือแม่จ่าคลั่งโคราช มารวมกับค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ทำให้ตนและนางสาวิตรีถูกสังคมโจมตี ตนขอชี้แจงผ่านอมรินทร์ทีวีว่า ตนไม่เคยเสนอและให้เงินครอบครัวน้องชมพู่ 3 ล้านบาท ตนต้องขอโทษครอบครัวน้องชมพู่ ขอโทษชาวกกกอก

โดยเฉพาะนางสาวิตรี ที่ตนทำให้ต้องเดือดร้อน ถูกสังคมโจมตีต่อว่าเสีย ๆ หาย ๆ ซึ่งบางคอมเมนต์เป็นที่น่าสลดใจ เรียกนางสาวิตรีว่า "อี" หาว่านางสาวิตรีเป็นแม่ใจร้าย ไม่รักลูก ไม่เสียใจ เห็นแก่เงินค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์

จากที่ตนได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวน้องชมพู่ นางสาวิตรีไม่ได้เป็นไปอย่างที่สังคมกล่าวหา แม่ทุกคนรักลูก นางสาวิตรีเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่ไม่ใช่คนหวานและมีมารยาหญิงอย่างที่สังคมอยากให้เป็น หากคนที่ต่อว่านางสาวิตรีได้ลองมาสัมผัสพูดคุยแบบตนจริง ๆ ก็คงจะเข้าใจ

โดย "อุ๊ย วิริยะ" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ค่าลิขสิทธิ์ในการนำเรื่องราวมาสร้างภาพยนตร์ในเมืองไทย ราคาอยู่ที่หลักหมื่นเท่านั้น ไม่เหมือนกับที่ต่างประเทศ

ส่วนในประเด็นโหนกระแสเดินทางไปกกกอก ยอมรับอยากทำภาพยนตร์เป็นอุทาหรณ์สังคม แต่ไม่ได้สร้างภาพอยากดัง เพราะดังอยู่แล้ว ตั้งปณิธานอยากช่วยสังคม จะไปกกกอกอีกครั้ง ทำบุญ 100 วันให้น้องชมพู่ ไม่สนไม่แคร์คนด่า ถามกลับคนด่าทำได้แบบตนไหม เชื่อการไปกกกอกครั้งนี้ไปในฐานะตัวแทนคนวงการบันเทิง ช่วยคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดของชาวบ้าน

ตนเดินทางไปกกกอก เนื่องจากมีข่าวออกไปว่าตนอยากสร้างภาพยนตร์เป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคม โดยอ้างอิงจากคดีน้องชมพู่ ตนจึงต้องเดินทางไปพูดคุยปรับความเข้าใจ และชี้แจงต่อครอบครัวน้องชมพู่ เหมือนเป็นการให้เกียรติ ส่วนการที่ตนวางตัวนักแสดงไปนั้น เป็นการวางตัวแบบคร่าว ๆ เพื่อที่สื่อจะเห็นภาพ ตนยังไม่มีการทาบทาบหรือพูดคุยกับนักแสดง จึงอาจทำให้เกิดดราม่ากับแฟนคลับนักแสดงหรือผู้ที่เห็นต่างได้ ซึ่งในอนาคตภาพยนตร์อาจจะเกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ไม่มีใครรู้ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นักแสดง คิว ทุน

ในตอนแรกที่ตนตัดสินใจเดินทางไปกกกอก ตนกลัวว่าจะถูกปักป้ายไล่เหมือนคนอื่น ๆ แต่เมื่อไปแล้วกลับรู้สึกอบอุ่น ตนได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านและครอบครัวของน้องชมพู่ ตนรู้สึกเหมือนได้น้องชาย น้องสาว เพิ่ม (พ่อแม่ชมพู่) ตนเห็นใจและสัมผัสได้ถึงความสูญเสีย หากมีอะไรอยากให้ตนช่วยเหลือ ตนก็ยินดีตามที่ตนได้เคยตั้งปณิธานไว้ว่า จะช่วยเหลือสังคม โดยตนตั้งใจและบอกกับนางสาวิตรีไปแล้วว่า ตนจะเดินทางกลับไปกกกอกอีกครั้ง เพื่อทำบุญครบ 100 วัน ให้กับน้องชมพู่

อย่างไรก็ดี ตนไม่สนใจคนที่ต่อว่าว่าตนเกาะกระแส ตนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกกกอกเอง ตนไม่ได้สร้างกระแส ตนดังอยู่แล้ว ไม่มีอะไรสามารถบั่นทอนความตั้งใจดีของตนได้ คนด่าตนทำได้แบบตนไหม ช่วยคนได้ไหม ช่วยหมาแมวมูลค่า 10 ล้านบาทได้ไหม

การไปกกกอกของตน เปรียบเสมือนตัวแทนของวงการบันเทิงเดินทางไป คนในวงการบันเทิงหลายคนติดตามข่าวน้องชมพู่ และอยากจะเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้าน แต่ไม่สะดวกที่จะไป ที่สำคัญการไปกกกอกของตน มีแต่รอยยิ้ม มีแต่ความสุขมอบให้ชาวบ้าน ตนเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดของชาวกกกอกได้

นอกจากนี้ อุ๊บ วิริยะ จะเดินทางไปกกกอกอีกครั้งในวันทำบุญครบ 100 วัน น้องชมพู่ หากถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล จะจัดงานเลี้ยงให้หมู่บ้านกกกอก และจะให้ทอง 3 บาทแก่ลุงพล ให้ทอง 2 บาทกับป้าแต๋น เพราะลุงพลเกิดวันที่ 17 ส.ค.

โดยตนได้แจ้งพ่อแม่น้องชมพู่แล้วว่า ตนจะเดินทางไปทำบุญครบ 100 วัน น้องชมพู่ และยินดีจะเป็นเจ้าภาพงานบุญให้ ซึ่งตนแสดงความบริสุทธิ์ใจ การไม่ขอเบอร์ติดต่อครอบครัวน้องชมพู่แม้แต่คนเดียว เป็นการแสดงว่า ตนจะไม่เข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัว แต่ไม่ตื้อหรือเจรจาเกี่ยวกับภาพยนตร์ลับหลังสังคม ซึ่งนอกจากจะเดินทางไปทำบุญครบ 100 วันแล้ว ตนก็จะเดินทางไปเยี่ยมลุงพลด้วย เพราะตนต้องการให้กำลังใจแก่ทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ตนถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 ส.ค.63 รางวัลที่ 5 จำนวน 2 รางวัล โดยตั้งจิตว่าหากถูกรางวัลจะไปกกกอก และตนก็ได้ไปกกกอกจริง ๆ ดังนั้นก่อนที่ตนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่เดินทางไปหาครอบครัวน้องชมพู่ ตนได้เดินทางไปสักการะพญาเต่างอยที่จ.สกลนคร โดยตนได้เลขเด็ดมา หากตนถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล ในมูลค่าที่สูงหลักแสน ตนจะจัดงานเลี้ยงให้กับชาวบ้านกกอก และจะให้ทองลุงพล 3 บาท ให้ทองป้าแต๋น 2 บาท เพราะลุงพลเกิดวันที่ 17 ส.ค. หลังวันหวยออกพอดี ตนเชื่อว่าการคิดดีทำดีพูดดี จะมีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต

นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าของชมพู่ กล่าวว่า หากวันนี้น้องสาวตนไปแจ้งความ ตนก็คิดว่าเป็นการปกป้องสิทธิ์ตัวเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี วานนี้ตนได้คุยกับพี่อุ๊บ ซึ่งก็บอกเรื่องค่าลิขสิทธิ์ซึ่งระบุว่าอยู่ในระดับหลักหมื่น ไม่มีหลักล้านบาท ตนว่ามันไม่ใช่ แต่ตนคิดว่าแม่ชมพู่ไม่น่าพูดเรื่องนี้ ตนยืนยันว่าหากจะทำหนังหรือไม่ทำ ขึ้นอยู่กับแม่ชมพู่ ตนยังเป็นห่วงน้องตลอด หากวันนี้ทัวร์ไปลง ตนอยากบอกว่าสุดท้ายความจริงอยู่ที่เรา หากเราไม่ได้กระทำอย่างที่เขาว่าก็อย่าไปสนใจ

ตั้งแต่วันที่ไปสาบาน ตนก็ไม่ได้ไปคุยกับครอบครัวเลย หลังจากนี้หากอะไร ๆ ดีขึ้น ตนก็พร้อมที่จะเข้าไปคุยเสมอ ตอนนี้คนให้กำลังใจตนเยอะมาก มีคนเชื่อมั่นตนและลุงพล ตนก็คิดว่าอยากให้คนในครอบครัวมองตนแบบนี้บ้าง ซึ่งคิดว่าอะไรร้อน ๆ คงจะเย็นลงบ้าง 

นอกจากโชคของ "อุ๊บ วิริยะ" ที่ถูกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 2 ใบ แล้ว ทีมข่าวสังเกตว่าเอกลักษณ์ของนักปั้นมือทองอย่าง "อุ๊บ วิริยะ พงษ์อาจหาญ" ที่ทุกคนมักจะเห็นเจ้าตัวสวมใส่สร้อยทอง สร้อยข้อมือทอง และแหวนทอง เต็มตามร่างกาย

โดยสร้อยคอเป็นทองคำหนัก 20 บาท สร้อยข้อมือทอง 1 เส้น หนัก 5 บาท แหวนทอง 2 วง วงละ 1 บาท รวมเป็น 2 บาท รวมมูลทองทั้งตัวของอุ๊บ วิริยะ ในช่วงที่ราคาทองขึ้นแบบนี้ ก็ประมาณเกือบ 1 ล้านบาท

เมื่อสอบถามอุ๊บ วิริยะ ว่ากลัวหรือไม่ ว่าจะถูกโจรทำร้ายร่างกายขโมย "อุ๊บ วิริยะ" บอกว่า ไม่กลัว เนื่องจากชินแล้วที่ใส่ทองแบบนี้ทุกวันมาตลอด 20 ปี หากวันใดไม่ใส่จะเดินไม่ถนัด เหมือนอะไรขาดหายไป เชื่อว่าคนในพื้นที่คอนโดฯ ที่ตนอาศัยอยู่คงไม่ทำอะไรตน เนื่องจากรู้จักกันมานาน แต่เวลาไปไหน ตนก็จะเดินในที่ที่มีแสงไฟ เพื่อป้องกันตัวเอง

ดูข่าวต้นฉบับ