โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แมทธิว วอนอย่ารังเกียจคนหายป่วยจากโควิด-19 รับเจอคนเดินหนี

ไทยรัฐออนไลน์ - บันเทิง อัพเดต 29 พ.ค. 2563 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2563 เวลา 12.30 น.
ภาพไฮไลต์

แมทธิว ดีน ไปเปิดใจในรายการโหนกระแส หลังจากที่เป็นคนแรกๆ ในวงการบันเทิงที่ออกมายอมรับว่าติดโควิด-19 พร้อมเผยอาจถูกสังคมรังเกียจ คนเดินหนี ซึ่งตนพอรับได้และเข้าใจ โดย แมทธิว เล่าว่า

แมทธิวพอได้ยินใช่มั้ยว่าตอนนี้คนที่หายจากโควิด ถูกสังคมรังเกียจ?
"ได้ยินมาครับ แม้กระทั่งคนยังไม่ติด แต่มีข่าวลือก็พูดกันไปเรื่อย โดนบูลลี่ไป ก็น่าสงสารมาก กับการบูลลี่ไม่ให้เข้าหมู่บ้าน หรือละแวกที่คนอยู่

ผมก็เข้าใจนะเอาจริงๆ โควิดมันน่ากลัว คนที่เป็นก็มีความทรมาน ความเครียด ลำบาก แต่คนหายแล้วก็คือหาย ไม่มีติดอีก ไม่งั้นคุณหมอไม่ให้กลับ

แม้กลับบ้านไปแล้ว คุณหมอก็สั่งให้ใส่หน้ากากอีก 2-3 สัปดาห์ ยิ่งมีเด็ก ผู้ใหญ่ในบ้านก็ให้ล้างมือกันไป ใส่แมสก์ใส่หน้ากาก"

วันนี้คนหายจากโควิด ยืนยันว่าอยูร่วมกันได้?
"เข้าใจยังไงก็กลัว แต่ต้องเห็นถึงจิตใจของมนุษย์"

คุณโดนมั้ย?
"ผมโชคดีอยู่ในบ้านที่มีความเข้าใจ และได้รับข้อมูลจริงจากเราและแพทย์ ก็เปิดใจก่อนออกมา บอกตรงๆ เรากลัวเกรงใจคนในบ้านมากกว่า กลับไป 3 สัปดาห์ยังไม่ถอดหน้ากาก

กินข้าวนอกบ้านต้องถอดหน้ากากกิน จะกินน้ำทีต้องเดินออกไปนอกบ้าน เพราะมีความเกรงใจ ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำในช่วงแรก แต่ถ้าเขาได้รับความเข้าใจจากคนในหมู่บ้านหรือคนในครอบครัว จะทำให้จิตใจเขาแข็งแรงขึ้นมา"

กรณีคุณออกนอกบ้านไปเจอคนอื่นๆ เป็นไงบ้าง เขาเดินหนีมีมั้ย?
"ผมคิดว่าคงมี ก็เข้าใจ ไม่ว่ากัน ถ้าอยู่ในระดับโอเค รับได้ แต่ถ้ามีการพูดหรือรังเกียจเหมือนบูลลี่ ถึงจะเป็นการแซวเล่นก็มีผลต่อจิตใจ ไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

ถ้าคุณหมอกล้าให้เขากลับมาบ้านแสดงว่าเขาหายแล้วแน่นอน คนที่หายแล้วและโดนบูลลี่ก็อยากให้ใจเย็นด้วย เราผ่านอะไรหนักๆ มาแล้ว

อยากให้นิ่งนิดนึง พยายามรับความเข้าใจว่าคนนี้เขาอาจไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา อาจกลัวและรู้ข้อมูลน้อย ก็ว่ากันไปตามข้อมูล มันต้องยอมรับว่าไม่ติดอยู่แล้ว"

ใครก็ตามที่รู้จักคนเป็นโควิด-19 แล้วหายแล้วก็ไม่ต้องกังวล?
"ก็ยังใส่หน้ากากกันได้นะ และควรจะใส่ด้วยซ้ำ คนไทยทำตอนนี้มันดีมาก ใส่หน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ใช้เจล ก็ป้องกันได้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ทำไว้ก่อน เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เซฟคุณ เซฟตัวเอง เซฟครอบครัวด้วย"

ความรู้สึกวันแรกที่ติด ทำไมถึงออกมาประกาศ?
"วันแรกที่ติดมันช็อกที่สุดในชีวิต เพราะก่อนหน้านั้นไม่คิดว่าตัวเองติดหรอก ในบ้าน คนรอบข้างก็ไม่คิดว่าผมติด เพราะตอนนั้นคนไทยเป็นไม่ถึง 100 คน คนทั่วประเทศมี 70 ล้านคน ผมจะเป็น 1 ใน 70 ล้านเลยเหรอ

ตอนแรกตรวจไม่เจอ ไข้หวัดใหญ่ไม่เจอ หมอบอกให้ทำใจนะ คุณมีโอกาสเป็นโควิดนะ เพราะเรื่องเดียวที่ทำให้อาการทรุดได้แบบนี้ อาการมันแย่ จน 13 มี.ค. ได้โทรศัพท์จากคุณหมอว่าติดโควิดนะ ผมก็โอ้โห ทำยังไงดี

เดียก็อยู่ที่บ้าน ผมก็โทรหาเดีย เขาจะมาหา แต่ผมบอกว่าไม่ต้องมา ผมนอนอยู่อีกบ้านนึง ระหว่างนั้นจะทำอะไรดี ผมนึกถึงว่าที่ผ่านมาเราเจอคนเยอะมาก เราทำงานที่ช่อง 3 ไปหลายที่มาก เราต้องให้คนพวกนี้เขารับรู้ว่าเราติด เผื่อเขาอาจจะโดนไปด้วย เผื่อเขาต้องไปป้องกัน เผื่อเขาเจอลูก เจอผู้ใหญ่

สิ่งแรกคือจะบอกคนรอบข้างเรายังไงดีให้เร็วที่สุด เริ่มจากคนที่เราเจอแล้วมีเบอร์ ก็มีกาย รัชชานนท์, บอม ธนิน, นุ้ย, หนูเล็ก ไม่โทรก็ส่งไลน์ไป หรือไม่ก็ส่งทางอินสตาแกรม

แล้วดูไปถึงรายการ 3 แซ่บด้วยที่ไปถ่ายมาพี่ม้า, คุณกาละแมร์, คุณนิดด้วยที่เจอกัน ก็ต้องบอกด่วน หลังจากนั้นคนอื่นๆ จะบอกยังไงก็ลงไอจีเท่านั้นให้คนเห็นมากที่สุด เพราะมันยังใหม่มาก เราไม่รู้เราจะเป็นหนักเป็นเบา ใครจะติดจากเรามากน้อยแค่ไหน"

พอประกาศมันกลายเป็นสร้างแรงกระเพื่อมให้คนไทยว่าเรื่องนี้มาถึงตัวเราแล้วนะ?
"มันเป็นเรื่องจริงแล้ว แม้แต่ตัวผมเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ รู้ว่ามีแต่มันดูไกลตัวเหลือเกิน ผมทำงานช่วงนั้นก็ไม่ค่อยใส่หน้ากาก พกเจลไป เราใส่หน้ากากจะทำงานลำบาก ก็ใช้ชีวิตไป แล้วบังเอิญแจ็กพอตโดนเข้าไป โดนแล้วยังไง ก็ต้องให้ทุกคนรู้จะได้ไม่โดนเหมือนเรา"

ตอนนั้นจิตตกมั้ย?
"ตอนนั้นยังไม่สุด มันลงไปด้วยความเครียด กังวล ด้วยความที่เราไม่รู้ว่าสเต็ปต่อไปจะเป็นยังไง เราจะไปรพ.ไหน เราจะได้กลับบ้านเจอลูกอีกทีเมื่อไร ยังไม่เครียดสุดๆ แต่มันกังวล มันตื่นเต้นไปหมด คนก็โทรมาเป็นร้อยๆ สาย รับบ้างไม่รับบ้าง ไม่รู้จะพูดยังไง

บางคนถามว่าเป็นจริงหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ล้อเล่นหรอก เราอยากให้คนระมัดระวัง ไม่โดนเหมือนเรา ก็เป็นจุดเริ่มต้นของคนไทยที่เริ่มเห็นว่าเป็นเรื่องจริงและต้องระมัดระวังให้มากขึ้น"

คุณรักษานานมาก?
"จริงๆ การรักษา 20-30 วันเป็นเรื่องปกติของโควิด สิ่งที่เจอคือตัวเป็นหรือซากเราก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อเจอแล้ว คุณหมอก็ต้องสมมติว่าเป็นตัวเป็น ก็ยังออกไม่ได้ เผื่อมีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ แล้วคุณไปแพร่ให้คนอื่นมันก็เสี่ยง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี ก็นอนรอไป

อาการตอนแรกที่อยู่ รพ.ราชวิถี มีการดูแลอย่างดี จากสองวันแรกมีไข้แล้วหาย แล้วกลับมาใหม่กินยา 10 วันอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่เหลือ 15 วันก็นอนรอ ทีนี้อาจมีปัญหาเรื่องปอดนิดหน่อย เบาๆ แต่ไม่ได้ย่ำแย่"

ตอนแรกเชื้อลงปอด?
"ตอนแรกคิดว่าน่าจะหายองด้วยการไม่กินยาเพราะเราแข็งแรง ออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่พอไข้กลับมาก็เห็นว่ามันลงปอดจริงๆ ก็ต้องกินยา พอกินยาครบคอร์สก็ต้องเอกซเรย์เพิ่มเติม

หมอบอกว่าดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่เห็นอยู่ในปอดก็ค่อยๆ จาง ตอนนี้คุณหมอบอกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผมรู้สึกเองว่าอาจจะยังไม่ร้อย เรายังไม่กล้าออกกำลังกายหนักเท่าเมื่อก่อน เรายังเผื่อไว้นิดนึงเผื่อจะทรุด แต่คุณหมอบอกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์"

คุณไม่เป็นอีกแล้ว?
"จากที่คุณหมอบอก ทางเราหายแล้ว เรามีภูมิแล้ว ถ้ามันมาหาเราใหม่ ร่างกายเราจะมีภูมิพร้อมสู้กับมัน เราจะไม่ทรุดแล้ว แต่เฉพาะช่วงนี้นะ พอสักพักมันเปลี่ยนกลายพันธุ์ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมมีโอกาสเป็นใหม่ แต่ช่วงนี้คงยัง"

ถ้าเชื้อที่มีอยู่มาเจอคุณ มันเสร็จคุณ แต่ถ้ากลายพันธุ์คุณอาจโดนอีก?
"ใช่ครับ ทุกคนมีโอกาสเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องระวังตัว ผมไปไหนก็ต้องใส่หน้ากาก เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ เข้าใจว่าตัวเลขในบ้านเรามันดีเนื่องจากมีการระมัดระวัง คุณหมอเก่ง คนไทยมีวินัยดีมากๆ ใส่หน้ากาก ล้างมือ

แต่อย่าชะล่าใจ อย่าปล่อยให้เป็นสิ่งที่เราลืมไป เพราะมันมีโอกาสเป็น พอเป็นแล้วมันไม่สนุก มันเป็นนาน มันเหนื่อย เสี่ยงกับชีวิต ยิ่งคนอายุมากมันน่ากลัว ช่วงที่เครียดกังวลที่สุดไม่ได้กลัวเรื่องสภาพร่างกายตัวเองเท่าไร แต่กลัวคนที่บ้าน คนรอบข้าง"

คุณลีเดียบอกก่อนหน้านี้มีคนป่วยคนนึงอยู่ตรงข้าม ยังได้ยินเสียง อีกวันเขาเสียชีวิต จิตตกกันมาก ให้กำลังใจยังไง?
"ก็พยายามให้กันเองนี่แหละ เดียเขาสไตล์ผู้หญิง เขาเครียดมาก ยิ่งเป็นคนชอบถามคำถามเยอะ คุณหมอก็ตอบได้บ้าง ตอบไม่ได้บ้าง แต่ถ้าเขาเครียดเขาก็ยิ่งจิตตก ผมก็คอยเสริมให้เขาแข็งแรง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีกำลังใจตลอดคือลูกและที่บ้านเขารอเราอยู่ เราต้องสู้เพื่อเขา ต้องไม่แย่ไปกว่านั้นเพื่อกลับไปกอดเขา มันเป็นสิ่งที่สำคัญ และกำลังใจจากทุกๆ คน รวมทั้งพี่หนุ่มด้วย ที่โทรมาอยู่เรื่อยๆ รวมทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก รู้สึกดีมากกับตรงนั้น มีแรงสู้ ฮึดขึ้นเยอะเลย"

ล่าสุดคุณไปบริจาคพลาสมากับภรรยา?
"เป็นสิ่งที่ตั้งใจทำอยู่แล้ว ผมกับสภากาชาดไทยคุยกันอยู่เรื่อยๆ เขาก็คุยตั้งแต่อยู่ รพ. ว่าถ้าเกิดออกมาแล้วหายดี สัก 2 อาทิตย์ อยากให้มาบริจาคพลาสมาเพื่อนำไปช่วยคนอื่นที่ป่วยจากโควิด-19 ด้วย

ซึ่งก็มีความยินดี และก็ดีมากนะ สิ่งที่องค์การบริหารที่เกี่ยวกับพลาสมาสภากาชาดไทย ไม่ได้เกี่ยวกับโควิด-19 อย่างเดียวนะ

สามารถบริจาคพลาสมาเพื่อช่วยในหลายๆ โรคด้วย ฉะนั้นการเป็นโควิด-19 แล้วเป็นโรคใหม่ พลาสมามีคุณค่ามาก ซึ่งมันมหัศจรรย์มาก"

พลาสมาคือน้ำเหลือง?
"ครับ ซึ่งไม่เสียเลือดนะ เขาดูดเลือดเราออกไปแล้วเอาไปปั่นแล้วคืนเลือดกลับมาพร้อมน้ำเกลือ ในพลาสมาจะมีภูมิของเรา

ซึ่งเหมือนทหารรบ เวลามีอะไรแย่ๆ ก็ออกมาต่อสู้กับมัน เหมือนเอาไปเสริมทัพคนเป็นโควิด-19 ต้องเป็นกรุ๊ปเลือดเดียวกัน และมีอย่างอื่นที่แมตช์กันด้วย"

ของคุณเอาไปใช้กับคนอื่นหรือยัง?
"อันนี้ไม่ทราบครับ เขาไม่ได้บอกข้อมูล แต่ไปมาสองรอบแล้ว รอบสามสี่ก็จะไป ถ้าช่วยได้ บริจาคตอนทำได้เพราะมันค่อยๆ ตกลงมา"

ลีเดียก็บริจาค?
"ไม่สามารถบริจาคได้ เพราะน้ำหนักไม่ถึง ต้องถึง 50 โล ตัวเล็ก ส่วนมากผู้หญิงบริจาคไม่ได้ เพราะน้ำหนักตัวน้อย เขาก็เป็นกำลังใจ เขาอยากบริจาคมาก แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"

ดูคลิปวินาทีที่คุณและคุณลีเดียออกจาก รพ. แล้วลูกชายวิ่งมากอด?
"จริงๆ ก็คิดว่าจะเป็นยังไงบ้าง เขาจะร้องไห้มั้ย เราจะร้องไห้มั้ย ซึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเห็นรถปุ๊บก็วิ่งเข้าหา จำรถได้ และเราก็เก็บไว้เป็นเซอร์ไพรส์ไม่อยากบอกเขา กลัวว่าบอกจะกลับแต่ไม่ได้กลับ เราก็ไม่บอก

ถึงบ้านเขาวิ่งมาหาเขาก็ไม่ร้อง แต่สิ่งที่เขาทำคือกอดคุณแม่แบบแน่นที่สุดในชีวิต กอดแล้วเหมือนร้องไห้อยู่ข้างใน เป็นความรักที่แสดงออกโดยไม่มีน้ำตา เหมือนเขาดีใจสุดๆ"

คุณร้องมั้ย?
"ผมไม่ร้อง"

แต่ผมร้อง ผมดูคลิปแล้วผมร้อง บอกตรงๆ ผมรู้จักคุณทั้งคู่ ผมก็รักคุณทั้งคู่ พอเห็นภาพลูกไปกอดมันตื้นตัน ผมคิดว่าคนไทยเกิน 50 เปอร์เซ็นต์เห็นคลิปนี้น้ำตาแตก ดีใจแทน?
"อาจจะตามเรื่องราวเรามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว อาจจะเห็นว่าเราคิดถึงลูกมาก เอาเสื้อผ้ามาดม ก็อาจเป็นเรื่องราวที่กระทบจิตใจใครหลายๆ คน ก็ขอบคุณจริงๆ มีคุณค่ากับเราเหลือเกิน สิ่งที่ทุกคนให้กำลังใจทำให้เราฮึดขึ้นมาและกลับไปหาลูกในวันนั้น"

ล่าสุดภาครัฐจะคลายล็อกดาวน์ เฟส 3 อยากเตืออะไรมั้ย?
"ก็ดีใจด้วยกับการคลายล็อกดาวน์ มันช่วยธุรกิจหลายๆ อย่าง และช่วยคนหลายๆ คน แต่ก็อยากให้ระมัดระวังกันเหมือนเดิม เฟส 2 ของโควิดมันมีแน่ จะมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ยังไงเราควรใช้ชีวิตระมัดระวัง

สิ่งที่คุณหมอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะนำมาตลอดทำไป อย่าชะล่าใจ การ์ดอย่าตก หน้ากากเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุดเลย ล้างมือบ่อยๆ เจล สามอย่างนี้ 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว มันสุดยอดมาก

ถ้ายอดประเทศไทยอยู่แค่นี้มันจะสวยเลย รอวัคซีคอย่างเดียวแล้วจะกลับไปเหมือนเดิม คลายล็อกดาวน์แต่อย่าคลายความระมัดระวังของตัวเอง".

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ