แพทย์แผนไทยคอนเฟิร์ม “มะระขี้นก” แก้เบาหวานชะงัด

สยามรัฐ อัพเดต 14 พ.ย. 2562 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2562 เวลา 03.30 น. • สยามรัฐออนไลน์
แพทย์แผนไทยคอนเฟิร์ม “มะระขี้นก” แก้เบาหวานชะงัด

จะผัด-ยำ-ต้ม-ดื่ม ตามชอบ แต่ห้ามเด็ดขาดกินผลสุก พร้อมชูเมนูผักริมรั้ว สมุนไพรพื้นบ้าน ผักเชียงดา กะเพรา ชะพลู ตำลึง ต้านเบาหวานได้

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ โฆษกกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า เบาหวานเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เกิดจากความบกพร่องของตับอ่อน และฮอร์โมนอินซูลินในร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการสำคัญที่สังเกตได้ด้วยตัวตนเอง คือ ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน หิวบ่อย มีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า แผลหายช้า หากเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อม เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะติดเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญส่งผลให้เกิดความพิการ ด้านสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation:IDF) และองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น

ทั้งนี้ กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงขอแนะนำสมุนไพรริมรั้วที่มีฤทธิ์ต้านเบาหวาน คือ มะระขี้นก จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า มีสารรสขมชาแรนทิน (charantin) สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง โดยช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์บริเวณผนังลำไส้เล็ก ลดการสร้างน้ำตาลจากตับ และเสริมการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เมนูอาหารที่แนะนำ เช่น ต้มจืดมะระขี้นก ยำมะระขี้นก มะระขี้นกผัดไข่ ฯลฯ เครื่องดื่ม คือ น้ำมะระขี้นกปั่น ทั้งนี้ ไม่ควรนำผลมะระขี้นกสุกมารับประทาน

นพ.ปราโมทย์ กล่าวอีกว่า ในบัญชียาหลักแห่งชาติ มะระขี้นกจัดอยู่ในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร นอกจากมะระขี้นกช่วยต้านเบาหวานแล้ว ยังมีผักพื้นบ้านชนิดอื่นที่ช่วยต้านเบาหวานได้ เช่น ผักเชียงดา กะเพรา ชะพลู ตำลึง ฯลฯ ซึ่งประชาชนสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อป้องกันโรคเบาหวานหรือเป็นเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในครัวเรือน นอกจากนี้ ควรจำกัดการบริโภคอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมันสูง ควบคุมน้ำหนักตัวในอยู่ในเกณฑ์ปกติออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ