เอาแล้ว! 'ธนาธร' ถามกลับลั่นสภา 10 ข้อเรียกร้องของนักศึกษา 'มีข้อไหนจาบจ้วง'

ไทยโพสต์ อัพเดต 14 ส.ค. เวลา 08.02 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. เวลา 08.01 น. • ไทยโพสต์

14 ส.ค.63 -  เมื่อเวลา 13.45 น.ที่หน้าห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนต่อการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มนิสิตนักศึกษาวันที่ 16 ส.ค.ว่า การชุมนุมของนักศึกษา เป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ ที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองตามกฎหมาย ขอเรียนกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความเกลียดชังในสังคม ต้องการจับกุมปราบปรามนักศึกษาอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ใช่วิธีการแก้ไข ไม่ใช่ทางออก แต่เป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟให้ลุกโชนต่างหาก เชื่อว่า สิ่งที่จะเป็นทางออกให้สังคมได้จริงๆคือ การรับฟัง สิ่งที่พวกเขาพูดอย่างสติและมีเหตุผล สิ่งที่นักศึกษาพูด อาจจะเป็นความจริงที่กระอักกระอ่วนสำหรับสังคมไทย คือความท้าทายของสังคมไทยว่า มีวุฒิภาวะและมีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือไม่ที่จะรับฟังความจริงในเรื่องต่างๆเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างมีเหตุมีผลและมีสติ  

เมื่อถามว่า นักศึกษาให้ออกมาเรียกร้องให้แสดงจุดยืนว่า ยืนข้างไหน นายธนาธร กล่าวว่า แน่นอนว่า เรายืนข้างนักศึกษาในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 1.หยุดคุกคามประชาชน 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ3.ยุบสภา ตนคิดว่า สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้มองสิ่งที่เขาเรียกร้องด้วยความหวังดี การไม่ฟังนักศึกษาไม่เปิดโอกาสให้สังคมมองเห็นทางออกว่า สังคมจะออกจากความขัดแย้งอย่างไร เพื่อนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างไรต่างหากที่จะทำบ้านเมืองไปสู่วิกฤตและทางตัน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจว่า พร้อมที่จะรับฟังและประนีประนอมแค่ไหน หากไม่ประนีประนอมและไม่รับฟังนักศึกษาเลย สังคมก็ไม่มีทางออก  

เมื่อถามถึง ข้อเรียกร้องของนักศึกษาเลยเถิดไปถึงสถาบัน นายธนาธร กล่าวว่า ต้องยอมรับข้อเรียกร้อง 10 ข้ออาจทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มไม่สบายใจ ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับข้อเท็จจริงด้วยเหมือนกันว่า คือความจริงที่กระอักกระอ่วน ทุกคนตระหนักรู้อยู่แล้ว แต่ไม่มีใครออกมาพูดเรื่องนี้ในที่สาธารณะ พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกๆที่เอาเรื่องนี้มาพูดในที่สาธารณะ นับว่า เป็นกลุ่มคนที่มีความกล้าหาญมาก หากตัดเรื่องท่าทีในการนำเสนอออกไป มองเนื้อหาที่นำเสนอ คำถามสั้นๆคือ เราพร้อมหรือเปล่าที่จะพูดคุยเรื่องเหล่านี้ด้วยเหตุผล ด้วยสติ เราเป็นผู้ใหญ่และมีวุฒิภาวะพอหรือเปล่า  

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองอย่างไรกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อ นายธนาธร กล่าวว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย สังคมควรจะนำเรื่องนี้มาคุยกันอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา  

ถามอีกว่า ส่วนที่มีกลุ่มคนบางส่วนรับไม่ได้กับ10 ข้อเรียกร้องเพราะมองว่า เป็นการจวบจ้วงสถาบันนั้น นายธนาธร ตอบว่า "มีข้อไหนจาบจ้วง"  

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หมายถึงการแสดงออกของนักศึกษา นายธนาธร ตอบว่า ขอให้แยกระหว่างเรื่องเนื้อหาข้อเรียกร้องกับท่าที เพราะถ้าทีอาจทำให้คนบางกลุ่มไม่สบายใจอยู่บ้าง แต่ใจความหลักจริงๆคือเนื้อหา  

ถามถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาไม่ต้องเห็นความแตกแยกในสังคม นายธนาธร กล่าวว่า ส่วนตัวสิ่งที่สังคมไทยต้องการตอนนี้ถือการเปิดใจรับฟังกันด้วยเหตุผล สังคมจะเดินไปสู่การหาทางออกด้วยสันติได้อย่างไร ในเมื่อเดิม พล.อ.ประยุทธ์ให้ฟังนักศึกษาตั้งกรรมาธิการรับฟังข้อเสนอข้อเรียกร้องของนักศึกษา แต่ในเวลาเดียวกับกลับไปดำเนินการจับกุมคุกคาม แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความจริงใจรับฟังนักศึกษาจริงๆ ส่วนที่ระบุว่า ให้กลับมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งนายกฯมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยมาตรา 44 มา 5 ปีก่อนการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งโดยที่มีอำนาจในการบริหารมาอีก 1 ปีกว่าๆหลังการเลือกตั้ง ถ้ามันจะสำเร็จทำให้เศรษฐกิจไทยไปข้างหน้าได้ รับมือกับโควิดและปัญหาเศรษฐกิจ มันคงสำเร็จไปตั้งนานแล้ว  

“สถานการณ์ขณะนี้ท้าทายอย่างมาก อยากจะขอสื่อมวลชนว่า วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือพาสังคมไปสู่ทางตันได้ พี่น้องสื่อมวลชนถือว่าสำคัญมากในการเปิดพื้นที่ให้สิ่งที่นักศึกษาพูด ทำให้มันเป็นเรื่องปกติในสังคมที่พูดคุยกันด้วยเหตุผล ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่เป็นไร แต่จะทำให้เรากลับมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยสติ อย่าให้กลุ่มคนที่กระเหี้ยนกระหือรือ ต้องการให้กำราบปราบปรามกลายเป็นเสียงที่ดังในสังคมได้ เราต้องการดึงสติและเหตุผลกลับมาในสังคม สื่อต้องเปิดพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อให้เสียงกระเหี้ยนกระหือรือปราบปรามนักศึกษาเบาลง”นายธนาธรกล่าว 

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นายธนาธร กล่าวว่า ต้องถามผู้นำกองทัพว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์นั้นหรือไม่ สิ่งที่เราเห็นขณะนี้คือ การยุยงปลุกปั่นของกลุ่มคนบางกลุ่มให้เกลียดชัง เราจะหยุดยั้งสิ่งต่างๆเหล่านั้นได้ด้วยการนำเรื่องนี้ให้อยู่บนโต๊ะคุยกันด้วยเหตุผลและสติ การปราบปรามแก้ปัญหาไม่ได้ ประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่า การไม่เผชิญหน้ากับความจริงแก้ปัญหาไม่ได้ เราต้องการผู้ใหญ่ในสังคมที่มีวุฒิภาวะ ทั้งสื่อ นักวิชาการ สหภาพแรงงาน และกลุ่มคนทั้งสังคม ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะมากขึ้น จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร.  

ดูข่าวต้นฉบับ