เศรษฐกิจไม่ดี จะลงทุนอย่างไรให้รอด!

Wealthy Thai อัพเดต 11 เม.ย. เวลา 01.58 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. เวลา 01.58 น. • wealthythai
เศรษฐกิจไม่ดี จะลงทุนอย่างไรให้รอด!

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ภายหลังมีผู้เสียชีวิตในไทยเป็นรายแรก ขณะที่ฝุ่น PM2.5 ก็ยังหนาทุกเช้า! สถานการณ์ตอนนี้นอกจากทุกคนต้องดูแลสุขภาพตัวเองแล้ว ต้องเช็คสุขภาพเงินในกระเป๋า และพอร์ตการลงทุนกันอีกด้วย เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักไปกว่านี้

 

การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรฐกิจไทยที่รวดเร็วทำให้การวางแผนทางการเงินต้องปรับตามภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นๆเพื่อให้การลงทุนนั้นได้ผลตอบแทนทที่ดีที่สุด และป้องกันความเสียหายของพอร์ตการลงทุน

         

โดยในเรื่องนี้ ข้อมูลการวางแผนการเงิน จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า การวางแผนการลงทุนนั้น ไม่ว่า “เศรษฐกิจผันผวน” หรือจะไปใน “ทิศทางชะลอตัวลง” แต่ก็ยังมีโอกาสในการลงทุนอยู่เสมอ! โดยเบื้องต้นสามารถประเมินภาวะเศรษฐกิจตามวัฏจักรได้ 4 แบบ  

 

1.ภาวะเศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการลงทุนระยะยาวในหุ้น โดยในช่วงดังกล่าวประชาชนเริ่มมีกำลังซื้อ และความต้องการจับจ่ายใช้สอยสูงขึ้น ส่งผลให้โรงงาน บริษัทต่างๆ ขยายตัว ทำให้การจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ และเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรืองในลำดับถัดไป

 

2.ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง ในช่วงนี้การบริโภคของประชาชนอยู่ในระดับสูงสุด บรรยากาศในการลงทุนเต็มไปด้วยความสดใส มีภาวะขาดแคลนด้านแรงงานและวัตถุดิบ ซึ่งทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ มีราคาพุ่งขึ้นสูงมากและตามมาด้วยภาวะเงินเฟ้อสูงจนทำให้ธนาคารกลางต้องดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดไม่ให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงเกินไป และป้องกันไม่ให้เกิดฟองสบู่ในระบบเศรษฐกิจ ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงและส่งผลต่อต้นทุน ในการผลิตเช่นกัน ในช่วงนี้มักจะเต็มไปด้วยการเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ และเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุด

 

3.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เมื่อการบริโภคของประชาชนลดลง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ มีรายได้ลดลงและสะท้อนออกมาในรูปของ GDP หดตัว โดยทั่วไปนักเศรษฐศาสตร์จะเรียกภาวะที่ GDP หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาสว่าเป็น Technical Recession หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคเริ่มเกิดภาวะแรงงานส่วนเกิน ในระบบซึ่งจะนำไปสู่การเลิกจ้างและทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา และในด้านตลาดตราสารหนี้ก็มีสัญญาณ Inverted Yield Curve ดังนั้นธนาคารกลางมักจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวอีกครั้ง

 

4.ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจ เกิดจากภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนในที่สุด จนอาจเกิดจากภาวะ “ฟองสบู่แตก” เช่น การที่ราคาสินทรัพย์ถูกเก็งกำไรจนสูงเกิน มูลค่าพื้นฐานจนถึงจุดที่ไม่มีใครต้องการซื้ออีกต่อไป ทำให้ราคาสินทรัพย์ตกลงอย่างรวดเร็ว จนก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้จะ ส่งผลประกอบต่อความเชื่อมั่นในประเทศ และมักจะตามมาด้วยกระแสเงินทุนไหลออก จำนวนมาก ขณะเดียวกันจะเห็นการปิดกิจการของเอกชน ทำให้อัตราว่างงานสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เศรษฐกิจที่ตกต่ำนั้น จะฟื้นตัวกลับมาได้ช้าเร็วแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงนักลงทุน ต่างประเทศนั้นเริ่มฟื้นตัวและมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเมื่อใด

 

โดยในวัฎจักรเศรษฐกิจทั้ง 4 วงจรนั้น จะเกิด “เงินเฟ้อ” และ “เงินฝืด” สิ่งสำคัญคือต้องปรับการลงทุนให้เหมาะสม ดังตารางต่อไปนี้ 

 

 

และสุดท้ายอยากฝากว่า นอกจากจะต้องรู้จัก “จังหวะการลงทุน” แล้ว นักลงทุนหรือนักออมเงิน (มือใหม่) จะต้องปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมอยู่เสมอ โดยมีทางเลือกในการพิจารณาอยู่ 3 ทาง นั่นคือ 1.กำหนดช่วงเวลา เช่น ทุกไตรมาส ทุกปี เป็นต้น 2.กำหนดตามเป้าหมายการลงทุน เช่น กำหนดว่าถ้าหุ้นในพอร์ตได้กำไร 20% แล้วจะปรับพอร์ตใหม่ เป็นต้น 3.นำทั้ง 2 ข้อมารวมกัน คือกำหนดตามเวลาและตามเป้าหมายการลงทุน เช่น ภายใน 1 ปี ถ้าหุ้นปรับกำไรไม่ถึง 20% ก็จะยังไม่ปรับพอร์ต

 

ดูข่าวต้นฉบับ